- หน้าแรก
- วิถีปรมาจารย์สวรรค์ไท่ชิง
- ตอนที่ 38 ชาวนาผู้โอหัง
ตอนที่ 38 ชาวนาผู้โอหัง
ตอนที่ 38 ชาวนาผู้โอหัง
ตอนที่ 38 ชาวนาผู้โอหัง
เซียนพยากรณ์เพิ่งเคยดื่มเหล้าที่เลิศรสเช่นนี้เป็นครั้งแรก เหล้าที่ตนเคยดื่มมาในอดีตมันก็แค่ของขยะชัดๆ!
เซียนพยากรณ์กล่าวว่า “เป็นเหล้าที่น่าสนใจจริงๆ เฉินจอมขี้เหนียว เหล้านี้มีชื่อไหม?”
เฉินจอมขี้เหนียวเริ่มดีดลูกคิดของเขาอีกครั้ง พลางดีดพลางพูดว่า “เหล้านี้ชื่อว่า”ลืมทุกข์" ทำมาจากน้ำในแม่น้ำไน่เหอ ดอกไม้จากฝั่งปี่อั้น ผสมกับน้ำจากรากไม้ และยังเพิ่มความลุ่มหลงจากชายหญิงโฉดเขลานับสามพันคน เจ้าว่าล้ำค่าไหมล่ะ?”
เซียนพยากรณ์กลอกตาไปมา ไอ้เจ้าคนขี้เหนียวคนนี้ ส่วนแรกคงจะเป็นเรื่องจริงแน่ ส่วนหลังจากนั้น ใครจะไปรู้ว่าจริงหรือเท็จ
เซียนพยากรณ์มองไปที่เถ้าแก่ร้านยา เห็นว่าคนนี้น่าจะพึ่งพาได้มากกว่า เถ้าแก่ร้านยาลูกยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ บางทีเจ้าคนขี้เหนียวอาจจะพูดจริงก็ได้”
เถ้าแก่ร้านยามองเฉินจอมขี้เหนียวที่กำลังดีดลูกคิดแล้วถามว่า “เจ้ารู้ไหมว่าของสิ่งนั้นที่หลุดออกมาจากเขตต้องห้ามตอนนี้อยู่ที่ไหน ตอนนั้นข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเพียงครู่เดียวแล้วมันก็หายไปเลย”
เฉินจอมขี้เหนียวไม่เงยหน้าขึ้นเลยแล้วกล่าวว่า “อยู่กับนังหนูน้อยแห่งลานบ้านดอกท้อนั่นไง ก็คือเด็กกะโปโลท่าทางอ้อนแอ้นตรงนั้นน่ะ”
เถ้าแก่ร้านยาเงยหน้ากวาดสายตามองไป ทางทิศเหนือมีหญิงสาววัยกลางคนพากับเด็กหนุ่มอ้อนแอ้นคนหนึ่งมาด้วย แต่ก็ไม่ได้เป็นเด็กกะโปโลอย่างที่เฉินจอมขี้เหนียวว่า
เถ้าแก่ร้านยามองไปที่ข้อมือของเด็กหนุ่มคนนั้น ที่นั่นมีวงมาลัยดอกไม้สวมอยู่ เด็กหนุ่มผู้นั้นรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังแอบมอง จึงมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด
เซียนพยากรณ์ถามเฉินจอมขี้เหนียวว่า “เจ้าไม่สนใจของสิ่งนั้นหรือ มันไม่เหมือนเจ้าเลยนะ”
เฉินจอมขี้เหนียวเงยหน้ามองเซียนพยากรณ์แวบหนึ่ง: “เสียแรงที่เป็นสืบทอดสายวิชาเซียนพยากรณ์ เจ้าไม่รู้จักเจ้าคนถ่อยนั่นหรือ? ลานบ้านดอกท้อนั่นข้าไม่กล้าไปยุ่งหรอก คนคนนั้นหากลงมือ ข้ามีเก้าชีวิตก็ไม่พอให้เขาฟัน”
เฉินจอมขี้เหนียวมองไปยังเงาจอมมารยักษ์ แล้วถามว่า: “พวกเจ้าว่าไอ้สิ่งชั่วร้ายนั่นมันสิงอยู่ในร่างของใคร?”
เถ้าแก่ร้านยากล่าวว่า “เดี๋ยวเริ่มสู้กันก็รู้เองแหละ!”
ยุคสมัยที่สิ่งชั่วร้ายบางอย่างดำรงอยู่นั้นไม่อาจคาดเดาได้ สิ่งนี้ดูเหมือนจะฆ่าไม่ตายและไม่มีวันดับสูญ ทุกครั้งที่มันปรากฏตัวล้วนหมายถึงมหันตภัย
ซิ่วไฉเฒ่าไม่มีวันยอมให้สิ่งนี้ปรากฏสู่โลกภายนอกเด็ดขาด รวมถึงชายขาเป๋ใต้ต้นไทรนั่นด้วย
แต่ก็มักจะมีคนอยากจะพลิกฟ้าดิน ทำให้สิ่งมีชีวิตต้องทุกข์เข็ญ
ความดีและความชั่วไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร บางอย่างย่อมต้องมีคนไปยืนหยัดปกป้อง เพื่อทิ้งแผ่นดินบริสุทธิ์ไว้ให้แก่โลกนี้บ้าง
ชาวนาเฒ่าคนหนึ่ง แบกจอบมาด้วย จูงเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เด็กหญิงคนนั้นมัดผมแกละสองข้างตั้งตระหง่าน ใบหน้าแดงระเรื่อ ดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
ไม่มีใครกล้าดูแคลนชาวนาเฒ่าคนนี้ ในสถานที่แห่งนี้ ความไม่รู้นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
เถ้าแก่ร้านยาคิดในใจว่า เจ้าเฒ่านี่ไม่ตายจริงๆ สินะ ช่างเป็นพวกที่แผ่นกระดานโลงศพหนาแค่ไหนก็กดไว้ไม่อยู่จริงๆ
ชาวนาเฒ่าเดินมาทางพวกเถ้าแก่ร้านยา เฉินจอมขี้เหนียวรีบเก็บลูกคิดของตนทันที ราวกับกลัวจะถูกแย่งไป
ชาวนาเฒ่ามองมาที่เถ้าแก่ร้านยา แล้วถามว่า “ยังไม่ตายอีกหรือ?”
เถ้าแก่ร้านยากล่าวว่า “ใกล้แล้วล่ะ แล้วเจ้าล่ะ?”
ชาวนาเฒ่ากล่าวว่า “นอนนานไปหน่อย เลยออกมาเดินเล่นสักสองวัน ไม่แน่ว่าอีกสองวันก็อาจจะตายแล้ว”
การสนทนาของทั้งคู่ช่างประหลาดนัก ไม่ถามสารทุกข์สุกดิบ กลับถามกันว่าตายหรือยัง
ชาวนาเฒ่ามองมาที่เฉินจอมขี้เหนียวแล้วกล่าวว่า “ลูกคิดของเจ้าไม่เลว แต่ข้าไม่สนใจหรอก ช่วยข้าดูเด็กคนนี้หน่อย”
น้ำเสียงของเขาไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ราวกับจักรพรรดิสั่งการข้าราชบริพาร
เฉินจอมขี้เหนียวพยักหน้าตามสัญชาตญาณ บนหน้าผากถึงกับมีเหงื่อเย็นซึมออกมา
เด็กหญิงที่มัดผมแกละสองข้างคนนั้นกลับนั่งลงข้างๆ เฉินจอมขี้เหนียวทันที ไม่ร้องไม่โยเย ดูว่าง่ายมาก
เฉินจอมขี้เหนียวหยิบลูกกวาดกองโตออกมาจากที่ไหนไม่รู้ ยื่นให้เด็กหญิงแล้วถามว่า “เจ้าชื่ออะไรล่ะ?”
เด็กหญิงมองเฉินจอมขี้เหนียวด้วยสายตาราวกับมองคนปัญญาอ่อน แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่กินลูกกวาด เด็กๆ เท่านั้นแหละที่กินลูกกวาด”
ใบหน้าของเฉินจอมขี้เหนียวกระตุกไปหนึ่งที แล้วถามว่า “แล้วเจ้าชอบอะไรล่ะ?”
เด็กหญิงกอดอก สะบัดตัวหนี แล้วพ่นลมหายใจขึ้นจมูกหนึ่งครั้ง ท่าทางนั้นแสดงออกชัดเจนว่า "ท่านหญิงโกรธแล้วนะ"
เถ้าแก่ร้านยาหยิบน้ำเต้าเล็กๆ ออกมา ยื่นให้เด็กหญิง เด็กหญิงยิ้มแก้มปริรับไป เปิดจุกออกแล้วดื่มอึกๆ เข้าไปหลายคำ
เรื่องนี้ทำเอาเฉินจอมขี้เหนียวอึ้งไปเลย เหล้านั่นเขาก็เพิ่งเป็นคนส่งให้เถ้าแก่ร้านยาเอง
ในใจคิดว่าที่บอกว่าเด็กๆ ไม่กินลูกกวาดน่ะเข้าใจได้ แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกนี่นาว่าเด็กๆ ต้องดื่มเหล้า วงจรสมองของเด็กคนนี้ทำเอาเฉินจอมขี้เหนียวไปไม่เป็นในทันที
เฉินจอมขี้เหนียวถามว่า “ท่านรู้จักท่านผู้นั้นหรือ?”
เถ้าแก่ร้านยากล่าวว่า “พูดไม่ได้ ดูแลเด็กคนนี้ให้ดีก็พอแล้ว”
เฉินจอมขี้เหนียวว่าง่ายมาก เขาจึงเอาลูกคิดของตนออกมา ยื่นให้เด็กหญิงดู สายตาของเด็กหญิงมองเขาเหมือนมองคนปัญญาอ่อนอีกครั้ง จากนั้นนางก็ดื่มเหล้าต่อ แล้วล้วงเอาหินก้อนหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนท้องฟ้าที่มีดวงดาวพราวระยับออกมาจากอกเสื้อ
ลูกคิดที่เฉินจอมขี้เหนียวภาคภูมิใจนักหนาพลันดูไร้ค่าไปทันที อ้าปากค้างอยู่นานจนหุบไม่ลง
ในมือของเด็กหญิงคือ "หินดวงดาว" ทั้งก้อน หินดวงดาวเชียวนะ! ต่อให้เป็นสำนักใหญ่ ราชวงศ์ หรือตระกูลที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ใช่ว่าจะหาหินดวงดาวชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาได้
เฉินจอมขี้เหนียวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ในใจเริ่มหวั่นวิตก เมื่อเด็กหญิงหยิบหินดวงดาวออกมา สายตาของคนจำนวนมากก็จ้องมองมาทันที เฉินจอมขี้เหนียวยิ่งลนลานเข้าไปใหญ่
เฉินจอมขี้เหนียวรีบให้เด็กหญิงเก็บมันไว้ นี่มันคือบรรพบุรุษน้อยจริงๆ
เจ้าเล่นเอาออกมาแบบนี้ ไม่กลัวถูกชิงไปหรืออย่างไร
เด็กหญิงโยนหินดวงดาวในมือเล่นไปมา แล้วมองไปยังสายตาที่ละโมบเหล่านั้นพลางกล่าวว่า “ท่านปู่บอกว่า เอาไอ้นี่ขว้างใส่คนมันเจ็บมากเลยนะ! เจ้าอยากลองไหมล่ะ?”
พูดพลางยื่นหินดวงดาวให้เฉินจอมขี้เหนียว
นี่มันเด็กแสบจากบ้านไหนกัน เอาหินดวงดาวมาขว้างใส่คน เฉินจอมขี้เหนียวปวดใจเหลือเกิน เขารู้สึกว่าตับไตไส้พุงสั่นสะเทือนไปหมด ไอ้เจ้าหินนี่แค่เศษที่เหลือจากการเจียระไนก็สร้างอาวุธที่ไร้คู่เปรียบได้แล้ว เจ้ากลับเอาชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาขว้างคนเล่น
เฉินจอมขี้เหนียวเริ่มใจฝ่อ เด็กแสบคนนี้ข้าปกป้องไม่ไหวหรอก จึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากเถ้าแก่ร้านยา
เถ้าแก่ร้านยาเห็นสีหน้าของเฉินจอมขี้เหนียวก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า: “ไม่ต้องกังวล มีข้าอยู่ เจ้าจะลองเอาไอ้นั่นขว้างใส่คนดูบ้างก็ได้นะ คงจะสะใจพิลึก”
เฉินจอมขี้เหนียวเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ทำได้จริงๆ หรือ?”
เถ้าแก่ร้านยาพยักหน้าเบาๆ
เมื่อมองดูเด็กหญิงที่มัดผมแกละสองข้างและกำลังดื่มเหล้าคนนี้ ในใจเขาก็มีความสุขมาก
เฉินจอมขี้เหนียวรับหินดวงดาวมาจากมือเด็กหญิง มันหนักมาก เขาต้องรีบโคจรพลังถึงจะพอถือไว้ได้
เฉินจอมขี้เหนียวด่าตัวเองในใจว่าช่างโง่เง่า คนที่สามารถถือหินดวงดาวหนักขนาดนี้แล้วโยนเล่นไปมาได้ จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร
เฉินจอมขี้เหนียวมองหินดวงดาวอยู่ครู่หนึ่งก็ส่งคืนให้เด็กหญิง เด็กหญิงรับไปมือเดียวแล้วใส่ไว้ในอกเสื้อ
เฉินจอมขี้เหนียวตาค้างอีกรอบ ในใจคิดว่าไอ้ของแบบนี้มันใส่ไว้ในอกเสื้อได้ด้วยหรือ
มีเพียงคนที่เคยถือหินดวงดาวก้อนนี้เท่านั้นถึงจะรู้ซึ้งถึงน้ำหนักของมัน น้ำหนักของสิ่งนี้สามารถกดคนในขั้นสูงให้ตายได้ง่ายๆ
ชาวนาเฒ่าพาเด็กหญิงมาส่งให้พวกเฉินจอมขี้เหนียวแล้วก็เดินไปที่ใต้ต้นไม้แห้งตายต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้ต้นนั้นมีชายสวมหมวกฟางนั่งอยู่ ชาวนาเฒ่าเดินช้ามาก เมื่ออยู่ห่างจากชายสวมหมวกฟางไม่ไกล ชาวนาเฒ่าก็หยุดฝีเท้าลง ไม่เดินต่อ
ชาวนาเฒ่ากล่าวว่า “เจ้าจะลงมือเอง หรือจะให้ข้าเป็นคนลงมือ?”
ชายสวมหมวกฟางกล่าวว่า “เจ้าคิดว่านี่ยังอยู่ในยุคสมัยนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้ายังเป็นผู้ปกครองใต้หล้าได้อยู่อีกหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าไร้เทียมทานจริงๆ หรือ?”
ชายสวมหมวกฟางพูดเหมือนกำลังซักไซ้ เสียงของเขาดังมาก
ชาวนาเฒ่ากล่าวว่า “นั่นคือเหตุผลที่เจ้าตกต่ำลงหรือ? เจ้าควรจะรู้ว่า เพื่อกำจัดสิ่งนั้น ยอดคนในอดีตนับไม่ถ้วนต้องถูกฝังร่างในต่างถิ่น ตายไปแม้แต่ป้ายหลุมศพก็ไม่มี เจ้าในตอนนี้กลับไปเข้าพวกกับมัน! เจ้าจะไปเข้าพวกกับอะไรก็ได้ ยกเว้นแต่มันเท่านั้นที่ไม่ได้”
ชายสวมหมวกฟางคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด “หากไม่ใช่เพราะปีนั้นเจ้าดึงดันจะทำตามใจ ยุคสมัยของเราจะพินาศเร็วขนาดนี้หรือ เจ้าต่างหากที่เป็นต้นเหตุความพินาศของยุคสมัยนั้น!”
กลิ่นอายบนตัวชาวนาเฒ่าเริ่มปั่นป่วน ท่าทางแห่งการปกครองใต้หล้าแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจ ไม่ยอมให้ใครลบหลู่: “ต่อให้ข้าจะเป็นคนขายเนื้อในยุคสมัยนั้นแล้วจะทำไม ให้โอกาสข้าอีกครั้ง ข้าก็จะยังทำเช่นเดิม! เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมาก ลงมือเถอะ!”
ชายสวมหมวกฟางกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าเก็งมาก ข้าไม่ใช่คู่มือ แต่ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของเจ้า เจ้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก”
ชาวนาเฒ่ากล่าวว่า “ข้าจัดการเจ้าคนเดียวก็พอแล้ว ข้าเหนื่อยมากแล้ว ยุคสมัยนี้ย่อมมีผู้พิทักษ์ของมันเอง จะสามารถกอบกู้สถานการณ์ได้หรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา”
คำพูดของชาวนาเฒ่าและชายสวมหมวกฟางเต็มไปด้วยปริศนา มีคนไม่มากนักที่ฟังเข้าใจ