- หน้าแรก
- คนอื่นบำเพ็ญเซียน ส่วนข้าปลูกผัก
- บทที่ 36 - ผู้บำเพ็ญหญิงจะส่งผลต่อความเร็วในการทำนาของข้าเท่านั้น
บทที่ 36 - ผู้บำเพ็ญหญิงจะส่งผลต่อความเร็วในการทำนาของข้าเท่านั้น
บทที่ 36 - ผู้บำเพ็ญหญิงจะส่งผลต่อความเร็วในการทำนาของข้าเท่านั้น
บทที่ 36 - ผู้บำเพ็ญหญิงจะส่งผลต่อความเร็วในการทำนาของข้าเท่านั้น
༺༻
เมื่อมีผู้บำเพ็ญหญิงผู้อ่อนช้อยยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมเอ่ยคำเชิญไปที่บ้านด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด จะบอกว่าลู่เสวียนไม่มีความหวั่นไหวเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
เขาฝืนข่มความรู้สึกที่อยากจะลองดูไว้ภายในใจ แล้วเอ่ยปลอบแซ่วังว่า
"พี่สะใภ้อย่าได้กลัวไปเลย ท่านแน่ใจหรือว่าในบ้านมีเสียงประหลาดเกิดขึ้นจริงๆ?"
"ข้าได้ยินมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้วค่ะ เป็นเสียงที่ลี้ลับและน่ากลัวมาก ข้าได้ยินแล้วใจคอยังสั่นไม่หายเลยเนี่ย"
แซ่วังก้มหน้าลง มือขาวเนียนเรียวสวยทาบลงบนหน้าอก
ลู่เสวียนมองตามมือของนางไป และเห็นความขาวโพลนที่อวบอัดเต็มตา
"...พี่สะใภ้ ท่านจะเอาสิ่งนี้มาทดสอบนักปลูกพืชวิญญาณอย่างนั้นหรือ?"
เขาแอบพึมพำในใจ แล้วเอ่ยถามแซ่วังต่อว่า
"แล้วพี่หวังไม่ได้ทิ้งอาวุธวิเศษ ยันต์ป้องกันตัวไว้ให้พี่สะใภ้เลยหรือครับ? แล้วในสวนไม่ได้วางค่ายกลป้องกันอะไรไว้เลยหรือ?"
"มีทิ้งไว้ให้หมดเลยค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เสวียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ในเมื่อพี่หวังทิ้งอาวุธวิเศษ ยันต์ป้องกันตัวไว้ให้แล้ว แถมยังมีค่ายกลป้องกันอีก แล้วท่านยังจะมาหาข้าทำไมล่ะครับ?"
"ตบะของท่านอยู่ที่ระดับกลั่นลมปราณขั้นสอง ส่วนข้าอยู่ที่ขั้นสาม และเป็นเพียงนักปลูกพืชวิญญาณ ไม่สันทัดการต่อสู้ด้วยอาคม พละกำลังของพวกเราสองคนก็พอๆ กัน"
"ขออภัยด้วยที่ข้าคงช่วยอะไรท่านไม่ได้ ข้าแนะนำว่าพี่สะใภ้ควรจะไปหาพี่หวัง หรือไม่ก็อยู่แต่ในบ้าน อาศัยค่ายกลและอาวุธวิเศษรอจนกว่าพี่หวังจะกลับมาจะดีกว่า"
ลู่เสวียนกล่าวอย่างไม่เกรงใจ
"แต่ว่า... ข้าเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่คนเดียวที่บ้านแล้วมันกลัวนี่คะ... น้องลู่..."
แซ่วังกล่าวด้วยท่าทางหวาดหวั่น ดูน่าสงสารยิ่งนัก
"ปัง!"
สิ่งที่ตอบกลับนางคือเสียงปิดประตูสวน
แซ่วังยังไม่ยอมแพ้ นางยังคงอ้อนวอนอยู่หน้าสวนอีกสองสามครั้ง แต่ลู่เสวียนไม่หวั่นไหว เขาเดินกลับเข้าห้องไปโดยตรง
ไม่นานนัก ด้านนอกสวนก็กลับสู่ความเงียบสงบ
ลู่เสวียนเงี่ยหูฟังครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงใดๆ นานแล้ว เขาจึงค่อยเบาใจลง
เขาไม่อาจแน่ใจได้ว่าสิ่งที่แซ่วังพูดนั้นจริงหรือเท็จ
หากเป็นเรื่องจริง ที่บ้านนางมีเสียงประหลาดเกิดขึ้นจริงๆ การเข้าไปอาจทำให้เขาตกอยู่ในอันตราย และการอยู่กันตามลำพังชายหญิงในห้องเดียวกัน หากหวังซานกลับมาเจอเข้าก็คงยากจะอธิบาย
หากเป็นเรื่องเท็จ การที่แซ่วังทำแบบนี้ย่อมมีจุดประสงค์ที่จะยั่วยวนเขา หรือไม่ก็มีแผนการร้ายบางอย่างกับเขาแน่ๆ
ซึ่งความเป็นไปได้ที่มันจะเป็นเรื่องเท็จนั้นมีมากกว่าเรื่องจริงมากนัก เพราะไม่มีเหตุผลเลยที่นางจะไม่ไปหาบุรุษผู้เป็นสามีที่มีตบะถึงระดับกลั่นลมปราณขั้นห้า แต่กลับมาขอความช่วยเหลือจากผู้บำเพ็ญคนแปลกหน้าที่มีตบะเพียงระดับขั้นสาม
"เหอะ ผู้บำเพ็ญหญิง!"
"จะส่งผลต่อความเร็วในการทำนาของข้าเท่านั้นแหละ!"
ลู่เสวียนเย้ยหยันออกมาประโยคหนึ่ง แล้วสลัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากหัว
สองสามวันต่อมา สถานการณ์ยังคงเงียบสงบ
จากการสังเกตตามปกติของลู่เสวียน ทั้งหวังซานและแซ่วังไม่มีท่าทีผิดปกติอะไร และไม่ได้มาหาเขาอีกเลย
ไม่รู้ว่านางจัดการเสียงประหลาดที่ว่านั่นไปได้แล้ว หรือเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่นางอุปโลกน์ขึ้นมาเอง
เมื่อไม่มีใครมารบกวน ลู่เสวียนก็ยินดีกับความสงบสุขนี้ ในทุกวันเขาจะเพาะปลูกพืชวิญญาณ และมองดูปลาคาร์ปหนวดแดงสามตัวแย่งชิงข้าววิญญาณที่ริมสระน้ำพุวิญญาณ
เขายังคอยแหย่ลูกแมวป่าเหยียบเมฆอยู่เป็นระยะ ลูกสัตว์บางครั้งก็จะร้องออกมา ยังคงเป็นเสียงบีบที่แฝงไปด้วยความแหบพร่าและทรงพลังเช่นเคย
ผ่านไปไม่กี่วัน ภายใต้การดูแลอย่างประณีตของลู่เสวียน ก็มีหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณอีกสี่ต้นเข้าสู่ช่วงสุกงอมเต็มที่
ในจำนวนนั้น สองต้นเป็นคุณภาพดีเยี่ยม หนึ่งต้นเป็นคุณภาพระดับสูง และอีกหนึ่งต้นเป็นคุณภาพสมบูรณ์แบบ
จากการที่หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณสุกงอมไปสิบสามต้นแล้ว ลู่เสวียนก็มองออกว่า การจะได้หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพสมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เขาถามตัวเองแล้วว่าเขาได้ทุ่มเทดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ทว่าโอกาสที่จะได้คุณภาพสมบูรณ์แบบก็ยังถือว่าน้อยอยู่ดี
หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณสี่ต้นมอบลูกแสงสีขาวที่กะพริบวิบวับอยู่สี่ลูก
"เก็บเกี่ยวหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณหนึ่งต้น ได้รับตบะหกเดือน"
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านหัว พลังวิญญาณในร่างกายลู่เสวียนพุ่งสูงขึ้นอีกช่วงหนึ่ง ตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นห้ามั่นคงยิ่งขึ้น
"เก็บเกี่ยวหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณหนึ่งต้น ได้รับยันต์ระเบิดเพลิงระดับหนึ่ง"
หลังจากดูดซับลูกแสงสีขาว ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านหัวของลู่เสวียน
ยันต์สีแดงเพลิงใบหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขา บนยันต์มีลวดลายประหลาดสลักอยู่ เมื่อนำมาต่อกันจะดูคล้ายกับเปลวไฟที่กำลังลุกโชน ยามถือไว้ในมือจะสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจางๆ
ลู่เสวียนเก็บมันเข้าถุงเก็บของ
ของอย่างยันต์เขาไม่เคยนึกรังเกียจว่ามันเยอะเกินไป แม้ยันต์ระดับหนึ่งจะเทียบเท่าการโจมตีเพียงครั้งเดียวของผู้บำเพ็ญระดับกลั่นลมปราณช่วงต้นหรือกลาง และมีพลังทำลายที่จำกัด ทว่าหากมีจำนวนมากพอและใช้ออกพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ตอนที่ฉินหมิงระดับกลั่นลมปราณขั้นสี่มาลอบโจมตีคราวก่อน ยันต์จำนวนมากที่เขาสะสมไว้ก็ได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
"เก็บเกี่ยวหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณหนึ่งต้น ได้รับอาคมชักนำปฐพี"
ความคิดแล่นผ่านหัว ลู่เสวียนมีความเข้าใจในหลักการ ความเร็วในการร่าย และการควบคุมอาคมชักนำปฐพีลึกซึ้งยิ่งขึ้น ราวกับว่าเขาได้ร่ายอาคมนี้มาแล้วนับพันครั้งในชั่วพริบตาเดียว
เขาสัมผัสได้รางๆ ว่าการควบคุมอาคมชักนำปฐพีของเขาบรรลุแล้ว
เขาสามารถเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศได้ตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วเท่าเม็ดทราย และหากมีพลังวิญญาณเพียงพอ ก็ถึงขั้นสามารถทำให้เปลือกโลกสั่นสะเทือนได้เลยทีเดียว
ยันต์และอาคมที่ได้จากสองต้นคุณภาพระดับสูงนั้นไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของลู่เสวียนนัก
เขาก้มลงมองลูกแสงสีขาวลูกสุดท้าย ลูกแสงนี้ทิ้งไว้โดยหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพสมบูรณ์แบบต้นนั้น ลู่เสวียนจึงมีความคาดหวังกับมันมากขึ้นไปอีก
"เก็บเกี่ยวหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณหนึ่งต้น ได้รับสมบัติระดับหนึ่ง ลูกปัดอัสนีเพลิง"
ลูกแสงสีขาวหายวับไป ลูกปัดขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่เสวียน
ลูกปัดมีสีแดงเพลิง บนพื้นผิวมีลวดลายละเอียดสีแดงเข้มจำนวนมาก ภายในมองเห็นสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่รางๆ
"ลูกปัดอัสนีเพลิง สมบัติระดับหนึ่ง เมื่อใช้ออกจะสามารถปลดปล่อยพลังอัสนีเพลิงที่เชี่ยวกรากออกมาได้ในพริบตา"
"พลังอัสนีเพลิงภายในลูกปัดมีจำนวนครั้งในการใช้งานที่จำกัด เมื่อใช้จนหมดแล้วสามารถนำไปประจุพลังใหม่ได้ในสภาพแวดล้อมพลังวิญญาณพิเศษบางประเภท"
"สมบัติประเภทใช้แล้วหมดไป แต่ยังสามารถประจุพลังอัสนีเพลิงซ้ำได้อีก ทว่าดูท่าแล้วคงยากที่จะหาสถานที่ที่เหมาะสำหรับการประจุพลังใหม่"
ลู่เสวียนแอบคิดในใจพลางจ้องมองลูกปัดอัสนีเพลิงในอุ้งมือ
ลูกปัดอัสนีเพลิงเม็ดนี้ต่างจากอาวุธวิเศษทั่วไปที่ทนทานต่อการใช้งาน แม้จะเป็นประเภทใช้แล้วหมดไปแต่ก็ต่างจากยันต์ที่ใช้ได้ครั้งเดียว เพราะมันใช้ได้หลายครั้งกว่า และยังสามารถประจุพลังเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำได้
สิ่งนี้เองที่ทำให้มูลค่าของมันสูงกว่ายันต์ในระดับเดียวกันมากนัก
"สมกับที่เป็นพืชวิญญาณคุณภาพสมบูรณ์แบบ หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่ไม่มีระดับแท้ๆ กลับเปิดลูกแสงออกมาได้สมบัติระดับหนึ่งเช่นนี้"
ก่อนหน้านี้ คมเงินแยกที่เป็นอาวุธวิเศษระดับหนึ่ง เขาต้องเก็บสะสมหลังจากเปิดผลจันทร์เสวยมาหลายผลจึงจะได้มาสมบูรณ์ ส่วนลูกปัดอัสนีเพลิงตรงหน้านี้ แม้มูลค่าจะด้อยกว่าคมเงินแยกเล็กน้อย แต่มันกลับได้มาจากหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณเพียงต้นเดียวที่สุกงอม
เห็นได้ชัดถึงความสำคัญของพืชวิญญาณคุณภาพสมบูรณ์แบบแล้ว
ลู่เสวียนได้รับหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพสมบูรณ์แบบจากพืชชุดที่สุกงอมนี้เพียงสี่ต้นเท่านั้น
ในจำนวนนั้น ต้นหนึ่งมอบตบะให้เขาหนึ่งปี อีกต้นมอบยันต์ระดับสองอย่างยันต์ปราณกระบี่หมื่นวิถี อีกต้นมอบของเหลวต้นกำเนิดวิญญาณหญ้าที่บรรจุแก่นพฤกษาไว้มากมาย
และต้นใหม่นี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เปิดออกมาได้สมบัติอย่างลูกปัดอัสนีเพลิงเม็ดนี้
เมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณคุณภาพอื่นๆ ตบะที่ได้รับจะแบ่งตามคุณภาพเป็นสามเดือน หกเดือน เก้าเดือนตามลำดับ ส่วนอย่างอื่นส่วนใหญ่จะเป็นยันต์ระดับหนึ่ง อาคมที่ไม่มีระดับ และสิ่งที่ดีที่สุดคืออาคมระดับหนึ่งอย่างเคล็ดกระบี่ทองคำเกิง
"ต้องพยายามทำนาให้หนักขึ้นไปอีก ไม่ได้โลภรางวัลระดับสมบูรณ์แบบอะไรหรอกนะ"
"แค่ต้องการสัมผัสกับความสำเร็จที่หนักอึ้งหลังจากตรากตรำทำงานหนักมาเท่านั้นแหละ"
ลู่เสวียนเก็บลูกปัดอัสนีเพลิงเข้าถุงเก็บของพลางตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่
༺༻