- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 26 เรือชางหลาน
บทที่ 26 เรือชางหลาน
บทที่ 26 เรือชางหลาน
บทที่ 26 เรือชางหลาน
ยามราตรี หอกระเรียนขาวเงียบสงัดไร้สรรพเสียง
ผู้ฝึกตนสี่ตนเร้นกายในความมืด ทะยานลงสู่เบื้องหน้าเรือนพักของไป๋ตงหลินอย่างเงียบเชียบ
"วางค่ายกล!"
ผู้บำเพ็ญทั้งสี่ต่างหยิบธงสีดำขนาดเล็กออกมาคนละผืน มือร่ายเคล็ดวิชา ธงเหล่านั้นพลันโบยบินไปปักอยู่รอบทิศของเรือนพักโดยอัตโนมัติ
ไอหมอกดำจาง ๆ เลื้อยรัดออกมาจากผืนธงประดุจงูตัวน้อย เพียงพริบตาก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณเรือนพักจนมิดชิด
เมื่อบรรลุขั้นตอนนี้ ทั้งสี่ต่างลอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก ตราบใดที่ไม่ทำให้กองกำลังพิทักษ์เมืองริมน้ำตื่นตระหนก งานครั้งนี้ย่อมสำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะกองกำลังพิทักษ์เมืองนั้นประกอบด้วยยอดฝีมือจากสำนักใหญ่หลายแห่ง ลำพังผู้บำเพ็ญสันโดษเช่นพวกเขาย่อมมิกล้าตอแยเป็นอันขาด
ชายหน้าบากส่งสายตาเป็นสัญญาณ ก่อนที่ทั้งสี่จะทยอยก้าวเข้าสู่เขตลานบ้าน
ทันทีที่ทั้งสี่ก้าวเข้าสู่เรือน ไป๋ตงหลินที่เอนกายหลับใหลอยู่บนเตียงพลันลืมตาโพลง แววตาคมปราบเย็นเยียบ
เจ้าสามยืนอยู่หน้าห้องนอนด้วยท่าทีลำพองใจ ส่งกระแสจิตสื่อสารกับอีกสามคนที่เหลือว่า
"ข้าบอกแล้วไงว่าเจ้านี่ไม่ใช่ผู้ฝึกตน กระทั่งอาคมเตือนภัยขั้นพื้นฐานยังไม่วางไว้เลย!"
ปากว่าเช่นนั้น ทว่าในใจกลับนึกหงุดหงิดที่ตนเองระแวดระวังเกินไป หากเขาลุยเดี่ยวมาเพียงลำพัง ลาภลอยครั้งนี้ย่อมตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวมิใช่หรือ?
"พี่ใหญ่ ให้ข้าเถอะ..."
เจ้าสามผู้มีใบหน้าแหลมตอบยังมิทันสิ้นคำ แขนข้างหนึ่งที่เปล่งประกายดุจหยกสลักก็พุ่งทะลุบานประตูไม้ ออกมาทะลวงศีรษะของเขาจนเป็นรูพรุนในชั่วพริบตา!
ประดุจคมมีดที่ทิ่มแทงลงบนเต้าหู้ พลังทำลายอันมหาศาลบดขยี้จนมันสมองและโลหิตพุ่งกระฉูดออกมาไกลกว่าหนึ่งจั้ง
"อะไรกัน?!"
"เจ้าสาม!"
อีกสามคนที่เหลือตาค้างด้วยความตกตะลึง เจ้าสามที่เป็นถึงระดับปราณแท้กลับถูกสังหารดับดิ้นในชั่วอึดใจ!
ชายหน้าบากตั้งสติได้รวดเร็วที่สุด เขาร่ายเคล็ดวิชาซัดลูกไฟอุณหภูมิสูงเข้าใส่บานประตู แรงระเบิดและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำกลืนกินร่างของไป๋ตงหลินที่อยู่หลังประตูไปในทันที
ไป๋ตงหลินก้าวฝ่าเปลวเพลิงออกมา ผิวหนังที่ถูกเผาไหม้และบาดเจ็บจากแรงระเบิดสมานตัวคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว นอกจากเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งแล้ว เขากลับดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บแม้เพียงนิด
"ยังจะบื้ออยู่อีกทำไม?! ลงมือพร้อมกัน!"
เมื่อเห็นเจ้าสองและเจ้าสี่ยังคงยืนตะลึงพรึงเพริด ชายหน้าบากก็แผดเสียงด่าทออย่างหัวเสีย ช่างเป็นพวกสวะเสียจริง
สิ้นคำ เขาก็หยิบยันต์สองแผ่นขึ้นมาแปะลงบนร่าง แผ่นหนึ่งคือยันต์วัชระที่ช่วยเพิ่มการป้องกันอย่างแน่นหนา อีกแผ่นคือยันต์วายุรวดเร็วเพื่อเสริมความคล่องตัว
อีกสองคนได้สติคืนมา รีบเรียกอาวุธวิเศษออกมาทันควัน เจ้าสองถือระฆังทองเหลืองพร้อมอัดฉีดปราณแท้เข้าไป สั่นระฆังเบา ๆ จนเกิดคลื่นเสียงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพุ่งเข้าหาไป๋ตงหลิน
ส่วนอาวุธของเจ้าสี่คือดาบใหญ่หัวผี บนตัวดาบสลักอักขระเต็มพิกัด มีไอมรณะสีดำทะมึนพาดพันอยู่จาง ๆ
เมื่อเห็นไป๋ตงหลินถูกคลื่นเสียงครอบคลุม ดวงตาเขาก็เป็นประกายด้วยเห็นโอกาสทอง จึงเงื้อดาบฟันลงที่กลางกระหม่อมของไป๋ตงหลินอย่างสุดแรง
ดาบใหญ่หัวผีที่อาบไปด้วยรังสีดาบสีดำทมิฬยาวหนึ่งฟุตฟันเข้าใส่ไป๋ตงหลินอย่างจัง ในขณะที่ความยินดีเพิ่งผุดขึ้นในดวงตาของเจ้าสี่ เสียง "เคร้ง" ก็ดังสนั่น ดาบนั้นฟันผ่านหนังศีรษะลงไปได้ทว่ากลับถูกกะโหลกอันแข็งแกร่งต้านทานไว้จนมิอาจรุกคืบเข้าไปได้แม้แต่น้อย
ไป๋ตงหลินประหนึ่งไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด สีหน้ายังคงราบเรียบเยือกเย็น เขาโคจรพลังหมัดเจ็ดบาดเจ็บ ปล่อยหมัดตรงออกไป พลังมหาศาลที่น่าขวัญผวาแหวกอากาศจนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทแสบแก้วหู
หมัดอันผุดผ่องหอบเอาปราณวิญญาณที่คลุ้มคลั่งและคลื่นกระแทก ซัดร่างของเจ้าสี่ที่ยังลอยคว้างกลางอากาศจนแหลกสลาย ร่างกายท่อนบนกลายเป็นละอองเลือดแดงฉาน ทิ้งไว้เพียงท่อนล่างที่บุบสลายลอยกระเด็นออกไปไกลราวกับตุ๊กตาผ้าขาดวิ่น
ไป๋ตงหลินที่เปลือยท่อนบนยืนนิ่งสนิทอยู่กับที่ หมัดของเขาที่เสียดสีกับอากาศอย่างรุนแรงจนเกิดความดันและอุณหภูมิสูงจัด ยังคงมีไอสีขาวกรุ่นออกมา!
ชายหน้าบากกับเจ้าสองที่ยังคงสั่นระฆังค้างอยู่นั้นถึงกับเสียขวัญ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
นี่มันตัวประหลาดประเภทใดกัน!
พลังป้องกันที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ พลังทำลายล้างที่บ้าคลั่งเพียงนี้ ยังจะเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาอยู่อีกหรือ?
ชายหน้าบากนึกอยากจะชุบชีวิตเจ้าสามขึ้นมาแล้วสังหารซ้ำอีกสักร้อยรอบ เจ้าโง่นั่นแท้ ๆ ที่ชักศึกเข้าบ้าน พาพวกเขามาตอแยกับตัวอันตรายเช่นนี้!
ทั้งสองมีสีหน้าทอดอาลัย ดูท่าคืนนี้คงมิอาจจบลงด้วยดี เกรงว่าชีวิตต้องมาทิ้งไว้ที่นี่เสียแล้ว
มือขวาของชายหน้าบากที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแอบร่ายมนตรา พื้นดินใต้เท้าของไป๋ตงหลินพลันพลิกตลบ รากไม้หนาทึบพุ่งขึ้นมาพันธนาการหมายจะบดขยี้ให้แหลกราญ ทว่าร่างของไป๋ตงหลินกลับพร่าเลือนและเลือนหายไป ที่แท้นั่นเป็นเพียงภาพติดตาเท่านั้น
"แย่แล้ว!" ชายหน้าบากหน้าถอดสี รีบถอยร่นเพื่อตั้งรับ
เงาร่างของไป๋ตงหลินมาปรากฏกายเบื้องหน้าเจ้าสองเสียแล้ว ฝ่ามือใหญ่กดลงบนศีรษะของอีกฝ่าย ท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังสุดขีด เขาออกแรงเพียงเล็กน้อย กดศีรษะของมันให้จมลึกลงไปในทรวงอก!
เจ้านี่เอาแต่สั่นระฆังเฮงซวยไปมา เดิมทีเขาก็หงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว นี่ยังจะส่งเสียงหนวกหูให้ระคายหูอยู่อีก
เมื่อเห็นภาพนั้น ชายหน้าบากก็หันหลังโกยแน่บ ฝีมือต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ย่อมไม่มีทางชนะ เขาไม่อยากตายที่นี่!
ร่างแกร่งไหววูบจนเกิดภาพติดตาเป็นสาย เพียงพริบตาก็ไปขวางหน้าชายหน้าบากเอาไว้ ก่อนจะยื่นมือออกไปบีบคออีกฝ่ายจนมั่น
"เมตตา..."
เพียงบีบเบา ๆ คำพูดของเจ้าหน้าบากยังไม่ทันหลุดจากปาก ลำคอก็ถูกบิดจนหักหมุน ยันต์วัชระแตกสลายลงในพริบตา ดูท่าผลลัพธ์ของยันต์ระดับต่ำเช่นนี้จะไม่ได้เรื่องอย่างที่คิด
ไป๋ตงหลินมิใช่คนนิยมชมชอบการเข่นฆ่าสังหาร เพียงแต่ใครบ้างเล่าจะไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวยามถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล?
คงต้องโทษที่หัวขโมยทั้งสี่ดวงกุดเอง หากเปลี่ยนเป็นเวลาอื่น บางทีพวกมันอาจได้ตายอย่างมีเกียรติกว่านี้สักเล็กน้อย
ผู้สังหารย่อมถูกสังหารกลับ ในเมื่อเลือกทำอาชีพบนคมดาบเยี่ยงนี้ เมื่อม้วยมรณาจะไปตัดพ้อต่อว่าผู้ใดได้
ไป๋ตงหลินจัดการเก็บกวาดร่องรอยในที่เกิดเหตุจนสะอาดตา แล้วจึงเก็บถุงเก็บสมบัติของทั้งสี่คนขึ้นมา
ถุงเก็บสมบัติคืออุปกรณ์มิติระดับต่ำสุด พื้นที่ภายในคับแคบ ทั้งยังไม่มั่นคง และไม่สามารถผูกจิตเป็นเจ้าของได้ ใครชิงไปก็ย่อมใช้งานได้ทันที ข้อดีเพียงอย่างเดียวของมันก็คือราคาถูก
เขาเทของในถุงเก็บสมบัติออกมาทั้งหมด รวมแล้วมีหินวิญญาณระดับต่ำร้อยกว่าก้อน วัสดุระดับต่ำ และยันต์ระดับต่ำอีกจำนวนหนึ่ง
ยังมีตำราวิชาฝึกตนระดับต่ำอีกไม่กี่เล่มซึ่งไร้ประโยชน์สำหรับเขา เขาจึงเก็บรวมกับเครื่องรางระดับต่ำที่ตกอยู่บนพื้น ตั้งใจว่าหากมีเวลาค่อยนำไปปล่อยขายตามร้านค้าในตลาดมืด
ผู้ฝึกตนทั้งสี่คนนี้ช่างยากจนข้นแค้นนัก ทรัพย์สินทั้งหมดรวมกันแล้วมีมูลค่าเพียงสามร้อยกว่าหินวิญญาณระดับต่ำเท่านั้น
ก็จริงอยู่ หากไม่สิ้นไร้ไม้ตอกคงไม่มาทำอาชีพดักฆ่าชิงทรัพย์เช่นนี้ วิถีแห่งเซียนเองก็ต้องใช้เงินทองมหาศาลมิใช่หรือ!
เมื่อธงอาคมที่ใช้สร้างเขตอาคมป้องกันถูกถอนออก หมอกดำก็จางหายไป ไป๋ตงหลินเรียกผู้จัดการมาอธิบายเพียงไม่กี่คำ พร้อมจ่ายเงินชดเชยไปก้อนใหญ่ ก่อนจะย้ายไปยังเรือนพักอีกหลังเพื่อหลับนอนต่อ
……
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงที่ไป๋ตงหลินรอคอยเรือนั้น ยามว่างหากมิได้ฝึกฝนหมัดเจ็ดบาดเจ็บอย่างหนักหน่วง ก็จะกลืนพิษเพื่อสะสมพลังงานเสริมแกร่ง ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงในทุกวัน จนพลังหมัดจากแขนข้างเดียวใกล้จะทะลุแปดหมื่นชั่งเข้าไปทุกที
นอกจากการฝึกยุทธ์ เขายังออกไปพบปะกับหลิวต้าฝูและศิษย์น้องหญิงเป็นครั้งคราว ร่ำสุรา สนทนาสัพเพเหระ และเที่ยวเล่นไปทั่วเมืองริมน้ำจนครบทุกซอกทุกมุม ยกเว้นเพียงสถานที่เร้นลับบางแห่งเท่านั้น
ช่วงเวลานี้ถือเป็นวันคืนที่สงบสุขยิ่งนัก ไม่มีผู้ฝึกตนหน้าไหนที่ไร้ตามาหาเรื่องกวนใจเขาอีก
จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่เรือชางหลานจะเข้าเทียบท่า
หลิวต้าฝูพาจื่อเสี่ยวหลิงมาหาไป๋ตงหลินตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งสามคนออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือริมน้ำพร้อมกัน
"สหายไป๋ ท่าเรือริมน้ำแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสามพันปีแล้ว เดิมทีแถบนี้เป็นเพียงดินแดนรกร้างไร้ผู้คน แต่หลังจากการสร้างท่าเรือ เมืองริมน้ำก็ถูกก่อตั้งขึ้นตามมา จนปัจจุบันกลายเป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในบรรดาหลายแค้วนโดยรอบ!"
เมื่อถึงท่าเรือ หลิวต้าฝูก็แนะนำประวัติความเป็นมาของท่าเรือในขณะที่พวกเขาทั้งสามเดินเที่ยวชมไปทั่ว
ท่าเรือแห่งนี้ถูกสร้างขนานไปตามลำน้ำ ทอดยาวนับสิบกว่าลี้ มีเรือน้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนเข้าออกไม่ขาดสาย ปริมาณสินค้าที่หมุนเวียนในแต่ละวันนั้นช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง
เมืองริมน้ำเปรียบเสมือนส่วนขยายที่งอกเงยออกมาจากท่าเรือ อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ฝั่งประตูทิศเหนือของเมืองริมน้ำทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของท่าเรือ
"วูด——"
ทันใดนั้น เสียงหวูดเรือดังกังวานมาจากกลางลำน้ำ ผู้คนบนท่าเรือต่างหยุดชะงักและหันไปมองยังทิศทางนั้น
เห็นเพียงเรือชางหลานสีดำเมี่ยมลำหนึ่ง สร้างขึ้นจากวัสดุที่ไม่ทราบแน่ชัด และไร้ซึ่งใบเรือ กำลังฝ่าคลื่นลมมุ่งหน้าตรงมายังท่าเรือ
ตัวเรือยาวเกือบร้อยจั้ง สูงราวสามสิบจั้ง บนดาดฟ้าเรือมีอาคารสิ่งก่อสร้างตั้งตระหง่านอยู่มากมาย ตามตัวเรือสลักด้วยอักขระรูนอันซับซ้อน มีแสงวิญญาณไหลเวียนจาง ๆ
ช่างเป็นเรือชางหลานที่โอ่อ่านัก ไป๋ตงหลินอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ แม้จะเปรียบกับเรือยักษ์ในชาติปางก่อนของเขา ก็ดูจะมิได้ด้อยไปกว่ากันเลย
โลกแห่งการฝึกตนกับโลกของปุถุชนช่างเป็นคนละโลกกันโดยแท้ เพียงได้เห็นเศษเสี้ยวความยิ่งใหญ่นี้ก็สามารถคาดเดาความล้ำลึกที่เหลือได้
ทั้งสามคนจ่ายหินวิญญาณและก้าวขึ้นสู่เรือยักษ์นามว่า "เรือชางหลาน" ได้อย่างราบรื่น ก่อนจะถูกพนักงานนำทางไปยังห้องพักของตน ซึ่งห้องของทั้งสามคนนั้นอยู่ติดกัน
ห้องนอนขนาดพื้นที่ยี่สิบกว่าตารางเมตรนั้นไม่ถือว่าเล็กเลย การตกแต่งหรูหราโอ่อ่า เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ในขณะนั้นเอง ค่ายกลวงกลมบนเพดานห้องนอนก็แผ่ซ่านความผันผวนของพลังวิญญาณออกมาเบา ๆ พร้อมกับมีเสียงทุ้มกังวานดังออกมาจากภายใน
"เรียนท่านผู้โดยสารทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่เรือชางหลาน ข้าพเจ้าคือกัปตันหวังลู่เฟย"
"จุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้คือ ท่าเรืองูเงิน ในเขตเปียนจิ่วซาน"
"คาดว่าการเดินทางจะใช้เวลาทั้งสิ้นสิบแปดวัน ในระหว่างนี้โปรดปฏิบัติตามกฎระเบียบดังต่อไปนี้"
"ข้อหนึ่ง ห้ามใช้อาคมหรือทำการต่อสู้บนเรือโดยเด็ดขาด"
"ข้อสอง..."
วูด วูด วูด——
เรือชางหลานส่งเสียงหวูดดังก้องไปทั่ว อักขระรูนทั่วลำเรือเปล่งแสงวาบ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่าเรือริมน้ำอย่างรวดเร็ว
ล่องไปตามกระแสน้ำ