- หน้าแรก
- ยิ่งตายข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 22 จากลาในที่สุด
บทที่ 22 จากลาในที่สุด
บทที่ 22 จากลาในที่สุด
บทที่ 22 จากลาในที่สุด
วสันตผันผ่าน สารทกาลหวนคืน
ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาบรรจบอีกคราหนึ่ง
ไป๋ตงหลินมายังโลกใบนี้เกือบสิบสามปีแล้ว และความทรงจำตื่นขึ้นมาได้ปีกว่า
ยามเช้า ณ เรือนพักอันเงียบสงบ
เช่นเดียวกับวันวาน ไป๋ตงหลินตื่นแต่เช้าตรู่มายืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน
เพียงเก้าเดือนสั้น ๆ ส่วนสูงของเขาพุ่งขึ้นถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างโปร่งเพรียว ภายนอกดูไม่หนาไม่บาง ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่แกร่งกร้าวและแข็งแกร่ง
ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ แววตาลึกล้ำ ด้วยการซึมซับความรู้อันมหาศาล อีกทั้งยังศึกษาศาสตร์แห่งศิลป์ทั้งสี่อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นพิณ หมากรุก อักษร หรือภาพวาด ส่งผลให้ทั่วทั้งร่างแฝงไปด้วยกลิ่นอายของผู้ทรงความรู้อันสง่างาม
ร่างกายที่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้าง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยบุคลิกที่สุภาพอ่อนโยน
หากเขายืนคู่กับไป๋เจี้ยนเกอในยามนี้ ทั้งสองคงโดดเด่นกินกันไม่ลง ยากจะตัดสินว่าใครเหนือกว่าใคร
ไป๋ตงหลินเริ่มฝึกฝนวิชาประจำวัน เลือดลมในกายหลั่งไหลเข้าสู่เจ็ดจุดชีพจรหลัก สั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่แตกต่างกันไปตามท่วงท่าของหมัดเจ็ดบาดเจ็บที่ร่ายรำออกมา
ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินภายในลานบ้านเริ่มถูกชักนำด้วยแรงสั่นสะเทือน ค่อย ๆ ถูกดึงดูดมาล้อมรอบกายของไป๋ตงหลิน เลือดลมในเจ็ดจุดชีพจรหมุนวนอย่างฉับพลัน เกิดเป็นแรงสูบอันประหลาดไปพร้อมกับคลื่นสั่นสะเทือน ดูดซับปราณวิญญาณรอบกายเข้าสู่ร่างกาย
ทันทีที่ปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย มันก็แปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง พุ่งทะลวงไปตามเส้นชีพจรและอวัยวะภายในอย่างดุดัน
ในสภาวะปกติ การใช้หมัดเจ็ดบาดเจ็บจะช่วยชักนำปราณวิญญาณที่บ้าคลั่งภายในกายให้ปลดปล่อยออกไป ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์ที่หมัดเจ็ดบาดเจ็บถูกสร้างขึ้น เพื่อสร้างพลังโจมตีอันมหาศาล
ยิ่งปลดปล่อยปราณวิญญาณออกไปเร็วเท่าใด ความเสียหายที่มีต่อร่างกายก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ทว่าไป๋ตงหลินกลับกระทำตรงกันข้าม เขาปิดกั้นปราณวิญญาณไว้ภายในกาย มิยอมให้รั่วไหลออกมาแม้แต่นิดเดียว ปล่อยให้พลังนั้นเข้าทำลายเส้นชีพจรและอวัยวะภายในตามอำเภอใจ
ขณะที่ร่างกายเวียนว่ายอยู่ระหว่างการถูกทำลายและการฟื้นฟู "สภาวะพลิกผันความเสียหาย" ก็ถูกกระตุ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง มวลพลังแห่งการเสริมสร้างปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าสายแล้วสายเล่า
เคล็ดหยกขาวขัดเกลากายาเริ่มทำงาน ขับเคลื่อนพลังเสริมสร้างไปยังทุกส่วนสัดของร่างกาย
เขาฝึกฝนเช่นนั้นจนกระทั่งปราณวิญญาณในกายเหือดแห้งไปจึงหยุดมือ
ตลอดเก้าเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เรียนรู้วิชาหมัดเจ็ดบาดเจ็บ เขาก็ฝึกฝนเช่นนี้ทุกวันมิได้ขาด
น่าเสียดายที่การฝืนดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินด้วยหมัดเจ็ดบาดเจ็บนั้นกัดกินพลังสมาธิและจิตวิญญาณมากเกินไป ในตอนนี้ไป๋ตงหลินสามารถฝึกได้มากที่สุดเพียงวันละสองครั้ง แต่หากฝึกถึงสองครั้งก็จะส่งผลกระทบต่อการอ่านตำราศึกษาหาความรู้ของเขาอย่างรุนแรง
ดังนั้นเขาจึงเลือกฝึกหมัดเจ็ดบาดเจ็บเพียงวันละครั้ง แม้จำนวนครั้งจะไม่มาก แต่เมื่อสะสมวันแล้ววันเล่า เขาก็ได้รับพลังเสริมสร้างมาไม่น้อย
ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก ยามนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อเก้าเดือนก่อนถึงสามเท่าตัว
เพียงวาดแขนคราเดียว ก็มีพละกำลังมหาศาลถึงเจ็ดหมื่นจิน
หมัดเดียวหนักถึงสามสิบห้าตัน สามารถป่นร่างคนให้กลายเป็นละอองโลหิตได้
หากเปรียบกับชาติก่อนที่รถยนต์คันหนึ่งหนักเพียงหนึ่งตันครึ่ง ไป๋ตงหลินในยามนี้สามารถยกรถยนต์ยี่สิบสามคันได้ด้วยมือข้างเดียว
นี่คือมนุษย์เหล็กในร่างมนุษย์โดยแท้
เมื่อเลือดลมในกายสงบลง ไป๋ตงหลินขยับเท้าเพียงนิด ทั่วทั้งลานบ้านก็ปรากฏร่างเงาตกค้างถึงเก้าสาย
นี่คือ "เงาหงส์เหิน" ซึ่งเขาฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ช่วยเพิ่มความเร็วและความคล่องตัวให้เขาอย่างมหาศาล
พละกำลังก้าวหน้าไปไกล ตำราในหอวรยุทธ์ก็อ่านจนจบสิ้น ทั้งวิชาการต่อสู้ เคล็ดวิชา และตำราพิชัยสงคราม ทุกอย่างถูกจดจำไว้ในสมองอย่างแม่นยำ
สิ่งเหล่านี้คือความรู้ คือสารอาหารหล่อเลี้ยงมหามรรคของตน เขาฝึกฝนจนเป็นนิสัยเสียแล้ว ตราบใดที่เป็นความรู้ที่เขายังไม่มี เขาจะต้องเรียนรู้มันเพื่อสั่งสมเป็นรากฐานของตนเอง
ศาสตร์แห่งศิลป์ทั้งสี่เขาก็เชี่ยวชาญทุกแขนง โดยเฉพาะหมากรุก สมองของเขาที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นทรงพลังจนเหนือมนุษย์ไปแล้ว
เขาเคยเดินหมากกับผู้อาวุโสหลายสิบคนในเรือนพักคนชราพร้อมกัน และสามารถเอาชนะทุกคนได้ในคราวเดียว ทั้งยังทำได้อย่างง่ายดาย แต่อย่างว่า... พวกเขาเป็นเพียงผู้เฒ่าธรรมดาสามัญที่มีอายุมากแล้วเท่านั้น
เขาเก็บงำความสับสน เงยหน้าขึ้นมองท้องนภาสีคราม ที่นี่ไม่มีทรัพยากรให้เขาเติบโตได้อีกต่อไป ถึงเวลาที่ต้องจากไปเพื่อก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการแสวงหามรรคาเสียที
......
"ท่านแม่!"
"ลูกต้องไปแล้ว!"
"ตงหลินอกตัญญู มิอาจอยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายท่านได้อีก!"
ณ หอเมฆม่วง หน้าห้องนอนของลี่อี้ชิว
ไป๋ตงหลินคุกเข่าลงหน้าประตู สีหน้าเปี่ยมด้วยความเศร้าโศก เขาโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงสามครา
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ลี่อี้ชิวเดินออกมาด้วยดวงตาที่คลอด้วยหยาดน้ำตา นางค่อย ๆ พยุงไป๋ตงหลินให้ลุกขึ้น ลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ไปเถิดลูกรัก เจ้าเติบใหญ่แล้ว จงไปไขว่คว้าความฝันของเจ้าเถิด"
"ลูกเอ๋ย เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งกว่าแม่ในยามนั้นนัก โลกกว้างใบนั้นต่างหากคือที่ของเจ้า แม่ภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก"
"ไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอก ถึงพี่สาวพี่ชายทั้งสามของเจ้าจะจากไปหมดแล้ว แต่แม่ก็ยังมีน้องชายกับน้องสาวของเจ้าอยู่เป็นเพื่อนนะ!"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ลี่อี้ชิวก็ลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา
ไป๋ตงหลินสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นแผ่วเบาสองดวง มันคือเสียงแห่งปาฏิหาริย์ของชีวิต ความโศกเศร้าบนใบหน้าของเขาพลันบรรเทาลง เขารู้สึกยินดีไปกับลี่อี้ชิวด้วยเช่นกัน
เพราะลี่อี้ชิวตั้งครรภ์นี่เอง ที่ช่วยขจัดความกังวลสุดท้ายในใจและทำให้เขาตัดสินใจออกเดินทางได้อย่างเด็ดขาด
ท่านแม่ใหญ่ พี่สาวใหญ่ และพี่รอง คือญาติมิตรที่เขารักและถนอมที่สุดในโลกใบนี้ พี่สาวและพี่ชายไม่จำเป็นต้องให้เขาห่วงกังวล มีเพียงท่านแม่ใหญ่เท่านั้นที่เขายังวางใจไม่ลง
ไป๋ลี่บิดาของเขาอาจเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจ ทว่าหาใช่บิดาที่เพียบพร้อมไม่ สำหรับเขาแล้ว ค่ายทหารต่างหากคือบ้านที่แท้จริง
ยังดีที่ในอนาคตอันใกล้ หอเมฆม่วงแห่งนี้จะมีชีวิตน้อย ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาอีกสองคน หวังว่าน้องชายและน้องสาวจะอยู่เป็นเพื่อนข้างกายท่านแม่ใหญ่ได้เป็นอย่างดี
อย่าให้สตรีที่น่าสงสารผู้นี้ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกเลย
"ท่านแม่ ให้ลูกเดินไปส่งท่านอีกสักหน่อยเถิดขอรับ!"
ไป๋ตงหลินยังไม่อาจหักใจจากไปเช่นนี้ได้ เขาอยากใช้เวลาอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ใหญ่ให้มากกว่านี้อีกสักนิด
"ได้สิ ได้!"
ลี่อี้ชิวขานรับด้วยความดีใจยิ่ง นางมองดูไป๋ตงหลินที่บัดนี้สูงกว่านางไปหนึ่งช่วงศีรษะแล้ว เขาเติบโตขึ้นและรู้จักความจริง ๆ ใบหน้าที่หมดจดคมคายนั้นมีเค้าลางของมารดาเขาอยู่หลายส่วน
ชิงอิง เจ้าที่อยู่บนสวรรค์เห็นแล้วหรือไม่?
ทั้งสองเดินทอดน่องไปทั่วหอเมฆม่วง พูดคุยถึงเรื่องราวสนุกสนานในอดีต เสียงหัวเราะที่ดังมาเป็นระยะช่วยเจือจางความโศกเศร้าแห่งการจากลาไปได้ไม่น้อย
โดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่ก็เดินมาถึงกรงเลี้ยงนก ลี่อี้ชิวมองดูวิหคนานาชนิดที่อยู่ภายในนั้น ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างมีนัยว่า
"ตงหลิน เจ้าดูนกเหล่านี้สิ เหมือนเจ้าหรือไม่? กรงขังเล็ก ๆ นี้ไม่ควรเป็นโลกของพวกมัน ท้องนภาอันกว้างใหญ่ภายนอกนั่นต่างหากคือที่ที่แท้จริง"
"ลูกเอ๋ย ปล่อยพวกมันไปเสียเถิด มอบอิสระให้แก่พวกมัน"
แววตาของไป๋ตงหลินสั่นไหวเล็กน้อย ดูเหมือนท่านแม่ใหญ่จะทำใจได้แล้วจริง ๆ ทันใดนั้นร่างของเขาก็เคลื่อนไหว กลายเป็นภาพติดตาเรียงรายราวกับฉีกกระดาษขาว เขาฉีกตะแกรงเหล็กทั้งหมดจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่!
เหล่านกทั้งหลายต่างส่งเสียงร้องขับขานอย่างร่าเริงแจ่มใส พากันขยับปีกบินออกจากกรง พวกมันบินวนรอบหอเมฆม่วงสามรอบ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ทิวเขาอันไกลโพ้น
ไป๋ตงหลินใช้เวลาทั้งวันอยู่เคียงข้างลี่อี้ชิว จนกระทั่งร่วมสำรับเย็นและรอให้นางหลับใหลไป เขาจึงหมุนตัวเดินจากมา
สิ่งของที่พี่รองมอบให้เขานั้น นอกจากคัมภีร์เก่าและหินปราณแล้ว อย่างอื่นเขาได้มอบให้พ่อบ้านไว้ทั้งหมด เมื่อเขาจากไปแล้ว พ่อบ้านจะส่งมอบต่อให้ท่านแม่ใหญ่เอง
เขาเสี่ยวหุย บนยอดผาชัน
ไม่ไกลจากหน้าผานัก มีหลุมศพที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวหลุมหนึ่ง แม้สุสานจะไม่ใหญ่นักแต่กลับถูกดูแลจนสะอาดสะอ้าน รอบบริเวณปลูกบุปผานานาพรรณไว้จนเต็ม
ร่างของไป๋ตงหลินปรากฏขึ้นที่นั่นในชั่วพริบตา เขาทรุดกายลงนั่งพิงแผ่นศิลาจารึกหน้าหลุมศพอย่างแผ่วเบา
"ท่านแม่ ลูกต้องจากไปแล้วนะขอรับ"
มือเรียวลูบไล้แผ่นศิลา แววตาเหม่อลอยคล้ายเห็นภาพเด็กน้อยคนหนึ่งที่พยายามตะเคี้ยกตะกายปีนขึ้นเขาเสี่ยวหุยท่ามกลางความมืดมิดอย่างยากลำบาก
จากนั้นก็ซบหน้าลงบนศิลาจารึกพลางร้องไห้โฮ ปากก็พร่ำเรียกหาแต่ท่านแม่ ท่านแม่ จนกระทั่งเหนื่อยล้าจนร้องไม่ออก จึงได้ฟุบหลับไปข้างศิลาจารึกนั้น
เงาร่างเล็ก ๆ ที่พิงศิลาจารึกนั้นค่อย ๆ ซ้อนทับกับเงาร่างของไป๋ตงหลินในปัจจุบัน
นี่คือความทรงจำในวัยเยาว์ของเขาในชาตินี้
มารดาของเขาในชาตินี้ ผู้ที่สละชีวิตเพื่อมอบลมหายใจให้แก่เขา ช่างเป็นสตรีที่ยิ่งใหญ่นัก
ไป๋ตงหลินยื่นนิ้วชี้ออกไป สลักตัวอักษรลงบนศิลาอย่างลึกซึ้ง
สุสานมารดาผู้เปี่ยมเมตตา ชิงอิง
—บุตรชาย ไป๋ตงหลิน
เมื่อเขียนจบ เขาก็พิงศิลาจารึกและหลับใหลไปอย่างสงบ เหมือนดั่งเช่นในวัยเยาว์
วันรุ่งขึ้น
ไป๋ตงหลินตื่นขึ้นมา เขาจดจ้องสุสานโดดเดี่ยวอย่างอาลัย ก่อนจะหันกลับไปมองจวนตระกูลไป๋ที่ตั้งอยู่เชิงเขา
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ร่างนั้นขยับเพียงคราเดียวก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
"วิหคบางจำพวก
ย่อมมิอาจถูกกักขังไว้ในกรง
เพราะขนทุกเส้นของมัน
ล้วนทอประกายด้วยรัศมีแห่งเสรี"