- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 1249 - บุรุษผู้เจิดจรัสที่สุด
บทที่ 1249 - บุรุษผู้เจิดจรัสที่สุด
บทที่ 1249 - บุรุษผู้เจิดจรัสที่สุด
บทที่ 1249 - บุรุษผู้เจิดจรัสที่สุด
หวังปู๋ซื่อรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
นี่มันคือการมอบของขวัญให้ฉีจั๋วกงที่ไหนกัน นี่มันคือการหาเรื่องทรมานตัวเองชัดๆ
ทว่า...
เขาต้องทนต่อไป
ฉีจั๋วกงผู้นั้นมีนิสัยชอบจองเวรและเจ้าคิดเจ้าแค้นยิ่งนัก ในเมื่อรับปากไปแล้ว ก็ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายบงการตามใจชอบ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม แต่เครื่องแต่งกายชุดนี้กลับยังคงให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างประหลาด
เขาก้าวเท้าอันหนักอึ้งขึ้นไปบนรถม้าคันหนึ่ง เติ้งเจี้ยนยิ้มกริ่มพลางส่งเขากลับด้วยเสียงตะโกนลั่น "ใต้เท้าเดินทางดีๆ นะขอรับ คนขับรถม้าเบาๆ หน่อย อย่าให้ใต้เท้าต้องสะเทือน"
"
พูดพลางหันกลับมาแผดเสียงตะโกน "เรียกหัวหน้าคนงานและพวกบัญชีมาหาข้าให้หมด! คฤหาสน์หลังนี้ใช่ที่ที่ใต้เท้าหวังของพวกเราควรจะอยู่หรือ? ดูอิฐนี่สิ ดูหินนี่สิ ดู... ช่างน่าขายหน้านัก ใต้เท้าหวังผู้ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วหล้าเป็นคนระดับไหนกัน? มานี่! มานี่เร็วเข้า! ขนเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกพวกนี้ออกไปให้หมด อย่าให้ขวางหูขวางตาใต้เท้า เอาไปทิ้งให้หมด... ไม่สิ เอาไปบริจาคให้พวกบัณฑิตยากจนที่สถานศึกษาซีซานแทนแล้วกัน พวกบัณฑิตยากจนพวกนั้นน่ารำคาญนัก ใต้เท้าหวังของพวกเราทนเห็นคนยากจนพวกนี้ไม่ได้ที่สุด ส่วนพวกภาพเขียนพวกนี้... ขนออกไป ขนออกไปให้หมด"
เติ้งเจี้ยนเท้าสะเอวทำท่าทางราวกับพวกเศรษฐีใหม่ที่มองว่าอะไรๆ ก็ยังไม่ดีพอ
คนรับใช้ทั้งในและนอกคฤหาสน์ต่างพากันอึ้งกิมกี่ มองดูเติ้งเจี้ยนโดยไม่กล้าปริปากส่งเสียง
เติ้งเจี้ยนถลึงตาใส่พลางตะโกนต่อ "คฤหาสน์หลังนี้ต้องปิดด้วยทองคำขาวให้หมด ส่วนบนพื้นนี่มันกระเบื้องผีอะไรกัน ใต้เท้าเหยียบแล้วจะสบายเท้าหรือ? ใช้ของที่ดีที่สุด ต้องเป็นของที่สั่งเผาจากโรงงานเซรามิกตระกูลเจิ้งเท่านั้น แล้วยังมี..."
หัวหน้าคนงานคนหนึ่งตกใจจนตัวสั่นพลางเอ่ยว่า "ทองคำขาวหรือ? ท่านพ่อบ้านเติ้ง นี่... นี่ไม่ได้นะขอรับ ทองคำมันเป็นสีเหลือง มันจะไปซ้ำกับของในวังหลวง นี่เป็นการลบหลู่เบื้องสูง มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตนะขอรับ"
เติ้งเจี้ยนมองเขาด้วยสายตาดูถูก "เจ้าคนโง่ นี่แหละที่เจ้าไม่รู้เรื่องทองคำขาวที่ถลุงออกมาจากร้านทองซีซาน เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ? ใช้ทองคำขาวสิ!"
ทองคำขาวนี้ แท้จริงแล้วถลุงมาจากทองคำ โดยผสมทองคำลงไปเจ็ดส่วนห้า แล้วนำไปหลอมรวมกับโลหะชนิดอื่นจนกลายเป็นสีขาว
เพราะในวังหลวงใช้สีเหลืองเป็นหลัก ราษฎรทั่วไปหากไม่ได้รับพระราชทาน ย่อมไม่อาจนำทองคำมาประดับประดาได้ตามใจชอบ ด้วยเหตุนี้ทางซีซานจึงเค้นสมองจนได้ทองคำขาวออกมา
สีขาว ทางราชสำนักย่อมไม่มีสิทธิ์มาสั่งห้ามใช่หรือไม่? แม้จะเป็นทองคำเหมือนกันและมีมูลค่ามหาศาลไม่ต่างกัน แต่สีสันนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"ข้าไม่ยอม!"
ในตอนนั้นเอง มีเสียงตะโกนขัดจังหวะดังขึ้นอย่างดุดัน
เติ้งเจี้ยนโมโหขึ้นมาทันที "ใครกล้าขัดคำสั่งข้า?"
คนผู้นั้นเดินออกมาท่ามกลางผู้ติดตามนับสิบ "ก็ข้านี่แหละ"
ที่แท้ก็เป็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง ทว่านางกลับมีท่าทางที่องอาจ ประกายตาฉายแววโกรธเคืองพลางตะโกนใส่ว่า "เจ้าเติ้งเจี้ยนเป็นสุนัขรับใช้มาจากไหน? ที่นี่เป็นบ้านตระกูลหวังของเรา ที่นี่มีที่ให้เจ้ามาตัดสินใจตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"
"อ้อ ที่แท้ก็ฮูหยินนี่เอง" เติ้งเจี้ยนเปลี่ยนท่าทีทันควัน ความโกรธบนใบหน้าเลือนหายไปจนหมดสิ้น เขารีบกุลีกุจอเข้าไปหาด้วยท่าทางประจบสอพลอ "ฮูหยินโปรดระงับโทสะก่อนขอรับ บ่าวมีเรื่องจะแจ้ง เชิญด้านในก่อนขอรับ เข้าไปคุยกันข้างใน"
ฮูหยินแค่นหัวเราะพลางมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม "เจ้าสุนัขรับใช้ ตั้งแต่เจ้าเข้ามาในบ้านเรา ก็ไม่มีวันไหนที่สงบสุขเลย วุ่นวายกันไปหมด เจ้าคิดจะมาฮุบสมบัติของคนอื่นหรืออย่างไร?"
"คุยข้างในเถอะขอรับ คุยข้างใน" เติ้งเจี้ยนยิ้มกริ่ม
ฮูหยินค้อนใส่เติ้งเจี้ยนแวบหนึ่ง แต่นางยังคงรู้สึกว่าที่มาที่ไปของเจ้าเติ้งเจี้ยนคนนี้ประหลาดเกินไป ใต้เท้าของนางก็ไม่รู้ถูกผีเข้าสิงที่ไหนถึงได้ยอมคนผู้นี้ ในใจแม้จะเคลือบแคลงสงสัยแต่ก็ยอมเดินตามเติ้งเจี้ยนเข้าไปในห้องโถง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบข้างแล้ว เติ้งเจี้ยนจึงยิ้มอย่างใจเย็น "บ่าวเป็นข้ารับใช้ตระกูลฟาง ครั้งนี้ได้รับคำสั่งจากคุณชายของบ่าว ซึ่งก็คือบุตรของผิงซีอ๋อง หรือฉีจั๋วกง ให้มาเปลี่ยนค่านิยมของต้าหมิงเสียใหม่ ดังนั้นจึงต้องแปลงโฉมใต้เท้าหวังเสียใหม่ เพื่อสอนให้ใต้เท้าเลิกทำตัวเป็นบัณฑิตผู้ยากไร้เสียที"
คำว่า 'บัณฑิตผู้ยากไร้' ช่างระคายหูนัก
ฮูหยินกำลังจะระเบิดอารมณ์
เติ้งเจี้ยนรีบเอ่ยขัดขึ้นก่อน "ฮูหยินอย่าเพิ่งโกรธขอรับ อย่าเพิ่งโกรธ ใต้เท้าหวังมีบุตรชายสามคน บุตรสาวสองคน บุตรสาวล้วนแต่งงานออกไปหมดแล้ว คนหนึ่งเป็นฮูหยินของเจ้าเมืองฉางโจว เรื่องนี้บ่าวพูดถูกใช่หรือไม่? สำหรับเจ้าเมืองเช่นนั้น คุณชายของบ่าวเพียงแค่ส่งจดหมายไปฉบับเดียว ก็สามารถสั่งให้คนไปหักขาสุนัขของเขาได้แล้ว ทำให้เขาต้องพิการไปตลอดชีวิต"
ฮูหยิน "..."
เติ้งเจี้ยนเอ่ยต่อ "ยังมีบุตรสาวอีกคนหนึ่ง แต่งงานกับคุณชายตระกูลกู้ในเจียงหนานใช่หรือไม่? ตระกูลกู้นั้นอาจจะมีชื่อเสียงในเจียงหนานอยู่บ้าง แต่คุณชายของบ่าวเพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ ก็สั่งประหารล้างตระกูลได้ทันที สมาชิกสามสิบเจ็ดคนไม่มีเหลือรอดแม้แต่คนเดียว"
ฮูหยินสั่นสะท้านไปทั้งตัว สีหน้าเริ่มย่ำแย่ลง ท่าทางที่เคยองอาจพลันอ่อนลงทันที
เติ้งเจี้ยนถอนหายใจพลางเอ่ยต่อ "ยังมีคุณชายทั้งสามคนในคฤหาสน์อีก..."
ฮูหยินรีบขัดขึ้น "เจ้า... อย่าพูดถึงพวกเขาเลย"
"งั้นไม่พูดก็ได้" เติ้งเจี้ยนขยิบตาพลางยิ้มประจบ "แต่ทำไมคุณชายของบ่าวถึงไม่สั่งฆ่าลูกเขยทั้งสองคนของฮูหยินล่ะ? นั่นสิ ทำไมกันนะ?"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เติ้งเจี้ยนก็ตบหน้าขาตัวเองแรงๆ "นั่นเป็นเพราะคุณชายของบ่าวมีเมตตาอย่างไรเล่า เขาเป็นคนมีเหตุผล ตราบใดที่ฮูหยินพูดคุยด้วยเหตุผล เขาย่อมไม่รังแกคนอ่อนแอ แต่คุณชายของบ่าวก็มีอารมณ์อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นตระกูลหวังของพวกท่าน ตระกูลหวังรวยขึ้นมาได้ขนาดนี้เพราะพึ่งพาคุณชายของบ่าว คุณชายของบ่าวเคยว่าอะไรไหม? เคยคิดจะฆ่าล้างบ้านพวกท่านไหม? ตอนนี้คุณชายของบ่าวเติบโตขึ้นแล้ว เขารู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว และเขาก็รู้ว่าการฆ่าฟันแก้ปัญหาไม่ได้ ตอนนี้คุณชายของบ่าวใช้คุณธรรมสยบผู้คน ตอนนี้ใต้เท้าหวังก็ยอมรับในตัวคุณชายของบ่าวมาก และเต็มใจจะร่วมมือกับคุณชายเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ ฮูหยินมีอะไรจะคัดค้านไหมขอรับ?"
"
สีหน้าของฮูหยินเปลี่ยนไปอย่างซับซ้อน นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ "ข้าไม่มีอะไรจะพูด ในเมื่อเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อราชสำนักและฉีจั๋วกง ข้าย่อมต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ พ่อบ้านเติ้งมาอยู่ที่บ้านตระกูลหวัง ถือเป็นวาสนาที่ได้รู้จักกัน วันหน้าเรื่องราวในบ้านคงต้องฝากให้ท่านช่วยดูแลด้วย"
เติ้งเจี้ยนรีบกล่าวอย่างซาบซึ้ง "ฮูหยินช่างมีเหตุผลยิ่งนัก คำสั่งสอนของคุณชายไม่ผิดจริงๆ ท่านสอนบ่าวเสมอว่าตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ยุคแห่งการฆ่าฟันมันผ่านไปแล้ว เมื่อออกไปข้างนอกต้องใช้เหตุผล และใช่ว่าทุกคนจะไร้เหตุผลเสมอไป คุณชายช่างปรีชายิ่งนัก บ่าวออกมาพูดคุยด้วยเหตุผลกับคน ใครๆ ก็ยอมฟัง ฮูหยินโปรดวางใจ เรื่องทั้งในและนอกคฤหาสน์ บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อยทุกอย่าง รับรองว่าท่านจะพอใจและวางใจได้แน่นอน อ้อ ฮูหยินขอรับ ใต้เท้าของพวกเรามีทรัพย์สมบัติมหาศาล แต่กลับให้ท่านแต่งตัวเช่นนี้ หากออกไปข้างนอกคนเขาจะหัวเราะเยาะเอาได้ แบบนี้ไม่ได้นะขอรับ มานี่! มานี่เร็วเข้า! รีบเอารถม้าไปที่ร้านอัญมณีเหิงหยวน ขนเครื่องประดับกลับมาให้ฮูหยินหนึ่งคันรถ เอาแต่ของที่แพงที่สุด! แล้วเอาเครื่องประทินผิวมาอีกหนึ่งคันรถ..."
............
หวังปู๋ซื่อรู้สึกใจสั่นขวัญแขวน
ยามที่เขาปรากฏตัวที่สำนักฮันหลินด้วยเครื่องแต่งกายชุดนี้ พริบตานั้น บรรดาบัณฑิตฮันหลินจำนวนมากต่างพากันเข้ามารุมล้อม ทุกคนต่างพากันตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
โดยเฉพาะแว่นดำนั่น มันดำมืดไปหมด อ้าว ใต้เท้าหวัง ท่านตาบอดแล้วหรือ?
ด้วยเหตุนี้จึงมีคนใจกล้าเดินเข้ามาใกล้ๆ แว่นของหวังปู๋ซื่อ แล้วชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาอย่างถือวิสาสะ
เบื้องหลังแว่นตานั้น คือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอับอายและกรุ่นโกรธของหวังปู๋ซื่อ เขามองดูคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วกระแอมไอออกมา
บัณฑิตฮันหลินจอมเสียมารยาทผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือก
อ้าว แว่นตาดำขนาดนี้ ใต้เท้าหวังยังมองเห็นอีกหรือ?
หวังปู๋ซื่อถอดแว่นดำออกอย่างช้าๆ แล้วมองบัณฑิตผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชา บรรดาบัณฑิตคนอื่นๆ จึงรีบเก็บท่าทางอยากรู้อยากเห็น แล้วพากันก้าวเข้ามาคำนับหวังปู๋ซื่อ
หวังปู๋ซื่อรู้สึกว่าลำคอของเขาถูกสร้อยทองรัดจนอึดอัด แทบจะหายใจไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำ
ทว่าเครื่องแต่งกายชุดนี้ เมื่อประกอบกับใบหน้าที่แดงซ่านของเขา... กลับดู... มีความกล้าหาญอย่างประหลาด
หวังปู๋ซื่อไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าให้พวกเขา แล้วสวมแว่นดำกลับเข้าไปใหม่
ตอนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่า แว่นดำก็มีข้อดีของมัน เครื่องแต่งกายชุดนี้สวมใส่แล้วรู้สึกขัดเขินยิ่งนัก แต่พอใส่แว่นดำแล้วกลับต่างออกไป มันเหมือนกับมีเกราะป้องกันเพิ่มขึ้นมาอีกชั้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องอับอายจนหน้าแดงให้คนอื่นเห็น
หวังปู๋ซื่อก้าวเท้าเดินเข้าวังไป
เหล่าบัณฑิตฮันหลินพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ทันที
"เห็นหยกพกของเขาไหม? ชิ้นเบ้อเริ่ม หยกขาวไร้ตำหนิ เกรงว่าราคาจะมหาศาลนัก"
"ยังมีสร้อยทองที่คออีก เหลืองอร่ามจนตาแทบจะบอด"
"แว่นตาของเขายังเป็นสีดำอีกด้วย"
"
""เหอะ เสื่อมเสียเกียรติบัณฑิตแท้ๆ ก็แค่มีเงินนิดหน่อย ทำไมต้องทำตัวโอ้อวดถึงเพียงนี้..."
"หึ หากข้ามีเงิน ข้าจะไม่มีวันเลียนแบบเขา ดูเขาสิ เดินส่ายไปส่ายมา... ในตานี่คงเห็นแต่เงินทองเป็นแน่"
แม้ทุกคนจะด่าทอด้วยความรังเกียจ แต่ในใจกลับแอบคิดลึกๆ ว่า หากข้ามีเงินบ้างก็คงดี จะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องหนี้บ้านทุกเดือนเช่นนี้ ขนาดคนที่ทำตัวไม่รักดีเช่นนี้ยังรวยได้ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
............
หวังปู๋ซื่อลากเครื่องแต่งกายอันโดดเด่นของเขาไปถึงห้องรอรับสั่ง
จากนั้นหวังปู๋ซื่อก็ถูกเรียกตัวเข้าตำหนักเฟิ่งเทียน...
ฮ่องเต้หงจื้อกำลังจิบชาอยู่ ทันทีที่เห็นหวังปู๋ซื่อสวมแว่นดำ ใส่ชุดผ้าไหมชั้นดี ห้อยสร้อยทองเส้นโต และมีหยกพกขนาดมหึมาที่เอว เดินแกว่งไปแกว่งมาจนมีเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเข้ามา
พรูด!
น้ำชาในปากพุ่งพรวดออกมาทันที
เซียวจิ้งตกใจจนรีบเข้าไปลูบหลังให้ฮ่องเต้หงจื้อ
ทรงสำลักเสียแล้ว
ฮ่องเต้หงจื้อไอคอกแคกอยู่นาน กว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้
บรรดาขุนนางคนอื่นๆ ที่ถูกเรียกมาเข้าเฝ้าต่างพากันอึ้งกิมกี่ ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เมื่อหวังปู๋ซื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกละอายยิ่งนัก รีบคุกเข่าลงคำนับจนแว่นตาหล่นลงมา เขาตกใจจนรีบตะครุบเก็บแว่นตา นี่มันราคาตั้งหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเชียวนะ เมื่อเห็นว่าแว่นตาไม่เสียหายจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพลางเอ่ยว่า "ฝ่าบาท กระหม่อม... สมควรตายพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อจ้องมองหวังปู๋ซื่ออยู่นาน กว่าจะแน่ใจว่านี่คือหวังปู๋ซื่อราชบัณฑิตผู้ช่วยสอนของพระองค์จริงๆ เมื่อได้ยินเขาบอกว่าสมควรตาย ฮ่องเต้หงจื้อก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะตรัสว่า "อืม เจ้าไม่ได้มีความผิด เหตุใดจึงต้องขอรับโทษล่ะ?"
นั่นสิ แม้ปฐมจักรพรรดิจะทรงคิดเผื่อลูกหลานไว้ทุกอย่าง จัดแจงเรื่องราวไว้ดิบดีเพียงใด แต่ก็คงนึกไม่ถึงว่าจะมีไอ้คนไร้มโนธรรมที่ไหนมาประดิษฐ์แว่นดำและสร้อยทองเส้นโตเช่นนี้ ดังนั้นตามกฎหมายแล้ว การแต่งกายของหวังปู๋ซื่อจึงถือว่าถูกต้องและสมเหตุสมผลยิ่งนัก
ฮ่องเต้หงจื้อยิ่งไม่อาจจะลงโทษด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ได้... ไม่อย่างนั้นแผ่นดินคงไร้ขื่อแปแล้ว
(จบแล้ว)