- หน้าแรก
- ทุกอาชีพของผม พรสวรรค์เป็นระดับพระเจ้าทั้งหมดเลยหรือ
- บทที่ 90 - ผลเก็บเกี่ยวที่เกินจินตนาการ
บทที่ 90 - ผลเก็บเกี่ยวที่เกินจินตนาการ
บทที่ 90 - ผลเก็บเกี่ยวที่เกินจินตนาการ
บทที่ 90 - ผลเก็บเกี่ยวที่เกินจินตนาการ
༺༻
"มงคลโลหิตแห่งนภา"
"จ้าวแห่งรัตติกาลนภา"
"อีกาทมิฬแห่งนภา"
"ไม่นึกเลยว่าจะสุ่มเจอมอนสเตอร์ระดับล่มสลายถึงสามตัวพร้อมกัน"
ชื่อเฉิงพาดดาบยักษ์ไว้บนไหล่ ยืนอยู่บนซากศพของหนึ่งในมอนสเตอร์เหล่านั้น ซึ่งถึงแม้จะล้มลงไปแล้ว แต่มันก็ยังมีความสูงประมาณยี่สิบเมตร
"เจ้าหนู ท่านี้ของเธอนี่มันสุดยอดจริงๆ เลยนะ!"
"ฉันไม่เคยเห็นมอนสเตอร์ระดับล่มสลายสามตัวมาปรากฏตัวอยู่ในดันเจี้ยนเดียวกันมาก่อนเลย"
โอ้~
ความจริงแล้วชื่อเฉิงก็ไม่น่าจะขาดแคลนเงินทองหรอกมั้ง
โดยเฉพาะเมื่อครู่ที่เพิ่งจะเคลียร์ดันเจี้ยนขั้นเจ็ดมาได้
ถึงแม้พวกอิซจะไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเงินทอง แต่พอลองเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วดูจากสถานการณ์ก็น่าจะพอเดาได้ว่า พวกเขาก็น่าจะมีฐานะมั่งคั่งระดับที่ครองอาณาจักรได้เลยทีเดียว
แต่ชื่อเฉิงตรงหน้า กลับดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
"เจ้ามงคลโลหิตแห่งนภานี่ น่าจะมีค่าประมาณ 300,000"
"ส่วนเจ้าอีกาทมิฬแห่งนภานี่ อืม... ให้สัก 100,000 แล้วกัน ในตัวมันไม่ค่อยมีของดีเท่าไหร่"
"ส่วนตัวนี้ จ้าวแห่งรัตติกาลนภา 250,000"
มีค่าขนาดนั้นเลยเหรอ?
ตัวเดียวมีค่าถึงสามแสนเหรียญทองเลยเหรอ? แถมยังเป็นในช่วงที่ไม่มีเดือนแห่งการเก็บเกี่ยวด้วยนะ?
ลู่ชางถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง และรู้สึกเหมือนความร่ำรวยมันบังตาจนพร่ามัว
ใครจะไปรังเกียจที่มีเงินเยอะกันล่ะ?
โดยเฉพาะหลังจากที่โดนนักพยากรณ์คนนั้นฟันหัวแบะไปรอบหนึ่ง พูดไม่กี่คำก็เสียไป 55,000 มันทำให้ลู่ชางรู้สึกซึ้งถึงใจเลยว่าเงิน 210,000 มันใช้ไม่พอขนาดไหน
แต่ตอนนี้ เพียงแค่ชั่วพริบตาก็ได้ทุนคืนมาถึง 320,000 แล้ว
เรื่องนี้ทำให้ลู่ชางรู้สึกได้ทันทีว่า... รวยแล้ว
ก่อนหน้านี้ การสื่อสารระหว่างลู่ชางและชื่อเฉิงก็ไม่ได้มีมากมายนัก
ถึงแม้จะผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกเหมือนยังไม่ค่อยสนิทกับอีกฝ่ายเท่าไหร่
อาจจะเป็นเพราะนักเวทกับนักรบคุยกันคนละภาษา?
หรือว่าคุยกับคนบ้าไม่รู้เรื่องกันแน่……
ไม่สิ ยังไงชื่อเฉิงก็เป็นรุ่นพี่ในทีม ยังไงก็อย่าเอาคำว่าคนบ้าไปแปะไว้บนหัวเขาเลยดีกว่า
แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นเพราะทุกครั้งเขาจะเป็นคนพูดเองเออเองให้เขาเป็นเจ้ามือเลี้ยงนั่นแหละ
สรุปคือ เขาไม่มีหัวข้อที่จะชวนคุยกับอีกฝ่ายได้จริงๆ มีแต่ฝ่ายนั้นที่เป็นคนเริ่มชวนเขาคุยก่อน และเขาก็จะแค่คอยตอบรับ
ความสัมพันธ์ดูเหมือนจะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น
แต่ในตอนนี้
เพียงแค่ผ่านไปสองดันเจี้ยน ลู่ชางกับชื่อเฉิงก็ถึงกับกอดคอกันแล้ว
"ที่ต่อไป ที่ต่อไป!"
ตอนนี้ชื่อเฉิงดูเหมือนผู้เล่นเกมที่จู่ๆ ก็ค้นพบจุดบกพร่องที่ใช้ปั๊มเงินได้ จนตื่นเต้นจนตัวสั่น
เมื่อก่อนเหนื่อยแทบตายในแต่ละวัน ก็เพื่อออกไปตามหาดันเจี้ยนข้างนอกนั่น
การมีพลังที่แข็งแกร่งทำให้หาเงินได้ง่ายก็จริง
แต่ว่า... เมื่อพลังแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่งแล้ว ความเร็วในการหาเงินก็อาจจะไม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเสมอไป
พูดถึงดันเจี้ยน ดันเจี้ยนขั้นสามขั้นสี่ที่อยู่ข้างนอกนี่ ต่อให้ตะลุยไปทั้งวัน ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำเงินได้เท่าไหร่เลย
ถ้าโชคดีหน่อยก็จะเจอมอนสเตอร์ระดับราชา ก็อาจจะทำเงินได้สักสองสามพัน
ถ้าโชคไม่ดี ทั้งวันมีแต่พวกระดับจอมราชันย์ ก็เกรงว่าตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะทำเงินได้แค่ไม่กี่ร้อยเหรียญทองเท่านั้น
"น่าเสียดายที่แถวนี้ไม่มีดันเจี้ยนขั้น 5 เลยแฮะ ไม่อย่างนั้นจะลองไปลุยสักหน่อย"
ลู่ชางเอ่ยถาม: "จะไม่เกิดปัญหาเหรอครับ?"
"ปัญหาอะไรล่ะ? ฉันลุยดันเจี้ยนขั้น 5 ตัวคนเดียวก็เหมือนการเล่นขายของนั่นแหละ"
โดยเฉพาะดันเจี้ยนตั้งแต่ขั้น 5 ขึ้นไปนั้นจัดว่าหาได้ยากมาก
อาจกล่าวได้ว่าดันเจี้ยนขั้น 3 ขั้น 4 คือดันเจี้ยนที่รอนักผจญภัยไปสำรวจ
แต่พอถึงขั้น 5 แล้ว โดยพื้นฐานจะเป็นนักผจญภัยที่ต้องเป็นฝ่ายออกไปตามหาดันเจี้ยนเอง
พวกอิซที่ออกเดินทางมาตลอดทางนี้ ก็คือการเที่ยวเสาะหาดันเจี้ยนระดับสูงเพื่อสำรวจไปทั่ว
ดันเจี้ยนขั้น 6 ทั่วทั้งทวีปเร่ยหลุนก็มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีชื่อเสียง และทั้งหมดล้วนถูกปิดผนึกอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ [ถ้ำเสียงครวญแห่งความสิ้นหวัง] ที่พวกอิซมีแผนจะไปในอีกไม่ช้า
ส่วนดันเจี้ยนขั้น 7 ในช่วงเกือบร้อยปีที่ผ่านมาเพิ่งจะมีปรากฏออกมาเพียงแห่งเดียว ก็คือแห่งที่พวกอิซเพิ่งจะเคลียร์ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
ชื่อเฉิงกับลู่ชางเดินออกมาจากดันเจี้ยน และมุ่งหน้าไปยังดันเจี้ยนแห่งถัดไป
ชื่อเฉิงรำลึกความหลังว่า: "ฉันเองก็เคยเจอดันเจี้ยนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงผิดปกติเพราะปุโรหิตแห่งความตายมาครั้งหนึ่งเหมือนกันนะ"
"แต่ดันเจี้ยนแห่งนั้นน่ะ เทียบกับที่เธอสร้างขึ้นมาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว"
"น่าจะเป็นช่วงหลังจากที่ฉันเพิ่งเลื่อนขึ้นเลเวล 2 ได้ไม่นานล่ะมั้ง ตอนนั้นแถวเมืองบ้านเกิดของฉันมีดันเจี้ยนขั้นสามปรากฏขึ้นมา คณะนักผจญภัยสองคณะต้องสูญเสียกำลังพลไปจนเกือบหมดแต่ก็ยังจัดการไม่ได้"
"ต่อมาคนจากศาลศาสนจักรก็มาถึง และตรวจพบร่องรอยของพวกนอกรีต ถึงได้รู้ว่าดันเจี้ยนแห่งนั้นถูกปุโรหิตแห่งความตายเล่นตุกติกเข้าให้แล้ว"
"หลังจากนั้น ฉันก็ตามทีมทีมหนึ่งไปจัดการดันเจี้ยนแห่งนั้นมา แต่ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดข้างในนั้นก็มีเพียงแค่มอนสเตอร์ระดับราชาขั้นสามตัวเดียวเท่านั้นเอง"
ชื่อเฉิงมองไปทางทิศของดันเจี้ยนที่เพิ่งจากมา
"เทียบกับดันเจี้ยนที่เธอทำให้กลายพันธุ์ไม่ได้เลยสักนิด"
สีหน้าของชื่อเฉิงเริ่มดูจริงจังขึ้นมาบ้าง
ความสามารถนี้ของลู่ชาง พูดตามตรงคือมันน่ากลัวเกินไปแล้ว……
แค่หาดันเจี้ยนขั้นสี่มาสักแห่ง ก็สามารถสร้างมอนสเตอร์ระดับล่มสลายขึ้นมาได้ถึง 3 ตัว ต่อให้เป็นคณะนักผจญภัยเลเวล 5 ทั่วไป จะสามารถจัดการกับภัยคุกคามเช่นนี้ได้งั้นเหรอ?
การปรากฏตัวพร้อมกันสามตัว ไม่ใช่การดวลตัวต่อตัวสามครั้งนะ
มอนสเตอร์มีการประสานงานกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การต้องฆ่าสามตัวพร้อมกัน เกรงว่าจะยากกว่าการแยกกันฆ่าสิบตัวเสียอีก
เมื่อเทียบกับเวทมนตร์ของลู่ชางแล้ว……
พลังที่ลู่ชางแสดงออกมานี้ มันอันตรายยิ่งกว่ามาก
ชื่อเฉิงเหลือบมองลู่ชางทีหนึ่ง ในใจของเขาขบคิดอะไรมากมาย
แต่ไม่นานเขาก็โยนความคิดเหล่านั้นทิ้งไปจนสิ้น
มันจะเกี่ยวอะไรกันล่ะ……
ตัวพลังเองจะเป็นยังไง มันก็ขึ้นอยู่กับคนที่ใช้มันต่างหาก ถ้าจะมานั่งเถียงเรื่องความอันตรายล่ะก็ เจ้าหมออิซนั่นน่ะอันตรายกว่าตั้งเยอะ
ถ้าหมอนั่นไม่รู้จักควบคุมตัวเองล่ะก็ ต่อให้ล้มทวีปนี้ทั้งทวีปก็ไม่มีใครหยุดเขาได้หรอก ถ้าพลังที่อันตรายต้องถูกจำกัดไว้ล่ะก็ แล้วจะเลเวลอัพไปเพื่ออะไรกันล่ะ?
"ดูท่า พรสวรรค์ในการเป็นปุโรหิตแห่งความตายของเธอนี่จะแข็งแกร่งมากเลยนะเนี่ย แต่ถ้าให้ฉันพูดนะ เธอควรจะลองอาชีพนักรบดูจริงๆ นักรบนี่มันเป็นอาชีพที่มันสุดยอดไปเลยนะ ทั้งตอนสู้และตอนมันส์!"
ลู่ชางจดจำคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจ
ระดับราชาขั้น 3……
ไม่รู้ว่าพวกเขาสังเวยวิญญาณไปมากแค่ไหน และวิญญาณเหล่านั้นเป็นจิตวิญญาณตื่นรู้ในระดับไหน
ลู่ชางรู้เพียงว่าคุณภาพวิญญาณของเขานั้นสูงยิ่งกว่าเด็กทารกเสียอีก
แต่กลับไม่รู้ว่ามันสูงส่งถึงระดับไหนกันแน่
เพราะมันไม่มีตัวเปรียบเทียบ
และลู่ชางก็ไม่มีทางที่จะไปฆ่าใครมั่วๆ เพื่อเอามาเปรียบเทียบด้วย
"ฮ่าๆ ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะลองเปลี่ยนอาชีพเป็นนักรบดูเหมือนกันครับ"
ลู่ชางไม่ได้พูดส่งๆ เขาพูดออกมาจากใจจริง
ไม่นานนัก
ทั้งสองคนก็เดินมาถึงดันเจี้ยนแห่งถัดไป ซึ่งก็เป็นดันเจี้ยนขั้นสามอีกแห่งหนึ่ง
ครั้งนี้ลู่ชางสังเวยวิญญาณไป 5,000 ดวง
แสงของดันเจี้ยนเปลี่ยนจากสีฟ้าจางเป็นสีส้มแดง
"พี่ชื่อเฉิงครับ"
"ครั้งนี้ให้ผมเป็นคนจัดการมอนสเตอร์เถอะนะครับ"
ชื่อเฉิงยักไหล่: "เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว"
ลู่ชางก้าวเข้าไปในนั้น
เบื้องหน้าคือลานกว้างสีเลือด เมื่อมองไปสุดลูกหูลูกตา ก็เห็นมอนสเตอร์ระดับราชาถึงสามสิบสามตัว
และที่อยู่ข้างกายมอนสเตอร์ระดับราชาเหล่านั้น คือฝูงอสูรเงาที่ดำมืดไปหมด
ดูเหมือนว่า การสังเวยให้กับดันเจี้ยน จะไม่ทำให้ระดับขั้นของมอนสเตอร์ข้างในนั้นเกินกว่าขั้นของดันเจี้ยน
ประการที่สอง……
มันก็ไม่ทำให้มอนสเตอร์ระดับราชาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพไปมากกว่านั้น จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าระดับล่มสลายขั้นสามปรากฏออกมา
ดูเหมือนว่า ระดับราชาจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดของมอนสเตอร์ขั้นสามแล้วจริงๆ
แต่ครั้งก่อน สังเวยวิญญาณไป 1,000 ดวง ก็ปรากฏมอนสเตอร์ระดับราชาถึงสิบตัว
ครั้งนี้สังเวยวิญญาณไป 5,000 ดวง กลับมีระดับราชาเพียงสามสิบสามตัว
ส่วนระดับจอมราชันย์กลับมีเป็นร้อยตัวเลยแฮะ……
ภายในดันเจี้ยนแห่งนี้ ดูท่าทางจะเหมือนเกิดคลื่นมอนสเตอร์ขนาดย่อมขึ้นมาเสียแล้ว
ความคิดของลู่ชางแล่นพล่าน
ในขณะเดียวกัน ไม้เท้าในมือของเขาก็ส่องสว่างขึ้น
เห็นเพียงสีสันของธาตุที่หลากหลายพุ่งขึ้นมา หนามพสุธาหลากสีกว่าร้อยซ้อนพุ่งทะยานออกมาจากผืนดิน!
ในพริบตาก็แทงทะลุมอนสเตอร์ระดับราชาที่ส่วนท้องอ่อนแอไปถึงสี่ห้าตัว
ตูม!
ในเวลาเดียวกัน แสงของคมมีดและการกระแทกหลากสีกว่าร้อยสายที่ยิงมาจากระยะไกล ก็ระเบิดออกตรงหน้าลู่ชาง
แต่ม่านพลังจากธาตุต่างๆ ทั้งแสง มืด ลม น้ำ น้ำแข็ง หิน ไฟ สายฟ้า…… ก็ได้ปกป้องลู่ชางไว้ราวกับเป็นทรงกลมสีขุ่นที่ผสมปนเปกันไปหมด
༺༻