- หน้าแรก
- ซุปตาร์คนนี้มาจากดาวโลก
- บทที่ 53 ทุกอย่างอยู่ในแผน
บทที่ 53 ทุกอย่างอยู่ในแผน
บทที่ 53 ทุกอย่างอยู่ในแผน
บทที่ 53 ทุกอย่างอยู่ในแผน
หานเจวี๋ยกับคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคู่หูร่วมงาน นัดเจอกันตอนบ่ายโมงของวันถัดมา
ทั้งสองคนรู้ใจกันดี เลี่ยงช่วงเวลาอาหาร และตัดความเป็นไปได้ที่ถ้าคุยนานเกินไปแล้วล่วงเลยไปถึงมื้ออาหาร จะต้องมานั่งกินไปคุยไปด้วยกัน ถึงหานเจวี๋ยจะไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับการแสดงของจวี้จื่อเลย แต่เขาก็ไม่ได้ใจกว้างขนาดจะมานั่งทำตัวดีด้วยกับคนที่เคยแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ใส่เขา
สถานที่นัดคือร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากคอนโดที่หานเจวี๋ยอยู่ พอได้ยินแบบนั้นเขาก็ตอบตกลงทันที
พอบ่ายโมง หานเจวี๋ยเดินตามแผนที่มาถึงร้านกาแฟ ทีมงานรายการที่รับผิดชอบการถ่ายทำก็เข้ามาอยู่ในร้านก่อนหน้าเขาแล้ว
ลูกค้าในร้านกาแฟไม่เยอะ ส่วนหนึ่งเป็นลูกค้าที่ไม่แคร์กล้อง พอเห็นกล้องกำลังถ่ายทำก็ทำตัวเป็นปกติ ไม่ได้ตกใจอะไร
จวี้จื่อก็อยู่ในร้านแล้วเหมือนกัน หานเจวี๋ยพอเดินเข้าไปก็เห็นจวี้จื่อกำลังหันหน้าเข้ากล้อง แนะนำจุดเด่นและจุดขายของร้านกาแฟอยู่ เจ้าของร้านยืนอยู่ข้างๆ จวี้จื่อ
หานเจวี๋ยยืนฟังอยู่พักหนึ่ง ถึงได้รู้ว่าที่เลือกมานัดกันที่นี่ก็เพราะจะช่วยโฆษณาให้เพื่อน เขานึกว่าทีมงานอุตส่าห์เลือกที่ใกล้บ้านให้ อย่างกับตั้งใจอำนวยความสะดวกให้เขาเสียอีก
หานเจวี๋ยกลอกตา แล้วเดินไปหาที่นั่งเอง
ตอนเดินผ่านด้านหลังช่างภาพ หานเจวี๋ยกับจวี้จื่อสบตากัน หานเจวี๋ยใช้สายตาบอกอีกฝ่ายว่า: [ฉันมาแล้ว]
จวี้จื่อเหลือบมองหานเจวี๋ยแวบหนึ่ง แล้วใช้สายตาตอบกลับมาเหมือนกันว่า: [รู้แล้ว]
มองกันแล้วก็หมั่นไส้กันทั้งคู่
จวี้จื่อจบช่วงโฆษณา แล้วพาช่างภาพมานั่งที่โต๊ะเดียวกับหานเจวี๋ย ส่วนเจ้าของร้านก็เดินไปเตรียมเครื่องดื่ม แยกจ่ายกันคนละส่วน
ไม่มีการทักทายเกรงใจเกินจำเป็น จวี้จื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาตรงๆ แล้วพูดว่า
“ฉันทำดนตรีเสร็จแล้ว ลองฟังดู”
หานเจวี๋ยหยิบหูฟังของตัวเองเตรียมจะเสียบ แต่ช่างภาพขอให้เปิดลำโพง เขาเลยกดเปิดเสียงออกลำโพง
จังหวะสบายๆ ดังขึ้นมา เป็นจังหวะที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีแจ๊ส
พอดังขึ้นในร้านกาแฟ บรรยากาศเข้ากันพอดี ไม่มีความรู้สึกขัดเขินเลย
แจ๊สกับแร็ปต่างก็เป็นดนตรีที่เน้นจังหวะ และเมื่อเอามาผสมกันเป็นแจ๊สแร็ป ซึ่งต่างจากสายใต้ดินที่เน้นความดุดัน ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือในโลกนี้ ก็ล้วนเป็นแขนงของแร็ปที่ได้รับความนิยมที่สุดในหมู่คนรักวัฒนธรรม
ใช่แล้ว จวี้จื่อกำลังใช้จุดเด่นของตัวเองมาชนจุดอ่อนของอีกฝ่าย
จวี้จื่อเคยวิเคราะห์จุดแข็งของหานเจวี๋ยมาแล้ว แม้แต่เมื่อคืนยังอุตส่าห์ติดต่อคนหลายคน สอบถามคนในวงการหลายกลุ่ม สุดท้ายถึงได้รู้ว่าช่วงนี้หานเจวี๋ยไปแสดงที่บาร์แห่งหนึ่งชื่อ “ชีอิงหลี่” อยู่บ่อยๆ เล่นแร็ปกับพวกต่างชาติ สไตล์โคตรแข็ง ถึงจวี้จื่อจะดูถูกหานเจวี๋ยในฐานะไอดอลแค่ไหน ก็ยังต้องยอมรับว่าทั้งฮาร์ดคอร์ทั้งโอลด์สคูลของหานเจวี๋ยนั้นฝีมือไม่ธรรมดา พอถึงเวลาจริง ถ้าบวกกับเนื้อเพลงที่หานเจวี๋ยไปจ้างมือปืนมาช่วยเขียนอีก เล่นสไตล์นี้กันล้วนๆ ตัวเขาเองก็ไม่แน่ว่าจะสู้ไหว
ไม่ได้ๆ แบบนั้นไม่ได้
จวี้จื่อมั่นใจว่าตัวเองเล่นแจ๊สแร็ปได้ดี และก็ไม่เคยได้ยินว่าหานเจวี๋ยเคยเล่นสายที่นุ่มนวลแบบนี้มาก่อน เขาเลยคิดว่า แทนที่จะไปแข่งในสนามที่ทั้งคู่ถนัดพอๆ กัน สู้เอาแจ๊สแร็ปมาบีบให้หานเจวี๋ยต้องลงเล่นในสนามที่ไม่ถนัดดีกว่า
ดังนั้น จวี้จื่อจึงรีบไปคุ้ยหาเพลงแจ๊สแร็ปทั้งคืน แล้วเอามาให้หานเจวี๋ยฟังในวันนี้
แล้วไม่ได้เอามาแค่เพลงเดียว แต่เอามาถึงเจ็ดเพลง
หานเจวี๋ยไม่พูดอะไร เปิดเพลงในโทรศัพท์ฟังทีละเพลง
พอฟังครบทุกเพลง หานเจวี๋ยก็เข้าใจทันทีว่าจวี้จื่อคิดอะไรอยู่ เพลงทั้งหมดล้วนเป็นแจ๊สเหมือนกันหมด แบบนี้คือไม่ให้เขามีทางเลือกเลยชัดๆ
“มีแค่พวกนี้เหรอ?” หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เลื่อนหน้าจอขึ้นลง รีเฟรชซ้ำไปมา หวังว่าจะมีเพลงที่ซ่อนอยู่ที่ไหนสักเพลง แต่เลื่อนยังไงก็มีเท่าเดิม
“ไม่มีแล้ว ฉันถนัดแจ๊สแร็ปมากกว่าแนวอื่น ฉันก็ต้องเอาสภาพที่ดีที่สุดมาแข่งกับนายสิ” จวี้จื่อพูดแบบจนใจ ยกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งอึก ทำสีหน้าเหมือนมีเหตุผลจำเป็นเต็มไปหมด
ถ้าหานเจวี๋ยมีเวลาพอ เขาก็พอจะทำดนตรีเองได้ อยากได้แจ๊สก็ทำแจ๊ส อยากได้โอลด์สคูลก็ทำโอลด์สคูล แต่เสียดายที่ตอนนี้เขาไม่มีเวลา และไม่มีคลังบีตสำเร็จรูปเก็บไว้ นี่แหละจุดอ่อนสำคัญ
“ถ้าสองคนนี้ไม่มีใครทำเพลงได้เอง รายการจะไม่ให้บีตมาเหรอ?” หานเจวี๋ยมองไปที่ช่างภาพ
จวี้จื่อทำหน้าเฉย เหมือนไม่ได้กังวลอะไร
“มีนะ แต่คุณภาพจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ช่างภาพที่รับผิดชอบถ่ายฝั่งหานเจวี๋ยเป็นคนเก่าคนแก่ในวงการ เขาใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาตอบหานเจวี๋ย
บรรยากาศเลยค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น
ถ้าหานเจวี๋ยไม่สนใจว่าแนวที่คู่หู “ถนัดที่สุด” คืออะไร แล้วดื้อดึงจะเลือกใช้บีตธรรมดาๆ ของรายการ เขาต้องโดนด่าเละอย่างแน่นอน ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่าหานเจวี๋ยจะยอมฝืนตัวเองแค่ไหน
“เอาเถอะ แจ๊สก็แจ๊ส” หานเจวี๋ยคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วตัดสินใจเชื่อว่าหัวของตัวเองแข็งพอ และเชื่อในพรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมว่าคมพอ
จวี้จื่อวางแก้วลง ตาเบิกกว้าง แสดงความตกใจออกมาชัดเจนจนปิดไม่มิด
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบรับแบบไร้เหตุผล ตอนนี้การใช้บีตแจ๊สของจวี้จื่อคือทางเลือกที่พอรับได้ที่สุดแล้ว จะไปขอให้เสี่ยวฝ่าน หวังหมั่น หรือแม้แต่ขอบริษัทช่วยก็ทำได้ แต่พอได้บีตมาแล้ว เขาก็จะติดหนี้บุญคุณคนอื่น หนี้บุญคุณน่ะชดใช้ยากที่สุด แถมเขายังกลัวว่ามันจะกลายเป็นพันธนาการในอนาคต
อย่างไรเสีย ด้วยเซนส์ดนตรีของเจ้าของร่างเดิม หานเจวี๋ยไม่กังวลเลยว่าจะเล่นแนวใหม่ไม่รอด
ในมุมมองของหานเจวี๋ย แร็ปคือดนตรีที่ไม่มีเมโลดี้ บีตส่วนใหญ่ก็เป็นของที่คนอื่นทำไว้แล้ว สิ่งที่เหลือให้แร็ปเปอร์ได้ใส่ตัวตนลงไปก็มีแค่เนื้อเพลง ดังนั้นเนื้อเพลงจึงเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุดในการตัดสินคุณค่าของแร็ปเปอร์คนหนึ่ง ถ้าจะให้สุดโต่งหน่อย ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเกณฑ์เดียวด้วยซ้ำ
ถ้าแข่งกันที่เนื้อหา หานเจวี๋ยไม่ได้กลัวเลย
ด้วยเหตุนี้ การร่วมงานของหานเจวี๋ยกับจวี้จื่อจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างราบรื่นแบบนี้เอง
ทั้งสองคนแบ่งเวลาของเพลงหนึ่งเพลงกันคนละครึ่ง จากนั้นหานเจวี๋ยก็อปปี้บีตเพลงหนึ่งใส่มือถือ แล้วก็ลุกออกไป โดยนัดกันว่าครั้งหน้าที่เจอกันจะเป็นวันสุดท้ายในสตูดิโอ ตอนนั้นทั้งคู่จะเอาเนื้อเพลงที่เตรียมไว้มาเจอกัน
การพบกันครั้งนี้จึงถือว่าสิ้นสุดลง ช่างภาพที่ตอนแรกคิดว่าจะได้ถ่ายภาพบรรยากาศตึงเครียด เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างสองคน กลับไม่ได้อะไรแบบนั้นเลย แม้จะแอบผิดหวังเล็กน้อย แต่พอภารกิจวันนี้เสร็จง่ายๆ เขาก็เดินออกจากร้านกาแฟไปด้วยอารมณ์ดี
จวี้จื่อมองตามแผ่นหลังของหานเจวี๋ยที่เดินจากไป ยังรู้สึกไม่ค่อยเชื่อ เหมือนตัวเองยังมึนๆ งงๆ ราวกับพระเจ้าดึงม่านลงมาบังสายตาแล้วลืมยกขึ้น
ตอนที่จวี้จื่อกำลังจะมาที่นี่ เขาวางแผนไว้แล้วทั้งแผนหนึ่งแผนสอง ว่าจะบีบให้หานเจวี๋ยยอมรับให้ใช้แจ๊สแร็ปเป็นแนวหลักของเพลงให้ได้
เขาคิดภาพปฏิกิริยาของหานเจวี๋ยไว้ครบแล้ว ว่าจะต้องโกรธ จะต้องจำใจยอมต่อหน้ากล้อง จะต้องถูกเขาพูดจาโน้มน้าวทั้งทางตรงทางอ้อมจนสุดท้ายยอมแบบเสียไม่ได้ แต่มีอย่างเดียวที่เขาไม่เคยคิดเลย คือการที่อีกฝ่ายจะไหลตามน้ำแล้วตอบตกลงง่ายๆ แบบนี้
เจ้าของร้านกาแฟเดินเข้ามา พอเห็นเหลือจวี้จื่ออยู่คนเดียวก็แปลกใจ มองถามด้วยสายตาว่า
ไม่ใช่ว่านัดกันไว้เหรอ ว่าพอถึงจังหวะฉันจะได้นั่งลงไปช่วยพูดแทนหานเจวี๋ยหน่อย? ยังไงกัน ฉันมาผิดเวลาเหรอ?
เจ้าของร้านคิดว่าตัวเองเข้ามาผิดจังหวะ เลยกำลังจะหมุนตัวกลับไปหลังเคาน์เตอร์ เตรียมตัวสำหรับ “ฉากต่อไป”
จวี้จื่อรีบโบกมือเรียกเจ้าของร้านเอาไว้
“แล้วคู่หูของนายล่ะ?” เจ้าของร้านถาม
“กลับแล้ว”
“นี่พวกนายทะเลาะกันแล้วเหรอ? ไวไปไหม? พวกเล่นแร็ปนี่มันดุจริง ต่อให้มีกล้องอยู่ก็ไม่ยอมยื้อกันสักหน่อย”
“ไม่ใช่ เขานั่นแหละที่ดันโง่ยอมตกลง”
“โห อย่างนั้นก็ดีแล้วนี่ เสียดายอย่างเดียว คือฝีมือการแสดงของฉันไม่ได้ใช้เลย” เจ้าของร้านทำท่าทางเสียดายแบบโอเวอร์
“ฉันกลัวว่าข้างในมันจะมีอะไรแอบแฝงอยู่” จวี้จื่อบ่นอย่างหงุดหงิด เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าหานเจวี๋ยจะเล่นตุกติกได้ตรงไหน
“ถ้าพูดถึงเล่นเกมสกปรก นายยังกลัวจะสู้เขาไม่ได้อีกเหรอ?” เจ้าของร้านมองจวี้จื่อด้วยสายตาดูแคลน
“ฮะ นั่นสินะ พวกเราก็โผล่มาจากใต้ดิน จะไปจัดการไอดอล ตกกระป๋องคนหนึ่งให้เรียบร้อยจะยากอะไร?” จวี้จื่อสลัดความกังวลทิ้งทันที
“ตั้งใจแต่งเนื้อให้ดีๆ ล่ะ การอัดเขาให้เละบนเวที น่าจะเป็นไฮไลต์ของรายการเลย”
“เรื่องแค่นี้สบายมาก สบายมาก ทุกอย่างอยู่ในแผนทั้งนั้น” จวี้จื่อหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ยกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งอึก ทำท่าเหมือนพระเอกละครที่มั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ
……
พอถึงวันที่สาม หานเจวี๋ยกับจวี้จื่อก็เจอกันในสตูดิโอ
ทั้งสองเดินไปยังห้องอัดที่มีมิวสิกไดเรกเตอร์ประจำอยู่ คุยกันคร่าวๆ ว่าอยากได้เอฟเฟกต์บนเวทีแบบไหน เน้นไปที่การแบ่งส่วนดนตรีและการเชื่อมต่อช่วงเปลี่ยนท่อน แล้วก็ลองซ้อมรวมกัน
ในส่วนของเนื้อเพลง จวี้จื่อมั่นใจมาก ตอนซ้อมเลยไม่ได้ใส่เต็มที่ แค่ท่องเนื้อในใจตามจังหวะ พอรู้สึกว่าโอเคแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องอัดไปก่อนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ส่วนหานเจวี๋ยกลับอยู่ต่อในห้องอัดอีกนานกว่าจะออกมา
ในด้านการโปรดิวซ์เพลง หานเจวี๋ยยังจัดว่าเป็นสายดิบ เขาจึงถามมิวสิกไดเรกเตอร์อย่างนอบน้อม ว่าควรแสดงยังไงให้มีพลังมากขึ้น ถ้าใส่เอฟเฟกต์เสียงบางอย่างลงไปในการเรียบเรียงจะดีขึ้นไหม มิวสิกไดเรกเตอร์ที่เพิ่งฟังการซ้อมของหานเจวี๋ยไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่หวงวิชา ยินดีช่วยเขาเต็มที่
“เพลงที่นายเขียนนี่ใช้ได้เลยนะ” มิวสิกไดเรกเตอร์ชม
“ขอบคุณครับ” หานเจวี๋ยเมื่อถูกชมก็กล่าวขอบคุณตรงๆ แทนที่จะถ่อมตัวว่า “ไม่หรอกครับ” เพราะในเมื่อเขาเองก็พอใจกับผลงานชิ้นนี้มาก การตอบรับคำชมด้วยคำขอบคุณคือสิ่งที่เหมาะที่สุด
“ตอนนี้นายมีค่ายดูแลอยู่ใช่ไหม?” มิวสิกไดเรกเตอร์ถาม
“มีครับ”
“ใกล้หมดสัญญาหรือยัง?”
หานเจวี๋ยแค่ยิ้ม ไม่ได้ตอบตรงๆ
“นายมีอนาคตในสายแร็ปมากนะ”
“ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น” หานเจวี๋ยไม่ได้อธิบายว่า “ชั่วคราว” ที่ว่า หมายถึงอนาคต หรือหมายถึงอย่างอื่น
“นายลองพิจารณามาอยู่ค่ายฉันดูไหม” มิวสิกไดเรกเตอร์เอ่ยชวน
ผู้ช่วยที่นั่งทำงานอยู่ข้างๆ แอบเหลือบมองหานเจวี๋ยหนึ่งที ทุกปีมิวสิกไดเรกเตอร์คนนี้จะเลือกเด็กมีแววจากรายการ “ยูฮิปฮอป” ไปปั้นต่อ คนที่ถูกเลือกแต่ละปี ไม่มีใครไม่แจ้งเกิดในวงการแร็ป
แต่หานเจวี๋ยน่ะ เป็นไอดอลนะ
“ฉันพูดจริงนะ ไว้เราค่อยหาเวลาไปคุยกันอีกที” มิวสิกไดเรกเตอร์ยิ้มเชิญชวนหานเจวี๋ย
“ครับ ผมจะพิจารณาอย่างจริงจัง” หานเจวี๋ยพยักหน้า
มิวสิกไดเรกเตอร์ไม่พูดต่อเรื่องนี้ แต่หันกลับไปช่วยปรับการแสดงของหานเจวี๋ยต่อ
หานเจวี๋ยใช้เวลาจนครบหนึ่งชั่วโมงเต็ม กว่ากลุ่มต่อไปจะต้องเข้ามา เขาถึงได้ออกจากห้องอัด
ทุกอย่างจึงเหลือแค่รอการประเมินรอบที่สามในวันพรุ่งนี้
หานเจวี๋ยเดินออกจากสตูดิโอ คลื่นความร้อนก็พุ่งเข้าปะทะทันที ไม่นานเหงื่อก็ผุดขึ้นบนหน้าผาก
เขารับรู้ถึงความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ความรู้สึกของการทุ่มเททั้งตัวให้กับเรื่องหนึ่งเรื่องเดียวแบบนี้ ช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน
ทุกอย่างอยู่ในแผนทั้งนั้น