เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 เจ็ดบาดเจ็บ

บทที่ 18 เจ็ดบาดเจ็บ

บทที่ 18 เจ็ดบาดเจ็บ


บทที่ 18 เจ็ดบาดเจ็บ

เมื่อเช็ดฝุ่นผงออกจากตำราปกดำ อักขระตัวโตสามคำว่า "หมัดเจ็ดบาดเจ็บ" ก็ปรากฏสู่สายตา

ฝึกหนึ่งทำลายเจ็ด เจ็ดสิ่งล้วนบาดเจ็บ

ทำร้ายตนก่อน จึงย้อนทำลายศัตรู

คำว่า "ทำร้ายตน" ดึงดูดความสนใจของไป๋ตงหลินในทันที เขาเริ่มพลิกอ่านอย่างละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น

บั่นทอนใจ ทำลายปอด ประคุตตับไต ลำไส้ระทม ม้ามสลาย สิ้นพลังปราณ จิตใจฟุ้งซ่านรวนเร

ซานเจียวผันผวนย้อนกลับ เส้นชีพจรทั่วร่างขาดสะบั้น

ใช้กำลังภายในสั่นสะเทือนจุดชีพจร ใช้คลื่นสั่นสะเทือนนั้นสื่อสารกับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน บังคับชักนำปราณเข้าสู่ร่างกาย

โคจรชีพจรย้อนกลับ ปราณวิญญาณไหลผ่านเส้นชีพจรเสี่ยวฉางจิงมือไท่หยาง เส้นชีพจรเฟ่ยจิงมือไท่อิ๋น และเส้นชีพจรซินเปาจิงมือเจวี๋ยอิ๋น เพื่อสำแดงพลังโจมตีอันแข็งแกร่งที่เหนือล้ำกว่าปุถุชน

ยิ่งพิจารณา ไป๋ตงหลินยิ่งตระหนักถึงความลึกล้ำทรงพลังของวิชายุทธ์นี้ นึกไม่ถึงว่าจะสามารถใช้กายเนื้อปุถุชนฝืนหยิบยืมพลังแห่งปราณวิญญาณฟ้าดินมาใช้ได้

พลังโจมตีที่เกิดจากปราณวิญญาณฟ้าดินย่อมเหนือชั้นกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปอย่างเทียบไม่ได้

ทว่าน่าเสียดาย หากเบาก็เส้นชีพจรขาดสะบั้นวรยุทธ์สูญสิ้น หากหนักก็อาจถึงแก่ความตายในทันที

นี่คือวิชายุทธ์เดิมพันชีวิต จะมีค่าพอให้ใช้ออกก็ต่อเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงตายเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสรอดเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น

มิน่าเล่าถึงถูกทิ้งไว้ในมุมอับจนฝุ่นจับเขรอะ ด้วยสถานะของตระกูลไป๋ในยามนี้ ยากนักที่จะมีวิกฤตการณ์ให้ต้องแลกชีวิตเช่นนั้น

ทว่าในยามเริ่มก่อตั้งตระกูล วิชายุทธ์เล่มนี้ต้องเคยสร้างคุณูปการอันมิอาจลบเลือนไว้อย่างแน่นอน

ครานี้ได้พบของล้ำค่าเข้าให้แล้ว!

วิชานี้ราวกับถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

พลานุภาพทำลายล้างนั้นเป็นเรื่องรอง แต่ผลกระทบด้านลบที่ชักนำปราณฟ้าดินมาทำลายร่างกายนั้น ชัดเจนว่าตรงตามเงื่อนไขการเปิดใช้งาน "พลิกผันความเสียหาย" ทุกประการ

ไป๋ตงหลินคล้ายจะเห็นพลังเสริมแกร่งกองพะเนินกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่ไกล ๆ

เขาถือเคล็ดวิชาทั้งสามเล่มเดินออกจากหอกำลังภายในด้วยความอิ่มเอมใจ แทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มทดสอบมัน

พวกตาแก่ในลานบ้านยังคงง่วนอยู่กับธุระของตน ไม่แม้แต่จะเหลือบมองไป๋ตงหลินที่เดินออกมา ราวกับเห็นที่นี่เป็นสถานพักฟื้นคนชราจริง ๆ

เขาได้แต่ส่ายหัวแล้วเดินจากไป มุ่งหน้ากลับสู่เรือนไม้ลี้ลับ

หิมะในลานบ้านทับถมกันหนาเตอะ ทว่าไป๋ตงหลินมิได้ใส่ใจ เขาหยิบ "เคล็ดหยกขาวขัดเกลากายา" ออกมา ในเมื่อเขาขัดเกลากายาถึงจุดสูงสุดแล้ว การฝึกฝนใหม่ย่อมมิใช่เรื่องยาก

เขาลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น ขับเคลื่อนโลหิตและกำลังภายในให้หมุนเวียนไปตามเส้นทางอันเร้นลับ

เมื่อเคล็ดวิชาเริ่มทำงาน เลือดลมทั่วร่างก็สั่นสะเทือน อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนคล้ายกับว่าทั้งลานบ้านได้ก้าวเข้าสู่ฤดูคิมหันต์

หิมะที่ทับถมบนพื้นละลายกลายเป็นลำธารสายเล็ก ๆ ไหลเอื่อยออกจากลานไป

ร่องรอยการฝึกฝนวิชาเดิมค่อย ๆ ถูกลบเลือนไปทีละน้อย ความรู้สึกติดขัดจาง ๆ ในร่างกายที่เคยมีก็มลายสิ้น หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เลือด และไขกระดูก ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว

แม้พลังโดยรวมจะมิได้เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะร่างกายของเขาถูกเสริมแกร่งมาจนเหนือมนุษย์ไปไกลแล้ว

ทว่าความเป็นหนึ่งเดียวนี้ทำให้เขาสามารถควบคุมกำลังของตนได้ง่ายขึ้น เลือดลมไหลเวียนได้รวดเร็ว พลังรับและปล่อยเป็นไปตามใจนึก พลานุภาพเพิ่มพูนขึ้นถึงหนึ่งส่วนโดยปริยาย

ไป๋ตงหลินลืมตาขึ้น ฝ่ามือที่ทอประกายเงางามดั่งหยกตบลงบนพื้นหินชิงสือ ทิ้งรอยฝ่ามือลึกบุ๋มไว้ขณะที่หินกลายเป็นผงละเอียด

"ไม่เลว!"

เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยิบวิชาหมัดเจ็ดบาดเจ็บออกมา การฝึกวิชานี้กลับยุ่งยากกว่ามาก เพราะมันเริ่มก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ปุถุชนไปแล้ว

หัวใจสำคัญของการฝึกหมัดเจ็ดบาดเจ็บคือการใช้คลื่นสั่นสะเทือนจากจุดชีพจรเพื่อชักนำปราณวิญญาณ หากทำขั้นตอนนี้ได้ เรื่องอื่นก็เป็นเพียงเรื่องปลีกย่อย

ไป๋ตงหลินทำสมาธิขับเคลื่อนเลือดลม ให้สั่นสะเทือนเบา ๆ ภายในจุดชีพจรพิเศษทั้งเจ็ดจุด ค่อย ๆ เพิ่มแรงสั่นสะเทือนทีละน้อย ตามคำกล่าวในตำรา จุดชีพจรทั้งเจ็ดต้องมีความถี่การสั่นสะเทือนที่แตกต่างกัน และต้องทำให้สำเร็จพร้อมกันจึงจะชักนำปราณวิญญาณได้

ความถี่เหล่านี้มิอาจถ่ายทอดด้วยคำพูด จุดชีพจรของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ต้องอาศัยการคลำหาด้วยตนเอง

มันเหมือนกับรหัสลับเจ็ดหลักที่ต้องเพียรทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากมีพรสวรรค์และความเข้าใจสูง ก็อาจจะสัมผัสได้ถึงอิทธิพลของความถี่ที่มีต่อปราณวิญญาณ ซึ่งจะทำให้ง่ายขึ้นมาก

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

ล้มเหลว

ไป๋ตงหลินมีสีหน้าอิดโรย การปรับความถี่ซ้ำ ๆ เช่นนี้สิ้นเปลืองพลังใจมหาศาล และเป็นการบั่นทอนเจตจำนงทางจิตวิญญาณอย่างยิ่ง

เขารู้ดีว่าไม่อาจใจร้อน ต้องค่อยเป็นค่อยไป วิชานี้มีความสำคัญต่อเขามาก การทุ่มเทแรงกายแรงใจย่อมคุ้มค่า

เมื่อเหนื่อยล้าทางจิตใจ ไป๋ตงหลินจึงหมดอารมณ์จะฝึกวิชาตัวเบาต่อ

ยามนี้ฟ้ามืดค่ำแล้ว เขาจึงเปลี่ยนอาภรณ์ เตรียมตัวไปเดินเล่นในเมือง มิได้ไปกินปลาที่หอกระเรียนขาวมาหลายวันแล้ว ถือโอกาสนี้ไปลิ้มรสเสียหน่อย

ทันทีที่ไป๋ตงหลินก้าวเท้าออกจากจวนไป๋ เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงทันที

ในตรอกลับแห่งหนึ่ง ภายใต้เงามืดมีชายชุดดำท่าทางลึกลับสองคนกำลังกระซิบกระซาบกัน ในมือถือสมุดภาพพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว ทุกหน้ามีรูปวาดอันวิจิตรบรรจง

"ใช่เขาหรือไม่?"

"ไม่ผิดแน่! คุณชายสิบสามแห่งสายหลักตระกูลไป๋ บุตรชายคนเล็กของไป๋ลี่!"

"ทว่า คุณชายสิบสามผู้นี้เกิดจากสาวใช้ ไป๋ลี่จะให้ความสำคัญจริงหรือ?"

"วางใจเถอะ ตระกูลไป๋ให้ความสำคัญกับสายเลือดของตนเองอย่างยิ่ง นี่คือกฎประจำตระกูลของพวกเขา! เหะ ๆ ๆ!"

หนึ่งในนั้นส่งเสียงหัวเราะเย็นเยือก คล้ายกับดูแคลนกฎที่ว่านี้อย่างยิ่ง

"ดี ข้าจะรีบกลับไปแจ้งหัวหน้าเพื่อเริ่มแผนการจับตัว!"

สิ้นคำ หนึ่งในนั้นก็กระโจนขึ้นหลังคาแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

อีกคนหนึ่งลอบติดตามไป๋ตงหลินไปอย่างเงียบเชียบ ส่วนไป๋ตงหลินยังคงเดินบ้างหยุดบ้าง ลิ้มรสขนมร้านนั้นทีร้านนี้ที มิได้ล่วงรู้เลยว่าถูกสะกดรอยตาม

เมื่อถึงหอกระเรียนขาว ภายใต้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นของจินหม่านถัง เขาก็เดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดแล้วนั่งลงริมหน้าต่าง ชั้นนี้เงียบเหงา มีแขกเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้น

ราคาอาหารในแต่ละชั้นของหอกระเรียนขาวแตกต่างกัน ชั้นบนสุดย่อมแพงที่สุด ทว่าทัศนียภาพและการบริการก็นับว่าดีที่สุดเช่นกัน

หลังม่านบาง ๆ ยังมีโฉมงามบรรเลงพิณขับกล่อม

ได้กินปลาเงิน ดื่มสุราเลิศรส ฟังบทเพลงไพเราะ ความเหนื่อยล้าจากการฝึกยุทธ์ก็ทุเลาลงบ้าง

เมื่อมองหิมะนอกหน้าต่างและฝูงชนที่สัญจรไปมาบนถนน ก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจว่ามวลมนุษย์ล้วนดิ้นรน ปุถุชนดิ้นรนเพื่อปากท้อง ผู้ฝึกตนดิ้นรนเพื่อความเป็นอมตะ

ชีวิตคือการไม่หยุดนิ่ง!

หลังจากอิ่มหนำสำราญ ไป๋ตงหลินก็เดินออกจากหอกระเรียนขาวอย่างเอื่อยเฉื่อย เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีคนร่างเล็กคนหนึ่งวิ่งมาชน สัญชาตญาณสั่งให้เขาหลบ ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงฝืนหยุดนิ่งอยู่กับที่

ปล่อยให้คนร่างเล็กชนเข้าเต็มอก แล้วฉกป้ายห้อยเอวของเขาไปก่อนจะหันหลังวิ่งหนี

น่าสนใจนัก ยอดฝีมือระดับลมปราณแท้กลับมาเป็นหัวขโมย แถมยังกล้ามาขโมยของจากตัวเขาด้วย

ด้วยวรยุทธ์ที่มี ไป๋ตงหลินจึงมิได้เกรงกลัวว่าจะเกิดอันตราย เขาแสร้งวิ่งเหยาะ ๆ ตามไป

คนร่างเล็กวิ่งไม่เร็วนัก ราวกับกลัวว่าเขาจะตามไม่ทัน เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนเข้าสู่ตรอกเปลี่ยว

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตรอก ชายชุดดำคนหนึ่งก็กระโดดลงมาด้านหลัง ฟาดสันมือเข้าใส่ลำคอของเขา

ไป๋ตงหลินรีบควบคุมผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณลำคอให้อ่อนนุ่ม มิเช่นนั้นแขนของชายชุดดำคงต้องหักสะบั้นเป็นแน่

วินาทีนั้นเขาสวมวิญญาณนักแสดงเจ้าบทบาท ส่งเสียงครางในลำคอแล้วคอพับสลบลงกับพื้นทันที

"เหะ ๆ นึกไม่ถึงว่าจะลงมือได้ง่ายดายเพียงนี้!"

"เจ้าบุตรสิบสามของไป๋ลี่ช่างโอหังและโง่เขลาเสียจริง เสียแรงที่พวกเราเตรียมแผนรับมือไว้มากมาย ช่างเป็นพยัคฆ์ที่ให้กำเนิดสุนัขโดยแท้"

ไป๋ตงหลินที่นอนอยู่บนพื้นลอบกรอกตา พลางนึกในใจว่ารีบลงมือหน่อยได้ไหม พื้นมันเย็นนะเฟ้ย

ชายชุดดำสองคนลำพองใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็มิกล้าโอ้เอ้เพราะเกรงว่าเรื่องจะบานปลาย จึงแบกไป๋ตงหลินขึ้นบ่าแล้วกระโจนขึ้นหลังคาจากไปอย่างรวดเร็ว

เอ๊ะ? เจ้าเด็กนี่ดูซูบผอม ไฉนจึงหนักอึ้งเยี่ยงนี้?

จบบทที่ บทที่ 18 เจ็ดบาดเจ็บ

คัดลอกลิงก์แล้ว