เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 ยอดคนระดับหลอมรวมเป็นหนึ่ง

บทที่ 33 ยอดคนระดับหลอมรวมเป็นหนึ่ง

บทที่ 33 ยอดคนระดับหลอมรวมเป็นหนึ่ง


บทที่ 33 ยอดคนระดับหลอมรวมเป็นหนึ่ง

เรือชางหลาน

ไป๋ตงหลินลอบปีนกลับขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ก่อนจะพบว่าทุกคนต่างคุกเข่าหมอบกราบอยู่บนพื้น บ้างโขกศีรษะ บ้างบูชา หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันใจอย่างที่สุด!

"เทพเซียนสำแดงอิทธิฤทธิ์แล้ว!"

"ขอบพระคุณท่านเทพเซียนที่เมตตาช่วยชีวิตพวกเรา!"

"ขอบคุณท่านเทพที่ลงมือปราบมารร้ายขจัดภัยพาล!"

ไป๋ตงหลินมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด คาดว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับหลุมยักษ์นั่นเป็นแน่ แต่เขาก็คร้านจะขบคิดให้มากความ ไปสอบถามหลิวต้าฝูให้กระจ่างแจ้งก็น่าจะรู้ความจริง

เงาร่างของเขาเลือนหายไปในพริบตา มุ่งหน้าตรงไปยังห้องกัปตันเรือ

"พี่หลิว ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

ทันทีที่ไป๋ตงหลินก้าวเข้าสู่ห้องกัปตัน เขาก็เห็นหลิวต้าฝูใบหน้าซีดเผือด ล้มพับอยู่บนพื้นด้วยความอ่อนแรง

"น้องไป๋ เจ้าไม่เป็นไรหรือ?!"

"พี่ไป๋!"

หลิวต้าฝูและจื่อเสี่ยวหลิงต่างแสดงสีหน้ายินดีปรีดาเป็นล้นพ้น เพราะในยามนั้นเหล่าผู้ฝึกตนในห้องใต้เรือไม่ตายก็หนีหายไปหมดสิ้น ส่วนหวังลู่เฟยก็สลบไสลไม่ได้สติ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องล่างเป็นอย่างไร พวกเขาจึงมิอาจล่วงรู้ได้เลย

พลังฝีมือของน้องไป๋ช่างล้ำลึกสุดหยั่งถึงจริง ๆ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความวิปลาสอาถรรพ์เช่นนั้นยังสามารถรอดกลับมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน!

"ข้าไม่เป็นไร กล่องทองแดงนั่นแข็งแกร่งเกินไปจนข้าทำลายมันไม่ได้ เลยนำมันไปโยนทิ้งห่างออกไปหลายสิบลี้แล้วจึงค่อยกลับมา"

หลิวต้าฝูได้ฟังดังนั้นก็แสดงสีหน้าเข้าใจแจ้งแก่ใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

"ไม่รู้ว่ากล่องทองแดงนั่นไปก่อกรรมอันใดไว้ ถึงได้ชักนำให้ยอดคนผู้เรืองอำนาจลงมือสังหารมันด้วยเพียงดรรชนีเดียว!"

"นั่นต้องเป็นยอดคนระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งเป็นอย่างน้อย! แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปสุดคณา แต่กลับสามารถใช้นิ้วเดียวพิฆาตได้จากระยะไกล ช่างน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก! ข้าตกใจจนแข้งขาอ่อนแรงจนถึงตอนนี้ก็ยังลุกไม่ขึ้นเลย!"

ไป๋ตงหลินแววตาวูบไหว ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซักไซ้ให้มากความ เพื่อเลี่ยงการต้องอธิบายในหลายจุดที่ยากจะแจกแจงได้

ระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งนี้คือระดับใดกันแน่? พลังฝีมือนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

กัปตันหวังลู่เฟยเองก็รอดชีวิตมาได้ แม้รากฐานพลังจะได้รับความเสียหาย แต่ก็นับว่าโชคดีที่รักษาชีวิตไว้ได้ ทว่าเหล่าผู้ฝึกตนกว่าสองร้อยชีวิตกลับต้องมอดม้วยไปเกินครึ่ง มีเพียงส่วนน้อยที่หนีเร็วเท่านั้นที่รอดตายมาได้

พวกเขายังคงประเมินความน่ากลัวของหมอกสีเทาต่ำเกินไป

หวังลู่เฟยพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่พอจะฟื้นฟูขึ้นมาได้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดการเก็บกวาดความวุ่นวายและเปลี่ยนแกนพลังงานใหม่ ด้วยหวังจะจากไปจากสถานที่อัปมงคลแห่งนี้โดยเร็วที่สุด

สามวันต่อมา

เรือชางหลานออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าตรงไปยังเขตเปียนจิ่วซาน ท่าเรืองูเงิน ด้วยความเร็วสูงสุด

……

บนเรือชางหลานกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง

ไป๋ตงหลินกลับมาใช้ชีวิตตามกิจวัตรอย่างมีระเบียบ เขาฝึกฝนวิชาหมัดเจ็ดบาดเจ็บในทุกเช้า

เหตุวิปลาสครั้งนี้ทำให้เขาได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล ในช่วงสามวันที่รอการเปลี่ยนแกนพลังงาน เขายังลอบมุดลงไปยังก้นแม่น้ำเพื่อเก็บรับพลังงานเสริมความแกร่ง จนกระทั่งแรงดันน้ำไม่มีผลต่อร่างกายเขาอีกต่อไป

ร่างกายของเขาได้รับการยกระดับอย่างก้าวกระโดด พละกำลังแขนข้างเดียวทะลวงผ่านระดับแปดหมื่นเก้าพันชั่ง! แต่นั่นถือเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือดวงวิญญาณของเขาได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้น

ประโยชน์จากการที่วิญญาณแข็งแกร่งขึ้นนั้นมีมากมายมหาศาล ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือตอนนี้แม้จะฝึกหมัดเจ็ดบาดเจ็บวันละสามรอบ เขาก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจเลยแม้แต่น้อย

สมองปลอดโปร่งขึ้น ความคิดแจ่มชัด ประสาทสัมผัสฉับไว แม้แต่การสัมผัสถึงลมปราณฟ้าดินก็ยังทรงพลังยิ่งขึ้น

น่าเสียดายที่เขาไม่มีเคล็ดวิชาฝึกฝนดวงวิญญาณ จึงยังไม่สามารถชักนำพลังงานเสริมความแกร่งไปเสริมสร้างวิญญาณโดยตรงได้

หรือบางทีอาจต้องรอจนกว่าจะเปิดหลิงไถในอนาคต มิเช่นนั้นก็คงต้องพึ่งพาการเผชิญความเสียหายทางวิญญาณเพื่อกระตุ้นการย้อนกลับของพลังงานเหมือนในครั้งนี้! (หลิงไถ ตรงนี้ไม่แน่ใจ เพราะในทางฝึกกายามันบอกเหมือนเป็นจุดเชื่อมต่อชีพจร แต่ในทางฝึกปราณระดับหลิงไถ หรือ ระดับแท่นวิญญาณ คือระดับเหนือกว่า สะพานเทพ)

ไป๋ตงหลินไม่รีบร้อน ขอเพียงไปถึงเขตอารัญและเข้าสังกัดสำนักบ่มเพาะกายา ปัญหาเหล่านี้ย่อมคลี่คลายไปเอง ตอนนี้เขาก็แค่เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง วางรากฐานให้มั่นคง เพื่อประโยชน์ต่อการบ่มเพาะในภายหน้า

ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ไว้ก่อน... แขนข้างเดียวต้องมีแรงหนึ่งแสนชั่ง!

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกยามเช้า ไป๋ตงหลินก็ไปหาหลิวต้าฝู ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองมักถกเถียงกันอย่างลึกซึ้งในหัวข้อ "ความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อยอดของยันต์แม่ลูกทิพย์จักษุทิพย์โสตฟ้าดิน", "การเชื่อมต่อโครงข่ายพหุภาคีของขั้วรับสัญญาณ" และ "วิธีการก่อสร้างหอสัญญาณกับสถานีฐาน" เป็นต้น

ความคิดแปลกใหม่และข้อเสนอแนะที่กล้าหาญของไป๋ตงหลิน ทำให้หลิวต้าฝูรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้ง

ความคิดของไป๋ตงหลินนั้นเรียบง่ายมาก เขาแค่ต้องการสร้าง 'อินเทอร์เน็ต' ขึ้นมา บนเส้นทางแสวงมรรคาอันยาวไกลนี้ หากไม่สามารถท่องโลกออนไลน์ พูดคุย หรือพ่นน้ำลายไร้สาระได้ ชีวิตจะเหี่ยวเฉาและน่าเบื่อหน่ายเพียงใด!

เมื่อหลิวต้าฝูเห็นไป๋ตงหลินมาหา ก็รีบกุลีกุจอเชื้อเชิญให้นั่งลง พร้อมรินน้ำชาปรนนิบัติอย่างกระตือรือร้น มิใช่เพียงเพราะเกรงขามในพลังฝีมือของสหายผู้นี้เท่านั้น

แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนเองและไป๋ตงหลินเปรียบเสมือนสหายร่วมอุดมการณ์ แผนการสร้างอินเทอร์เน็ตของน้องไป๋ช่างถูกจริตเขาเหลือเกิน หากเขามิได้หลงใหลในวิถีนี้ มีหรือจะสามารถสำเร็จวิชายันต์แม่ลูกทิพย์จักษุทิพย์โสตฟ้าดินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

"น้องไป๋ เชิญนั่ง เชิญนั่ง! พวกเรามาหารือกันต่อเรื่องความเป็นไปได้ในการฝังขั้วสัญญาณไว้ในสมองกันเถิด..."

หากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถสร้างขึ้นมาได้จริง ย่อมเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งสองต่างเชื่อมั่นในเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งโดยไร้ซึ่งข้อกังขา

กาลเวลาผันผ่านไปในชั่วพริบตา ในที่สุดก็ถึงวันที่เรือจะเข้าเทียบท่าเรืองูเงิน

หลิวต้าฝูผู้นี้ช่างพากเพียรและเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ทั้งยังเฉลียวฉลาดเป็นกรด เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่สิบวัน เขาก็สูบเอาความรู้เรื่องอินเทอร์เน็ตจากชาติภพก่อนของไป๋ตงหลินไปจนหมดสิ้น

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังนำความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้กับสถานการณ์ของโลกใบนี้ และเสนอแนวคิดที่น่าสนใจออกมามากมาย

ไป๋ตงหลินรู้สึกว่าหลิวต้าฝูดูจะคลั่งไคล้ในเรื่องนี้มากกว่าตัวเขาเสียอีก ไม่รู้ว่าเขาได้สร้าง "วัยรุ่นติดเน็ต" ขึ้นมาหรือเปล่า หวังว่าสหายหลิวจะไม่ละเลยการบำเพ็ญเพียรเพราะเรื่องนี้หรอกนะ!

วู้วววว——

เรือชางหลานส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง ท่าเรืองูเงินมาถึงแล้ว!

ท่าเรืองูเงินตั้งอยู่ในเขตเปียนจิ่วซาน แคว้นเยว่หลาน เนื่องจากตัวท่าเรือที่สร้างทอดยาวไปตามริมแม่น้ำมีลักษณะคดเคี้ยวราวกับอสรพิษ ประกอบกับผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกายสีเงินยามต้องลม จึงได้ชื่อว่าท่าเรืองูเงิน

สถานการณ์ที่นี่ไม่ต่างจากเมืองริมน้ำนัก ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของสำนัก และมีเมืองงูเงินตั้งอยู่เช่นกัน

ผู้คนบนเรือชางหลานเริ่มทยอยกันลงจากเรือ หลายคนมีสีหน้าโล่งอกราวกับได้เกิดใหม่ ช่างเป็นคราวเคราะห์ที่รอดตายมาได้จริง ๆ! กลับไปต้องรีบทำป้ายวิญญาณให้อายุยืนยาวถวายแด่ท่านเทพเซียน จุดธูปกราบไหว้เช้าเย็นเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้!

ไป๋ตงหลินและสหายทั้งสองลงจากเรือมาพร้อมกัน เมื่อยืนอยู่บนท่าเรืองูเงิน ก็ถึงเวลาที่ต้องจากลา

"พี่ไป๋ ข้ากับศิษย์น้องมาที่เขตเปียนจิ่วซานเพื่อร่วมงานชุมนุมยันต์ งานครั้งนี้ประจวบเหมาะที่จะป่าวประกาศเรื่องแผนการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของพี่ไป๋พอดี เชื่อว่าจะต้องดึงดูดผู้ร่วมอุดมการณ์ได้มากมายแน่นอน!"

"เมื่อเราพบกันในครั้งหน้า ข้าจะทำให้พี่ไป๋ได้เห็นความคืบหน้าของอินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน!"

หลิวต้าฝูเอ่ยด้วยสีหน้าคลั่งไคล้ จนไป๋ตงหลินรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ดูท่าคุณชายยันต์สวรรค์ผู้นี้จะถูกเขาชักจูงจนออกนอกลู่นอกทางไปเสียแล้ว

ยังคงเป็นจื่อเสี่ยวหลิงที่น่าเอ็นดู นางยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

"ง่ำ ๆ พี่ชายไป๋ ลาก่อนนะ! เสี่ยวหลิงจะคิดถึงพี่! อ้ามมม~ อร่อยจริง ๆ!"

จื่อเสี่ยวหลิงกัดขนมปังครีมในมือคำโต พลางเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงอู้อี้

ไป๋ตงหลินยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ถือสา ก่อนจะหยิบเอานมตราหงเหมาขวดใหญ่ออกมาจากแหวนมิติแล้วส่งให้นาง

ดวงตาของจื่อเสี่ยวหลิงเป็นประกายวาววับ รีบรับไปในทันที

"ขอบคุณพี่ชายไป๋!"

จากนั้นเขาก็หยิบสมุดเล่มบาง ๆ ออกมาอีกเล่ม มอบให้แก่หลิวต้าฝู ภายในนั้นบันทึกแนวคิดและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเอาไว้

เขาประสานมือคารวะคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มละไมพลางเอ่ยว่า

"ขุนเขายังมิแปรเปลี่ยน สายน้ำยังคงรินไหล สหายทั้งสอง... เราจะมีวันได้พบกันใหม่!"

"ขอให้พี่ไป๋เดินทางโดยสวัสดิภาพ!"

"พี่ชายไป๋ ลาก่อนนะ!"

ไป๋ตงหลินพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่ร่างจะเคลื่อนไหวและหายลับไปจากสายตา

หลิวต้าฝู... ผู้สุขุมรอบคอบ รอบรู้กว้างขวาง อัจฉริยะด้านยันต์ที่ผู้คนขนานนามว่าคุณชายยันต์สวรรค์

จื่อเสี่ยวหลิง... จิตใจบริสุทธิ์ ซื่อใสไร้เดียงสา เป็นประดุจตัวนำโชค ทายาทรุ่นสองผู้มั่งคั่ง และเป็นยอดคนตะกละที่แสนซื่อ

ล้วนแต่เป็นคนที่น่าสนใจยิ่งนัก โดยเฉพาะแม่นางน้อยจื่อเสี่ยวหลิงผู้เห็นแก่กินผู้นี้ ยามที่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น เขาก็ยิ่งสัมผัสถึงกลิ่นอายของเลือดลมได้เฉียบคมกว่าเดิม เขาเคยรู้สึกถึงกลิ่นอายประหลาดบางอย่างจากตัวนาง

จื่อเสี่ยวหลิงผู้นี้ เกรงว่าคงมิใช่เพียงมนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว!

ไป๋ตงหลินดึงสติกลับมา เขาเดินเข้าสู่เมืองงูเงิน เสาะหาตลาดม้าที่ใหญ่ที่สุดเพื่อซื้อม้าเกล็ดมังกรที่ดีที่สุดมาสองตัว

จากนั้นจึงควบม้าทะยานมุ่งสู่จุดหมายถัดไป

การจะข้ามเส้นทางลัดเพื่อเข้าสู่เขตเหลยเจ๋อนั้น จำต้องเดินทางไปยังพรมแดนตะวันออกสุดของเขตเปียนจิ่วซานเสียก่อน

ยังต้องเดินทางข้ามผ่านพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเขตเปียนจิ่วซาน ผ่านแว่นแคว้นต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งนับว่าเป็นระยะทางที่มิใช่น้อย

ไป๋ตงหลินได้รับรู้เรื่องราวในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรจากหลิวต้าฝูมาไม่น้อย จึงรู้ว่าการเดินทางในโลกแห่งผู้ฝึกตนที่แท้จริงนั้นไม่ได้ลำบากถึงเพียงนี้

ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร หากเป็นการเดินทางระยะไกลจะมีประตูเขตแดน ระยะใกล้จะมีเรือเหาะ สำนักที่มีอำนาจวาสนาหน่อยก็จะสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดเล็กเอาไว้

เขตชายแดนช่างเป็นสถานที่ที่ทุรกันดารและห่างไกลความเจริญโดยแท้ การเดินทางช่างลำบากลำบนยิ่งนัก มิใช่ต้องวิ่งจนขาแทบลาก ก็ต้องควบม้าจนตายตกไปข้าง!

ดูเอาจากผู้คนบนเรือชางหลานก็รู้ได้ เพราะไม่เห็นผู้ฝึกตนระดับสูงมานานเกินไป ถึงขนาดทึกทักเอาเองว่าผู้อื่นเป็นเทพเซียน ถึงขั้นป่าวร้องว่าจะสร้างป้ายวิญญาณบูชาอายุยืนให้อีก

แม้พลังฝีมือจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แต่อย่างไรเสียก็ยังคงเป็นเพียงผู้ฝึกตนเท่านั้น

อีกไม่ไกลแล้ว เมื่อข้ามเส้นทางลัดนี้ไปและเข้าสู่เขตเหลยเจ๋อได้สำเร็จ

นั่นแหละคือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง!

ดวงตาของไป๋ตงหลินทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที

จบบทที่ บทที่ 33 ยอดคนระดับหลอมรวมเป็นหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว