เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 77 หมู่บ้านเสี่ยวหวง

บทที่ 77 หมู่บ้านเสี่ยวหวง

บทที่ 77 หมู่บ้านเสี่ยวหวง


บทที่ 77 หมู่บ้านเสี่ยวหวง

ดาบยักษ์สีดำสนิทเล่มหนึ่งกรีดฝ่ามิติ พุ่งทะยานผ่านฟากฟ้าทิ้งรอยแยกแห่งความว่างเปล่าไว้เบื้องหลัง ก่อนจะปักลึกเข้าสู่ยอดเขาสูงชันลูกหนึ่ง

ตูม!

ขุนเขาแตกร้าว ไป๋ตงหลินในชุดเกราะโลหิตทะยานร่างออกมา เกราะโลหิตพลันแปรเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ยาวสีดำเนื้อนุ่ม

"ข้าออกมาจากเขตฝังศพแล้วหรือ?"

แววตาของเขาฉายประกายแห่งความตื่นเต้น นึกไม่ถึงว่าเหตุบังเอิญจะทำให้เขาได้ติดรถมาด้วย ส่วน ‘คนขับ’ รุ่นเก๋าอย่างอีกาขาวได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ทราบแน่ชัดว่ามุ่งหน้าไปที่ใด

การเดินทางครั้งนี้ถือว่าไม่ขาดทุน แม้จะสูญเสียตราประทับพิกัดไป แต่เขาก็คิดหาวิธีแก้ไขได้แล้ว ในใจจึงมิได้ร้อนรน

เขามองท้องฟ้าสีคราม สูดอากาศอันบริสุทธิ์เข้าปอด พลางรู้สึกปลอดโปร่งยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากสถานที่ผีสิงนั่นเสียที

จิตวิญญาณที่เคยตึงเครียดพลันผ่อนคลายลง ยามนี้เขาไม่ต้องการทำสิ่งใด เพียงปรารถนาจะพักผ่อนให้เต็มที่สักระยะก่อนค่อยวางแผนการก้าวต่อไป

เพียงก้าวออกไปหนึ่งก้าว ร่างก็อยู่ไกลออกไปนับหมื่นจั้ง เงาร่างวูบวาบเพียงไม่กี่ครั้งก็เลือนหายไป

ชั่วครู่ต่อมา ไป๋ตงหลินปรากฏกายขึ้นที่ด้านนอกหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง จิตสัมผัสเทพกวาดผ่านจนล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง ที่นี่เป็นหมู่บ้านขนาดสองถึงสามร้อยหลังคาเรือน ทุกคนล้วนเป็นปุถุชน มีเพียงไม่กี่คนที่มีวรยุทธ์หยาบ ๆ ติดตัว

"ไม่เลว ไม่เลว ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนที่ดียิ่ง"

เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แม้จะอยู่ในเขตฝังศพเพียงเดือนสองเดือน แต่เขากลับรู้สึกราวกับเนิ่นนานจนเหมือนไม่ได้สัมผัสกลิ่นอายของผู้คนมาแสนนาน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงไม่อยากหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก แต่จงใจเสาะหาหมู่บ้านเล็ก ๆ เพื่อพักพิง

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้าน ไป๋ตงหลินผู้มีท่วงท่าสง่างามและกลิ่นอายไม่ธรรมดาก็ดึงดูดสายตาของชาวบ้านจำนวนมาก ชาวบ้านเหล่านี้สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย ผู้ที่มีบารมีมากที่สุดที่พวกเขาเคยเห็นคงเป็นเพียงขุนนางเก็บภาษีที่ราชสำนักส่งมาเท่านั้น

ผู้ฝึกตนเช่นไป๋ตงหลินนั้น ชั่วชีวิตของพวกเขาอาจไม่ได้พบเจอแม้เพียงสักครั้ง ทุกคนต่างคิดว่าไป๋ตงหลินคือผู้ยิ่งใหญ่ที่น่าเกรงขาม ต่างมองด้วยความเคารพยำเกรงและไม่กล้าก้าวเข้าใกล้

เขายืนรออยู่กับที่ครู่หนึ่ง ชายชราคนหนึ่งก็เดินออกมาพร้อมประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมแล้วถามว่า

"ผู้น้อยคือหัวหน้าหมู่บ้านเสี่ยวหวง ไม่ทราบว่ามีสิ่งใดที่พอจะรับใช้ใต้เท้าได้บ้าง?"

แม้หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าจะพอเคยผ่านโลกมาบ้าง แต่ก็ยังถูกกลิ่นอายของไป๋ตงหลินสะกดจนสยบ เขาไม่กล้าเพิกเฉย แสดงท่าทีนอบน้อมด้วยเกรงว่าจะนำภัยมาสู่หมู่บ้าน

ไป๋ตงหลินยิ้มน้อย ๆ กลิ่นอายอันสง่างามและเป็นกันเองทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับลมวสันต์พัดผ่าน เขาประสานมือตอบกลับพลางกล่าวว่า

"ผู้อาวุโสมิต้องมากพิธี ข้าพลการมาเยือนหมู่บ้านของท่านถือว่ารบกวนแล้ว ข้าต้องการจะพักอยู่ที่หมู่บ้านของพวกท่านสักระยะ แน่นอนว่าเรื่องเงินทองข้าจะมอบให้ครบถ้วน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะสะดวกหรือไม่?"

ไป๋ตงหลินมักยึดถือหลักการแทนคุณด้วยคุณ ตอบแทนแค้นด้วยแค้น เขาอาจโหดเหี้ยมไร้เมตตาต่อศัตรูหรือแม้แต่ตนเอง แต่สำหรับมิตรสหายหรือคนแปลกหน้า เขากลับมีมารยาทและอ่อนน้อมยิ่งนัก สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับความแข็งแกร่ง แต่มันคือหลักการดำรงตนของเขา

จงยำเกรงในทุกชีวิต แม้เขาจะธรรมดาสามัญเพียงใด และจงไร้ความกลัวต่อศัตรู แม้เขาจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

เมื่อเห็นไป๋ตงหลินมีมารยาทและอ่อนน้อมเช่นนั้น ชายชราก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบโบกมือกล่าวว่า

"สะดวก สะดวกขอรับ! ใต้เท้าอยากพักนานเพียงใดก็ได้ ส่วนเรื่องเงินทองนั้นมิต้องหรอก เป็นเพียงบ้านพักที่ซอมซ่อเท่านั้น"

ด้วยการยืนกรานของไป๋ตงหลิน ในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านก็จำต้องรับเงินสิบตำลึงเงินไว้ แล้วยกเรือนหลังหนึ่งที่เงียบสงบให้เขาเช่า เรือนหลังนี้ตั้งอยู่สุดขอบหมู่บ้านและติดกับตัวหมู่บ้านมากจนได้กลิ่นหอมของอาหารที่ชาวบ้านทำ ไป๋ตงหลินพึงพอใจกับสิ่งนี้มากและเข้าพักด้วยความยินดี

เมื่อเข้ามาถึงห้องนอนหลัก เขาก็นั่งขัดสมาธิลง สะบัดมือโยนหินวิญญาณออกมาไม่กี่ก้อนเพื่อวางค่ายกลตัดขาด

เพียงขยับจิตสัมผัสเทพ เสี่ยวจื่อและจิตวิญญาณบุปผาทั้งสี่ในโลกต้นกำเนิดของดาบดำลางตายก็ถูกปล่อยออกมา

เสี่ยวจื่อประดุจคุณชายน้อยเจ้าสำราญ นอนหนุนตักของจิตวิญญาณบุปผา มือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มทั้งแปดนวดเฟ้นไปตามเถาวัลย์หยกม่วงอย่างสบายอารมณ์จนเสี่ยวจื่อบิดกายไปมา

ไป๋ตงหลินถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เจ้าสิ่งเล็ก ๆ นี่ช่างเสวยสุขยิ่งกว่าข้าเสียอีก!

"อะแฮ่ม!"

จิตวิญญาณบุปผานางหนึ่งกระแอมเบา ๆ สองครั้ง เพื่อเตือนให้เสี่ยวจื่อรักษาภาพลักษณ์ เพราะเจ้าคนประหลาดที่น่ากลัวผู้นั้นอยู่ตรงหน้านี่เอง

"เอ๊ะ? พี่ใหญ่? เหตุใดเสี่ยวจื่อถึงออกมาแล้วเล่า?"

เสี่ยวจื่อเพิ่งจะสังเกตเห็นไป๋ตงหลินที่ใบหน้าบูดบึ้ง มันรีบลุกขึ้นแล้วบิดกายเข้ามาหาที่ข้างเท้าของไป๋ตงหลิน พลางส่งเสียงประจบประแจง

"เจ้าช่างรู้จักเสวยสุขเสียจริง เวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้แล้ว กฎเกณฑ์ต้นกำเนิดแห่งอิทธิฤทธิ์เพาะบ่มออกมาได้หรือยัง?"

"พี่ใหญ่ กฎเกณฑ์ต้นกำเนิดแห่งอิทธิฤทธิ์ชนิดแรกถือกำเนิดขึ้นแล้วขอรับ ความจริงแล้วอิทธิฤทธิ์แรกนี้เริ่มเพาะบ่มมาตั้งแต่ตอนที่เสี่ยวจื่อยังเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ และเพิ่งจะสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง!"

"ดีมาก!"

ไป๋ตงหลินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ในใจรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง นี่คือวาสนาที่ยากจะจินตนาการสำหรับคนทั่วไป!

เสี่ยวจื่อชูร่างขึ้นตรง ทั่วร่างเริ่มเปล่งประกายแสงสีม่วง ดอกไม้ตูมดอกเล็ก ๆ เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วก่อนจะเบ่งบาน กลิ่นหอมขจรขจายอบอวลไปทั่วห้อง ทรงกลมแสงที่ส่องประกายระยิบระยับและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายอันลี้ลับปรากฏขึ้นกลางใจดอก

ไป๋ตงหลินยื่นฝ่ามือออกไปรับทรงกลมแสง ทันทีที่มันสัมผัสถูกใจกลางมือก็ซึมซาบหายลับไป เสี่ยวจื่อนั้นถือกำเนิดขึ้นจากการรดชะโลมด้วยโลหิตทิพย์ของเขา จึงมีรากเหง้าต้นกำเนิดเดียวกัน การหลอมรวมกฎเกณฑ์ต้นกำเนิดอิทธิฤทธิ์จึงไร้ซึ่งอุปสรรคขัดขวาง หากเป็นผู้อื่น ต่อให้เสี่ยวจื่อเต็มใจมอบให้ก็ไม่อาจนำไปใช้ได้เลย

เมื่อทรงกลมแสงเข้าสู่ร่างกาย ช่องวิญญาณบริเวณหน้าอกก็ระเบิดแสงเจิดจ้า ดูดกลืนทรงกลมแสงเข้าไปในพริบตา ทรงกลมแสงเข้าสู่พื้นที่ช่องวิญญาณอันไร้ขอบเขต ลอยเด่นอยู่กึ่งกลางพลางหมุนวนอย่างรวดเร็ว กฎแห่งพลังเริ่มปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ และสลักลงบนพื้นที่แห่งช่องวิญญาณโดยอัตโนมัติ!

วิธีการใช้งานอิทธิฤทธิ์ "เลียนสวรรค์จำลองปฐพี" ผุดขึ้นในห้วงความคิดของไป๋ตงหลินโดยตรง ราวกับเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมาแต่กำเนิด นี่คือความมหัศจรรย์ของกฎเกณฑ์ต้นกำเนิดอิทธิฤทธิ์!

การจะย่อยสลายทรงกลมแสงในช่องวิญญาณให้สมบูรณ์ยังต้องใช้เวลาไม่น้อย สามารถดูดซับปราณวิญญาณเข้าไปชะล้างบำรุงเพื่อเร่งความเร็วได้ ซึ่งเรื่องนี้เขาซาบซึ้งดีอยู่แล้ว เหล่าศิษย์ที่มีพรสวรรค์ทางสายเลือดต่างก็ต้องผ่านกระบวนการนี้ และต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรไปมหาศาล

เขาลืมตาขึ้น สัมผัสได้ว่าความแข็งแกร่งเพิ่มพูนขึ้นเล็กน้อย จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

เสี่ยวจื่อดูราวกับหมดเรี่ยวแรง มันหมอบราบลงกับพื้นอย่างอ่อนระโหย ดูท่าการสกัดเอากฎเกณฑ์ต้นกำเนิดอิทธิฤทธิ์ออกมาจะทำให้มันสูญเสียพลังไปมาก

ไป๋ตงหลินย่อมไม่ละเลยผู้ทำความดีความชอบ เขาหยิบขวดหยกออกมา หยดน้ำนมหยกล้ำค่าหมื่นปีลงบนตัวเสี่ยวจื่อหนึ่งหยด นี่คือน้ำนมหยกล้ำค่าบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เจือจาง เสี่ยวจื่อประดุจฟองน้ำที่ดูดซับน้ำนมหยกเข้าไปในทันที ทั่วร่างส่องประกายสีม่วงเจิดจ้า กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งยังเติบโตยาวขึ้นและหนาขึ้นไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าได้รับประโยชน์มหาศาล

"เสี่ยวจื่อเอ๋ย ลำบากเจ้าแล้ว บอกพี่ใหญ่หน่อยซิว่า อิทธิฤทธิ์ต่อไปที่กำลังบ่มเพาะอยู่คืออะไร?"

เสี่ยวจื่อที่ดูดซับน้ำนมหยกจนสบายตัวบิดไปมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงียว่า

"พี่ใหญ่ อิทธิฤทธิ์ต่อไปคือ 'ตาทิพย์และหูทิพย์' เป็นกฎแห่งแสงและกฎแห่งลมขอรับ!"

เจ้าเจ็ดพี่น้องน้ำเต้าคนที่สอง เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!

แถมยังมาแบบแพ็คคู่ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ไม่เลวเลยจริง ๆ ไป๋ตงหลินมองเสี่ยวจื่อด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตามากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมองบุตรชายในไส้

เขาหยิบถังน้ำสะอาดออกมาอีกถัง ผสมน้ำนมหยกลงไปหนึ่งหยด แล้วนำไปวางไว้ในโลกต้นกำเนิดของดาบดำลางตายเพื่อเป็นรางวัลแก่เสี่ยวจื่อ และเพื่อช่วยเร่งความเร็วในการบ่มเพาะของมัน

จิตวิญญาณบุปผาทั้งสี่ที่อยู่ข้าง ๆ จ้องมองของเหลววิญญาณพลางลอบกลืนน้ำลาย แม้พวกนางจะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการดูดซับปราณวิญญาณ แต่หากได้ดื่มกินของเหลววิญญาณย่อมส่งผลดีต่อพวกนางอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่ทำได้เพียงมองเสี่ยวจื่อด้วยความอิจฉาเท่านั้น

"ไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ พยายามบ่มเพาะอิทธิฤทธิ์เข้าไว้ พี่ใหญ่เอาใจช่วยเจ้านะ!"

"ขอรับ พี่ใหญ่!"

ดาบดำลางตายเปล่งแสงสีแดงวาบหนึ่ง เก็บงำเสี่ยวจื่อและจิตวิญญาณบุปผาทั้งสี่กลับเข้าไปในตัวดาบ

หลังจากจัดการเรื่องของเสี่ยวจื่อเรียบร้อย ไป๋ตงหลินก็เริ่มหลับตาบำเพาะเพียร จิตสัมผัสเทพวิญญาณเทพเริ่มสัมผัสถึงช่องวิญญาณที่ซ่อนเร้นภายในร่างกาย

การจะเบิกช่องวิญญาณซ่อนเร้น ขั้นแรกต้องสัมผัสให้พบเสียก่อน ยิ่งเป็นช่องวิญญาณซ่อนเร้นลำดับท้าย ๆ ก็ยิ่งสัมผัสได้ยากขึ้น ต้องใช้ระดับของดวงวิญญาณที่สูงส่งยิ่งนัก นี่คือเหตุผลที่ไป๋ตงหลินกระตือรือร้นในการยกระดับวิญญาณของตน

อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่รีบร้อน ช่องวิญญาณซ่อนเร้นสามารถค่อย ๆ เบิกออกไปได้ อย่างน้อยก่อนที่ช่องวิญญาณหลักทั้งสามร้อยหกสิบห้าแห่งจะถูกเติมเต็มด้วยกฎเกณฑ์ เขาก็ยังไม่ต้องกังวลใจ เพราะการเบิกช่องวิญญาณไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งเท่าใดนัก แต่มันคือการยกระดับขีดจำกัดสูงสุดของเขาให้สูงขึ้นอย่างมาก

ตอนนี้เขายังห่างไกลจากขีดจำกัดสูงสุดนั้นนัก หากสัมผัสได้ก็เบิกทิ้งไว้เล่น ๆ หากสัมผัสไม่ได้ เมื่อวิญญาณยกระดับขึ้น ทุกอย่างย่อมสำเร็จได้เองตามครรลอง

ครู่ต่อมา เขาสัมผัสได้ถึงช่องวิญญาณสิบแห่งที่ปรากฏขึ้นราง ๆ ในส่วนลึกของร่างกาย นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ดวงวิญญาณของเขาในตอนนี้จะทำได้แล้ว

เขาเริ่มควบแน่นโลหิตปฐมอย่างเชี่ยวชาญ แล้วส่งเข้าไปในช่องวิญญาณ เกิดการจุดระเบิดเอกภาวะ เบิกช่องวิญญาณซ่อนเร้นได้สำเร็จหนึ่งแห่ง

เขาจิบของเหลววิญญาณแล้วเริ่มเบิกต่อไป ทุกอย่างราบรื่นยิ่งนัก ผ่านไปครึ่งชั่วยามก็เบิกได้สำเร็จทั้งหมดโดยไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่คือข้อดีของวิญญาณที่แข็งแกร่ง การควบคุมโลหิตปฐมมีความละเอียดอ่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อัตราความสำเร็จของวิชาจุดระเบิดเอกภาวะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ช่องวิญญาณซ่อนเร้นหนึ่งแห่งช่วยเพิ่มพละกำลังกายสามพันชั่ง สิบแห่งก็คือสามหมื่นชั่ง ในขณะเดียวกันโลหิตปฐมก็หนาแน่นขึ้นไม่น้อย ความแข็งแกร่งก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น

เมื่อผู้บำเพ็ญก้าวเข้าสู่ช่วงหลัง ช่องว่างในระดับขอบเขตเดียวกันจะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่นในระดับลวดลายเทพเหมือนกัน ผู้บำเพ็ญบางคนสลักกฎเกณฑ์ลงในช่องวิญญาณเพียงแห่งเดียว แต่บางคนกลับสลักลงไปครบทั้งสามร้อยหกสิบห้าแห่ง ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองนั้นช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน!

ผู้บำเพ็ญปราณก็เช่นกัน ระดับที่เทียบเท่ากับระดับลวดลายเทพของผู้บำเพ็ญกายาจะเรียกว่า "ระดับจิตบรรพกาล" ตันเถียนทะเลปราณและทะเลวิญญาณเทพจะถูกเชื่อมต่อกันตั้งแต่ระดับสะพานเทพ สื่อสารเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นสะพานเทพจึงถูกเรียกว่า "สะพานฟ้าดิน" อันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทวารสวรรค์และทวารปฐม

ปราณแท้ในทะเลปราณจะผ่านสะพานฟ้าดินเข้าสู่ทะเลเทพโดยตรง เพื่อชะล้างหล่อหลอมดวงวิญญาณจนบรรลุเป็นวิญญาณปฐม!

ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างผู้บำเพ็ญปราณและผู้บำเพ็ญกายาคือ การใช้วิญญาณปฐมหยั่งรู้กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน แล้วสลักกฎเกณฑ์นั้นลงในวิญญาณปฐม ส่วนผู้บำเพ็ญกายานั้นจะสลักลงในช่องวิญญาณของร่างกาย

รูปแบบการโจมตีของผู้บำเพ็ญปราณคือ ใช้วิญญาณปฐมที่สลักกฎเกณฑ์สื่อสารกับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเพื่อร่ายมหาเวทย์ต่าง ๆ เดินบนเส้นทางแห่งการรวมจิตวิญญาณเข้ากับมหาจักรวาลแห่งฟ้าดิน

รูปแบบการโจมตีของผู้บำเพ็ญกายาคือ สลักกฎเกณฑ์ลงในช่องวิญญาณของร่างกาย รวบรวมมหิทธานุภาพไว้ในกายา ร่ายอิทธิฤทธิ์วิชาลับโดยอิงจากกฎเกณฑ์ในช่องวิญญาณ เดินบนเส้นทางแห่งการพัฒนาจุลจักรวาลภายในร่างกายมนุษย์

ทั้งสองสายมีความแตกต่างกันมาก เรียกได้ว่าต่างก็มีข้อดีข้อเสียไปคนละแบบ

ไป๋ตงหลินรวมรวมสมาธิ เลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วเริ่มหยั่งรู้กฎเกณฑ์เพื่อบำรุงช่องวิญญาณ

วิญญาณที่แข็งแกร่งสามารถแยกแยะการทำงานได้หลายทาง ในขณะที่บำบัดบำเพ็ญ วิญญาณก็กำลังหยั่งรู้อิทธิฤทธิ์วิชาลับต่าง ๆ ไปพร้อมกัน ทั้งสวดพระสูตร อ่านตำรามรรคา ในทะเลแห่งใจมีวิชาความรู้มากมายพุ่งพล่านเข้าปะทะกัน เกิดประกายไฟแห่งปัญญาเป็นระยะ ๆ ทักษะมากมายของเขาล้วนถือกำเนิดขึ้นด้วยวิธีนี้

การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้มากเข้าไว้ย่อมไม่มีข้อเสีย ความรู้บางอย่างที่เจ้าเคยมองข้ามในยามปกติ ไม่แน่อาจมอบแรงบันดาลใจให้เจ้าได้ในวันใดวันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้คือการสั่งสม คือรากฐาน และในวันหนึ่งมันจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายแห่งมรรคา!

ไป๋ตงหลินเผยรอยยิ้มบาง พลางจมดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งความรู้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

หากไม่สั่งสมก้าวเล็ก ๆ ย่อมไม่อาจบรรลุระยะทางพันลี้

ทุกหยดหยาดล้วนคือรากฐานแห่งมหามรรค

จบบทที่ บทที่ 77 หมู่บ้านเสี่ยวหวง

คัดลอกลิงก์แล้ว