- หน้าแรก
- คนอื่นบำเพ็ญเซียน ส่วนข้าปลูกผัก
- บทที่ 28 - เพื่อนบ้านใหม่
บทที่ 28 - เพื่อนบ้านใหม่
บทที่ 28 - เพื่อนบ้านใหม่
บทที่ 28 - เพื่อนบ้านใหม่
༺༻
ภายในห้อง
ลู่เสวียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ โคจรวิชาฝึกตน พลังวิญญาณไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย
หลังจากผ่านไปหนึ่งรอบลัดฟ้า เขาก็ค่อยๆ พ่นลมปราณขุ่นออกมา
แม้ว่าการพากเพียรฝึกตนหลายวันของเขา จะเทียบไม่ได้กับรางวัลตบะที่ได้จากหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณต้นเดียว แต่ลู่เสวียนก็ยังคงฝึกฝนอย่างไม่ลดละ
เพียงแต่พลังงานส่วนใหญ่ทุ่มเทไปกับการดูแลเพาะปลูกพืชวิญญาณและสัตว์อสูรวิญญาณ ส่วนการฝึกวิชาและอาคมนั้นรองลงมา
นับตั้งแต่เขาย้ายมาที่ลานบ้านใหม่ก็ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าแล้ว ในช่วงเวลานี้เขาน้อยครั้งที่จะออกจากบ้าน ทุ่มเทใจให้กับการเพาะปลูกพืชวิญญาณเพียงอย่างเดียว
ทุกสิ่งในทุ่งนาวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่น้อย
ปลาคาร์ปหนวดแดงสามตัวในน้ำพุวิญญาณเติบโตขึ้นประมาณสองนิ้ว หนวดแดงเรียวยาวนั้นยิ่งยาวขึ้นไปอีกครึ่งฉื่อกว่า เมื่อพุ่งออกมาตกแมลงจากน้ำ สามารถยืดออกไปได้ยาวถึงห้าฉื่อกว่าในชั่วพริบตา
กิ่งก้านและใบของหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณหนึ่งร้อยต้นเติบโตขึ้นมาก บนใบเรียวยาวสีเขียวมรกตเริ่มมีจุดแสงเรืองรองปรากฏขึ้นทีละน้อย เมื่อถึงช่วงดึกสงัด แสงเรืองรองนับไม่ถ้วนราวกับดวงดาวดวงจ้อยทั่วท้องฟ้า กะพริบวิบวับอยู่จางๆ
โสมหยกโลหิตโผล่พ้นดินวิญญาณออกมาส่วนหนึ่ง ดูเหมือนก้อนหยกที่เพิ่งจะขุดออกมา มีความใสกระจ่าง
หลังจากที่โสมวิญญาณเติบโตออกมาแล้ว ความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกมันก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก หากไม่ระวังเพียงนิด ไม่ว่าจะไปมั่วสุมอยู่ด้วยกัน หรือจะวิ่งไปที่ส่วนของหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณ ทำให้ลู่เสวียนต้องคอยเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา
สนเมฆาแดงแอบออกผลสนเล็กๆ มาห้าผล ปรากฏให้เห็นรางๆ ท่ามกลางใบสนสีแดงละเอียด เผยให้เห็นมุมแหลมเล็กน้อย
หญ้ากระบี่เติบโตจนมีขนาดเท่ากับคมเงินแยกแล้ว ความต้องการต่อปราณกระบี่ก็ยิ่งมากขึ้น ลู่เสวียนต้องปลดปล่อยอาคมเคล็ดกระบี่ทองคำเกิงให้แก่มันหนึ่งชุดในทุกๆ หนึ่งชั่วยาม
ในดินวิญญาณข้างกายบางครั้งจะเห็นรอยแยกเล็กๆ นั่นคือผลลัพธ์ที่เกิดจากรังสีปราณกระบี่ที่กระจายออกมาจากหญ้ากระบี่
ส่วนหลินจือกระดูกมืด เส้นใยเชื้อราสีแดงเข้มจำนวนนับไม่ถ้วนได้พันรอบไม้ผุไว้จนแน่นขนัด แทบไม่เหลือช่องว่าง
"ไม้ผุถูกเส้นใยเชื้อราสีแดงเข้มดูดซับไปจนเกือบหมดแล้ว ดูท่าจะต้องไปหามาเพิ่มอีกสักสองสามท่อน ไม่อย่างนั้นการเติบโตของหลินจือกระดูกมืดจะได้รับผลกระทบ"
ลู่เสวียนพึมพำกับตัวเอง
"พอดีเลย ถือโอกาสที่ออกไปข้างนอกครั้งนี้เดินดูตลาดสักหน่อย ดูว่าจะมีสัตว์อสูรวิญญาณที่น่าสนใจ หรือเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ยังไม่รู้จักหรือไม่"
เขาเดินออกจากประตูสวน ภายใต้แสงแดดที่แผดจ้า เขาหรี่ตาลงอย่างไม่ค่อยคุ้นเคยนัก
"สหายลู่เสวียน ในที่สุดวันนี้เจ้าก็ออกจากสวนมาเสียที นับเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ"
จากสวนตรงข้าม มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
ลู่เสวียนมองตามเสียงไป เห็นผู้บำเพ็ญวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ เมื่อเห็นลู่เสวียนออกมา ก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา
"สหายหวังซาน สวัสดี"
ลู่เสวียนทักทายออกไป
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนชื่อหวังซาน อาศัยอยู่ข้างบ้านของลู่เสวียนพอดี หลังจากที่เขาพึ่งย้ายมา อีกฝ่ายยังเคยมาเยี่ยมเยียนที่สวนครั้งหนึ่ง
หวังซานมีตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นห้า เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเล็กๆ ในตลาดผู้บำเพ็ญ ในยามว่างเขามักจะชอบไปผ่อนคลายในหอคณิกา
"สหายลู่เสวียน การปิดตัวอยู่ในบ้านแบบนี้มันไม่ได้การนะ วันไหนไปเที่ยวเล่นกับอาหวังของเจ้าสักหน่อย ข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเอง"
หวังซานกล่าวหยอกล้อลู่เสวียน
ลู่เสวียนแสดงท่าทีเคอะเขินออกมาอย่างถูกจังหวะ พร้อมโบกมือปฏิเสธ
"ขอบคุณในความหวังดีของสหายหวัง แต่ด้วยตบะอันน้อยนิดระดับกลั่นลมปราณขั้นต่ำของข้า หากเข้าไปในหอคณิกา ไม่ใช่ว่าจะถูกนางแม่มดทั้งหลายรุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกหรอกหรือ?"
หลังจากที่ลู่เสวียนย้ายมาไม่นาน เขาก็ควบคุมอาคมซ่อนกลิ่นอาย แสดงระดับตบะอยู่ที่กลั่นลมปราณขั้นสาม
อย่างไรก็ตาม มีผู้บำเพ็ญระดับกลั่นลมปราณช่วงกลางอาศัยอยู่แถวนี้ไม่น้อย หากเขายังคงรักษาระดับไว้ที่กลั่นลมปราณขั้นสอง ย่อมจะกลายเป็นที่สะดุดตาเกินไป
กลั่นลมปราณขั้นสาม แม้จะยังต่ำต้อยอยู่ แต่ก็ดูเป็นปกติขึ้นมาบ้าง
ส่วนเรื่องหอคณิกา คำพูดนี้ของเขาก็ไม่ได้ผิดนัก ผู้บำเพ็ญหญิงในนั้นล้วนฝึกฝนวิชาเสน่ห์ต่างๆ และรู้วิธีเอาใจลูกค้า แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกดูดซับพลังวิญญาณและแก่นโลหิตไปโดยไม่รู้ตัว
และที่สำคัญที่สุดคือ การเข้าไปเพียงเพื่อฟังเพลงนั้นไม่เท่าไหร่ แต่หากต้องการสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ศิลาวิญญาณที่ต้องเสียไปนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย
"เจ้าเนี่ยช่างไร้รสนิยมสิ้นดี พวกเราฝึกตนเพื่อให้ได้พลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อหาความสุขหรอกหรือ?"
หวังซานเดาะลิ้น ความกระตือรือร้นหายไปในทันที
"สหายมีตบะแก่กล้า ย่อมสามารถรับมือกับนางแม่มดเหล่านั้นได้ย่อมเป็นเรื่องดี"
"ส่วนข้านั้น ไม่ชอบเรื่องลมพัดจันทรา (เรื่องกามารมณ์) แต่ชอบอยู่เป็นเพื่อนกับพืชวิญญาณและสัตว์อสูรวิญญาณมากกว่า คนเราย่อมมีความปรารถนาที่ต่างกันไป!"
"ก็จริง ไม่บังคับเจ้าแล้ว วันไหนเจ้าเปลี่ยนใจขึ้นมาก็บอกข้าสักคำ ข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเอง ข้าออกศิลาวิญญาณให้เอง"
ทั้งสองคนแยกทางกันตรงนั้น หวังซานเดินโซเซกลับเข้าไปในสวนของตนเอง
ลู่เสวียนเดินหน้าต่อไป เมื่อผ่านสวนแห่งหนึ่ง ภายในมีกลิ่นสุราที่เข้มข้นโชยออกมา
เจ้าของสวนลู่เสวียนก็เคยพบหน้ามาบ้าง เป็นผู้บำเพ็ญระดับกลั่นลมปราณขั้นสี่คนหนึ่ง ทั้งสามมื้อต่อวันขาดสุราไม่ได้ และยังฝึกฝนจนมีความสามารถในการหมักสุราวิญญาณด้วยตัวเอง
หลังจากที่รู้ฐานะนักปลูกพืชวิญญาณของลู่เสวียน เขายังเคยไล่ถามลู่เสวียนว่าได้ปลูกพืชวิญญาณที่สามารถนำมาหมักสุราวิญญาณได้หรือไม่ หลังจากลู่เสวียนปฏิเสธไปเขาจึงเลิกราไป
เมื่อลู่เสวียนเพิ่งเข้าพักในลานบ้าน เขาก็ดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นและการสอดแนมจากผู้บำเพ็ญรอบข้างมาบ้าง เมื่อเห็นตบะระดับต่ำของลู่เสวียน และรับรู้ว่าเขาเป็นเพียงนักปลูกพืชวิญญาณธรรมดา การสอดแนมเหล่านั้นจึงค่อยๆ จางหายไป
ตลาดผู้บำเพ็ญอิสระอยู่ไม่ไกลจากลานบ้านใหม่ ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ลู่เสวียนก็มาถึงตลาดแล้ว
ในตลาด ผู้คนเดินขวักไขว่ ได้ยินเสียงร้องเรียกของเจ้าของแผงต่างๆ อยู่เป็นระยะ
"เดินผ่านมาอย่าได้พลาดเชียว อาวุธวิเศษชั้นยอดมีทุกอย่าง มีเพียงสิ่งที่เจ้าคิดไม่ถึง ไม่มีสิ่งที่เจ้าหาไม่เจอ"
"เนื้ออสุราสดๆ เพิ่งจะล่ามาจากทุ่งร้าง เลือดยังไม่ทันแห้ง ซื้อไปสักชั่งสองชั่ง มีค่าเท่ากับการฝึกตนถึงครึ่งเดือน!"
"รับซื้ออาวุธวิเศษมือสอง ค่ายกลมือสอง ยันต์ที่ชำรุดในราคาสูง นอกจากนี้ยังรับซื้อสมบัติแปลกประหลาดและวัสดุที่ไม่รู้จักทุกชนิด"
ลู่เสวียนเดินช้าๆ ในตลาด ส่ายหัวไปมาไม่หยุดเพื่อสังเกตสินค้าบนแผง
แผงส่วนใหญ่จะวางทรัพยากรหลักในการฝึกตนของโลกแห่งการบำเพ็ญ เช่น อาวุธวิเศษ วัสดุจากอสุรา สมุนไพรวิญญาณ ยันต์ และโอสถ เป็นต้น
ส่วนเมล็ดพันธุ์วิญญาณที่ลู่เสวียนต้องการ หรือไข่สัตว์อสูรและลูกสัตว์อสูรนั้นมีน้อยมาก นานๆ ครั้งจะเห็นวางขายพ่วงมาด้วย แทบไม่มีแผงไหนที่วางขายพวกมันโดยเฉพาะ
ทันใดนั้น เขาก็หยุดฝีเท้า และมาที่หน้าแผงแห่งหนึ่ง
เจ้าของแผงเป็นหญิงสาวระดับกลั่นลมปราณขั้นสองคนหนึ่ง หน้าตาธรรมดา ผิวมีสีเบญจรงค์ที่ดูสุขภาพดี เมื่อเห็นลู่เสวียนกวาดสายตามองสินค้าบนแผงของตน ก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที
"สหายท่านนี้สวัสดี ข้ามีขนของนกอสุราหลายชนิด และยังมีไข่นกอสุราที่เตรียมมาเป็นพิเศษ ภายในมีพลังวิญญาณเข้มข้น รสชาติเยี่ยมนัก ท่านสนใจสักหน่อยไหม?"
ลู่เสวียนส่ายหน้า ชี้ไปที่กรงสีดำที่มุมแผงแล้วถามว่า
"ลูกนกอสุราในนี้ขายอย่างไร?"
ในกรง มีนกตัวจ้อยหลายตัวที่มีสีสันเบญจรงค์ ขนสวยสด หนาและแน่น เผยให้เห็นเพียงกรงเล็บนกที่มีลายขาวดำคู่หนึ่ง
"อ้อ ไก่เบญจรงค์พวกนี้หรือ? นี่ข้าได้มาจากรังนกในภูเขาลึก สามารถนำมาฝึกให้เชื่องและเลี้ยงได้ หลังจากโตเต็มวัยอาจจะออกไข่วิญญาณได้ หากไม่ได้ผลก็นำมาแกงกินได้เลย เนื้อมีรสชาติโอชะนัก"
หญิงสาวแนะนำให้ลู่เสวียนฟัง
"หากเลี้ยงไก่เบญจรงค์พวกนี้ จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัย?"
"สองปีครึ่ง"
......
༺༻