- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 24 ตลาดนัดราตรีเมืองริมน้ำ
บทที่ 24 ตลาดนัดราตรีเมืองริมน้ำ
บทที่ 24 ตลาดนัดราตรีเมืองริมน้ำ
บทที่ 24 ตลาดนัดราตรีเมืองริมน้ำ
"อืมมม อร่อยจริงเชียว คุณชายลองชิมขนมกิ่งหมื่นลี้ดูสิคะ อร่อยมากเลยนะ!"
หญิงสาวชุดม่วงเคี้ยวขนมจนแก้มตุ่ย พลางยื่นกล่องขนมกิ่งหมื่นลี้ส่งให้ไป๋ตงหลิน
คุณชายยันต์สวรรค์พลันใจหายวูบ นิ้วเท้าเกร็งแน่นจนแทบจะจิกพื้น แม่คุณเอ๊ย! ไปหาเรื่องกระตุกหนวดเสือท่านผู้นี้ทำไมกัน!
เขาขยิบตาให้ศิษย์น้องอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าแม่นางชุดม่วงกลับมองค้อนอย่างซื่อ ๆ แล้วพึมพำว่า
"เป็นอะไรไปคะศิษย์พี่ หน้าตาบิดเบี้ยวเป็นตะคริวหรืออย่างไร? อย่าขี้เหนียวนักเลยน่า ก็แค่ขนมกล่องเดียวเอง อีกอย่างเมื่อครู่คุณชายท่านนี้ยังมีน้ำใจสละที่นั่งให้พวกเราด้วย"
นี่มันเรื่องขนมที่ไหนกันเล่า!?
เหอะ ผู้หญิง! ก็แค่เห็นว่าเขาหน้าตาหล่อเหลาเท่านั้นแหละ!
ไป๋ตงหลินยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ถือสา เขารับขนมมาชิมคำหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
"ขอบพระคุณ รสชาติดียิ่งนัก!"
คุณชายยันต์สวรรค์เห็นศิษย์น้องเริ่มตีสนิทไปแล้ว ก็มิอาจทำตัวเป็นนกกระจอกเทศมุดหัวได้อีก ตราบใดที่เขาระแวดระวังคำพูดและกิริยาก็น่าจะไม่มีปัญหาอันใด
เขาหยิบหยกคุ้มกายสองชิ้นออกมาจากแหวนหยกขาวซุกไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะส่งยิ้มเป็นมิตรให้ไป๋ตงหลินแล้วถามว่า
"สหายเต๋า ข้าฟังสำเนียงของท่านแล้วดูไม่เหมือนคนแคว้นตงหมิง ท่านมาจากต่างเมืองเพื่อขึ้นเรือยักษ์แม่น้ำลู่เจียงใช่หรือไม่?"
"ถูกต้องแล้ว ข้ามาจากแคว้นหลานหยาง ตั้งใจมาขึ้นเรือยักษ์แม่น้ำลู่เจียงจริง ๆ" ไป๋ตงหลินพยักหน้าตอบ
"ฮ่า ๆ ๆ ช่างประจวบเหมาะนัก พวกเราก็เช่นกัน"
เมื่อเริ่มสนทนา บรรยากาศก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง หลิวต้าฝูพบว่าแม้อีกฝ่ายจะมีวรยุทธ์สูงส่ง แต่กลับเข้าหาได้ไม่ยาก ทั้งยังดูอ่อนน้อมมีมารยาท
เขาแอบเก็บหยกยันต์กลับไปอย่างเงียบเชียบ การระแวดระวังคือหลักการดำรงชีวิตของเขา โลกใบนี้อันตรายเกินไป ระวังตัวไว้สักนิดย่อมไม่เสียหาย
คนหนึ่งนอบน้อมมีมารยาท อีกคนระแวดระวังถ้อยคำ ส่วนอีกคนคือแม่นางจอมตะกละผู้ใสซื่อ เพียงครู่เดียวก็เริ่มนับพี่นับน้องและทำความรู้จักกันเบื้องต้น
ทั้งคู่เป็นศิษย์รุ่นปัจจุบันของสำนักยันต์ม่วง ฝ่ายชายมีนามว่าหลิวต้าฝู ซึ่งดูไม่ค่อยเข้ากับบุคลิกที่ดูภูมิฐานของเขานัก ส่วนแม่นางชุดม่วงนามว่าจื่อเสี่ยวหลิง ช่างดูน่ารักสมตัวเสียจริง
"พี่ไป๋ ไม่ทราบว่าหลังจากนี้ท่านมีแผนการอย่างไรต่อ?"
เห็นว่ามื้ออาหารใกล้จะสิ้นสุดลง หลิวต้าฝูจึงอยากสานสัมพันธ์กับพี่ไป๋ผู้นี้ให้มากขึ้น ด้วยความที่ฝ่ายตรงข้ามฝีมือฉกาจและอัธยาศัยดี มีมิตรเพิ่มย่อมดีกว่ามีศัตรู
"ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ จึงยังไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก พี่หลิวมีสถานที่ใดแนะนำบ้างหรือไม่?"
ไป๋ตงหลินจิบสุรา การได้คลุกคลีกับผู้ฝึกตนเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยให้เขาเข้าใจโลกแห่งการฝึกตนได้ดียิ่งขึ้น
"เหอ ๆ สถานที่น่าสนใจน่ะมีเพียบเลยละ!"
หลิวต้าฝูยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่พอเห็นจื่อเสี่ยวหลิงมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังทันควัน
"พี่ไป๋ พวกเราไปเดินเล่นที่ตลาดนัดราตรีเมืองริมน้ำกันเถอะ! ที่นี่คือศูนย์กลางการค้าขายของผู้ฝึกตนที่ใหญ่ที่สุดในละแวกแคว้นแถวนี้เลยนะ! หากโชคดีอาจจะได้ของดีราคาถูกมาครอบครองก็ได้!"
แววตาของไป๋ตงหลินไหววูบ นี่มิใช่โอกาสดีที่จะได้สัมผัสโลกของผู้ฝึกตนหรอกหรือ? เขาจึงตอบตกลง
"ตกลงตามนั้น พอดีข้าก็ไม่มีธุระที่ใด ขอตามการจัดการของพี่หลิวแล้วกัน"
จื่อเสี่ยวหลิงได้ยินดังนั้นก็เบะปากพลางเอ่ยว่า "อะไรกัน นึกว่าจะเป็นที่เที่ยวสนุก ๆ เสียอีก ที่แท้ก็แค่เดินตลาดนัด!"
หลิวต้าฝูยิ้มเจื่อน ๆ แม่คุณเอ๊ย... ถ้าท่านพ่อของเจ้ามารู้ว่าข้าพาเจ้าไปสถานที่ 'แบบนั้น' มีหวังข้าคงถูกถลกหนังเป็นแน่
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสลัว ตลาดราตรีใกล้จะเปิดทำการ ทั้งสามที่อิ่มหนำสำราญแล้วจึงเดินออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าไปยังตลาดนัดราตรี
ก่อนจากไป จื่อเสี่ยวหลิงยังไม่ลืมสั่งขนมกิ่งหมื่นลี้ห่อกลับอีกหลายกล่อง เก็บใส่ไว้ในแหวนหยกขาวอย่างพึงพอใจ
ห้วงมิติกาลเวลาภายในแหวนหยกขาวนั้นหยุดนิ่ง อาหารที่ใส่ลงไปจึงไม่ต้องกังวลว่าจะบูดเสีย นับว่าใช้งานได้ดีกว่าตู้เย็นเสียอีก
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือไม่อาจบรรจุสิ่งมีชีวิตได้
ทั้งสามเดินไปตามถนนใหญ่ เมืองริมน้ำยามราตรีคึกคักเป็นพิเศษ ที่นี่ไม่มีกฎเคอร์ฟิวห้ามออกจากเคหสถาน
แคว้นที่แตกต่าง วัฒนธรรมที่แปลกตา และขนบธรรมเนียมที่แผกเพี้ยนไป สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ไป๋ตงหลินตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ใกล้แม่น้ำลู่เจียงหรือไม่ หญิงสาวที่นี่จึงมีผิวพรรณขาวผ่องหมดจด ท่าทางอ่อนหวานนุ่มนวล คล้ายคลึงกับสาวงามแถบเจียงหนานในชาติก่อนของเขานัก
ทั้งสามเดินบ้างหยุดบ้างจนเลี้ยวเข้าไปในซอยตัน ไป๋ตงหลินเห็นทั้งสองเดินไปจนสุดทางโดยไม่หยุดฝีเท้า ทว่าร่างกายกลับมีคลื่นพลังปราณกะพริบวูบ ก่อนจะก้าวทะลุผ่านกำแพงหายไป
ค่ายกล? หรือว่าเขตอาคม?
ภาพที่เห็นช่างคล้ายกับชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่ในตรอกไดแอกอนเสียจริง เขาไม่รอช้า รีบโคจรเคล็ดวิชาหมัดเจ็ดบาดเจ็บภายในร่าง ดูดซับพลังปราณสายหนึ่งเข้าสู่กายแล้วปล่อยออกมา ก่อนจะก้าวข้ามชั้นม่านอากาศที่เหมือนฟองสบู่เข้าไปข้างในได้อย่างราบรื่น
พริบตาเดียวเบื้องหน้าของไป๋ตงหลินก็สว่างวาบ เมื่อมองไปรอบ ๆ เขาก็พบว่าที่นี่คือพื้นที่ขนาดมหึมา มิใช่ตลาดเล็ก ๆ อย่างที่เขาจินตนาการไว้
เสาไฟประหลาดจำนวนมากส่องแสงสีขาวนวลตา ดูคล้ายกับหลอดไฟไส้ในโลกก่อนของเขา แต่ลวดลายอักขระที่สลักอยู่บนเสาไฟนั้นบอกชัดว่านี่ไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า
พื้นถนนสะอาดสะอ้าน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ แต่ที่มากที่สุดคือร้านแผงลอยที่ตั้งเรียงรายยาวเหยียดอยู่ในลานกว้างขนาดใหญ่
ผู้ฝึกตนเดินขวักไขว่ไปมา ต่างถกเถียงต่อรองราคากันไม่ต่างจากปุถุชน ดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
มีเพียงสัมผัสจากคลื่นพลังปราณที่หลากหลายและสลับซับซ้อนเท่านั้น ที่ย้ำเตือนให้เขารู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ตลาดของชาวบ้านธรรมดา
"เป็นอย่างไรบ้างพี่ไป๋ ตลาดนัดราตรีเมืองริมน้ำแห่งนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม?"
"ยอดเยี่ยมจริง ๆ!" ไป๋ตงหลินพยักหน้าเห็นด้วย
ตลาดราตรีแห่งนี้กับโลกสามัญของเมืองริมน้ำเป็นดั่งโลกคู่ขนาน สองด้านในร่างเดียว ผู้ฝึกตนและปุถุชนต่างอยู่ร่วมกันโดยไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน
เมื่อหลิวต้าฝูเห็นว่าไป๋ตงหลินดูจะพึงพอใจ จึงเอ่ยต่ออย่างกระตือรือร้นว่า
"พี่ไป๋ท่านต้องการซื้อสิ่งใดหรือไม่? บอกข้าได้เลย ข้าค่อนข้างคุ้นเคยกับที่นี่ สามารถแนะนำร้านค้าที่ดีที่สุดให้ท่านได้"
"เดินดูไปเรื่อย ๆ ก่อนเถอะ หากเห็นของที่ต้องการแล้วค่อยว่ากัน"
ไป๋ตงหลินไม่ได้พูดปด เขาอยากจะซื้อเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอยู่เหมือนกัน เคล็ดวิชาสายปราณนั้นอาจจะมีขาย ทว่าเขากลับฝึกไม่ได้
ส่วนเคล็ดวิชาสายกายาเล่า? ไม่ต้องพูดถึงเลย ย่อมไม่มีแน่นอน ขนาดพี่รองของเขาที่มีความสามารถปานนั้น ยังต้องอาศัยโชคชะตาถึงจะได้ทำความรู้จักเพียงเสี้ยวหนึ่ง
เขตชายแดนแห่งนี้ สุดท้ายก็เป็นเพียงมุมอับอันห่างไกล
ส่วนพวกศาสตราวุธเวทเขาก็ใช้งานไม่ได้ เพราะอาวุธเวทต้องใช้พลังปราณในการขับเคลื่อน พลังปราณที่รุนแรงซึ่งเขาดูดซับผ่านวิชาหมัดเจ็ดบาดเจ็บนั้น เอาไว้ใช้ตบตาว่าเป็นผู้ฝึกตนหรือหลอกเขตอาคมพอไหว แต่จะให้ควบคุมศาสตราวุธเวทนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
เมื่อลองตรองดูแล้ว ดูเหมือนจะมีเพียงโอสถเท่านั้นที่มีประโยชน์กับเขามากที่สุด โดยเฉพาะพวกโอสถพิษทั้งหลาย
ทั้งสามคนเริ่มเดินเที่ยวเตร่ไปทั่ว จื่อเสี่ยวหลิงซื้อของกินมาเต็มไม้เต็มมือ ทั้งไก่ทิพย์ย่าง ปลาสวรรค์แห้ง ผลไม้เคลือบน้ำตาล ปากเล็ก ๆ ของนางขยับเคี้ยวไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียว
ไป๋ตงหลินถามด้วยความสงสัยว่าเหตุใดนางจึงไม่ซื้อทรัพยากรสำหรับการฝึกตนบ้าง
จื่อเสี่ยวหลิงตอบว่า "ที่บ้านข้ามีทรัพยากรทุกอย่างครบถ้วนอยู่แล้ว แถมยังคุณภาพดีกว่าที่วางขายที่นี่ตั้งเยอะ!"
หลิวต้าฝูพลันรู้สึกใจสลาย ฟังดูสิ นี่มันคำพูดของคนหรือเปล่า? เป็นทายาทผู้ฝึกตนที่ร่ำรวยนี่มันช่างน่าอิจฉาเสียจริง!
ฝ่ายหลิวต้าฝูได้ซื้อโลหิตอสูรไปไม่น้อย รวมถึงกระดาษยันต์ที่ทำจากหนังอสูรและเปลือกไม้ทิพย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัสดุจำเป็นในการปรุงยันต์
เขายังแวะที่ร้านค้าเพื่อขายยันต์ชุดหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นผลงานจากการฝึกปรือฝีมือของตน ด้วยชื่อเสียงของสำนักยันต์ม่วง ยันต์เหล่านี้จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ทั้งสามเดินมาถึงลานกว้างใจกลางตลาดราตรี ที่นี่เต็มไปด้วยแผงลอยที่วางขายของหน้าตาประหลาด และส่วนใหญ่จะเป็นพวกวัตถุดิบต่าง ๆ
คนเหล่านี้ต่างจากพวกที่มีร้านค้าประจำ พวกเขาไม่มีขุมอำนาจหนุนหลัง ไม่มีสายการผลิต จึงไม่อาจนำวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อทำกำไรได้ จึงต้องยอมได้เงินน้อยลงและขายวัตถุดิบออกไปโดยตรง
ที่ลานกว้างแห่งนี้มีผู้ฝึกตนหนาตาขึ้น ทุกคนต่างคิดว่าตนเองคือผู้ได้รับพรจากสวรรค์ จึงหวังจะได้ 'ลาภลอย' จากการตาถึง
ต่างคาดหวังว่ากระบี่หักที่ซื้อมาแท้จริงแล้วจะเป็นศาสตราเซียนโบราณ หรือหยกเก่า ๆ สักชิ้นอาจจะมีสุดยอดเคล็ดวิชาซ่อนอยู่ หรือกระทั่งมีวิญญาณผู้อาวุโสมาคอยชี้แนะการฝึกตนให้
ความฝันน่ะต้องมีไว้ก่อน เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งสวรรค์จะลืมตาข้างหลับตาข้างขึ้นมาบ้าง
ไป๋ตงหลินเองก็เริ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา แน่นอนว่าเขาไม่ได้หวังจะหาลาภลอย
แต่สิ่งที่เขาหมายตาไว้ก็คือวัตถุดิบพวกนั้นต่างหาก!