- หน้าแรก
- จอมนางกุนซือพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 15 ใช่แล้ว... ฉางเซ่อ
บทที่ 15 ใช่แล้ว... ฉางเซ่อ
บทที่ 15 ใช่แล้ว... ฉางเซ่อ
บทที่ 15 ใช่แล้ว... ฉางเซ่อ
จนกระทั่งนางก้าวเท้าสู่เส้นทางมุ่งหน้าไปยังอิ่งชวน และรถม้าออกเดินทางไปได้ครึ่งวันแล้ว ระบบถึงเพิ่งจะเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งฟื้นคืนชีพว่า "เดี๋ยวก่อน! นี่เจ้าวางแผนอันตรายเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นเลยหรือ?"
เป็นดังที่เฉิงลี่กล่าว เฉียวเยี่ยนดึงตระกูลเทียนมาเป็นพวก สังหารปู่จี๋และจางป๋อ สองผู้นำโจรโพกผ้าเหลือง และในขณะที่สถานะของนางภายใต้การดูแลของเหลียงจงหนิงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางยังส่งเตียนอุยไปยังตงอาเพื่อส่งจดหมาย เชิญเฉิงลี่มายังปักเอี๋ยงเพื่อช่วยเหลือนาง—
เป้าหมายสูงสุดก็คือฉางเซ่อ!
อย่าได้ถูกความสงบราบคาบภายในเขตแดนกุนจิ๋วตบตา เพราะในมณฑลอิจิ๋วทางตอนใต้ กองทัพฮั่นและโจรโพกผ้าเหลืองกำลังประจันบานกันอย่างดุเดือด
ฉางเซ่อมิได้สงบสุขเลยแม้แต่น้อย
ในเดือนสาม ปีอานกวงที่เจ็ด จูจ้วน แม่ทัพจงหลางเจี้ยงฝ่ายขวาพ่ายแพ้แก่ปัวไฉ่
หวงฝู่ซง แม่ทัพจงหลางเจี้ยง ต้องนำทัพล่าถอยเข้าสู่เมืองฉางเซ่อพร้อมกับแม่ทัพจูจ้วนเพื่อตั้งรับ
ภายนอกเมืองฉางเซ่อถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังโจรโพกผ้าเหลืองของปัวไฉ่
หากจะกล่าวให้แม่นยำ ฉางเซ่อไม่ใช่สมรภูมิเดียวในมณฑลอิจิ๋ว ทว่าจุดร่วมที่สำคัญคือโจรโพกผ้าเหลืองล้วนเป็นฝ่ายได้เปรียบในทุกแห่ง เช่นในต้นเดือนสี่ โจรโพกผ้าเหลืองแห่งหรู่หนานได้เอาชนะจ้าวเชียน เจ้าเมืองหรู่หนานที่เส้าหลิง
สามวันต่อมา กองทัพโจรโพกผ้าเหลืองที่กระชับวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆ ก็ได้ปิดล้อมกองทัพฮั่นไว้ในเมืองฉางเซ่ออย่างสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าพวกเขามุ่งหมายจะแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จในการศึกครั้งนี้
ดังนั้น ในวันที่สองหลังจากที่เฉิงลี่เดินทางมาถึงปักเอี๋ยง เฉียวเยี่ยนจึงได้ไปพบเหลียงจงหนิง
คราแรกเขาคิดว่าเฉิงลี่ที่มาพร้อมกับเตียนอุยนั้นเป็นศิษย์ของเจิ้งเสวียนดังที่เฉียวเยี่ยนกล่าวอ้าง และมาเพื่อรับตัวกุนซือของเขาไป ใครจะรู้ว่าเฉียวเยี่ยนกลับกล่าวว่าอาจารย์กำชับนางไว้ว่า หากกุนจิ๋วมิมีทีท่าจะเกิดความวุ่นวายภายใน ก็ให้ลองดูว่าพวกโจรโพกผ้าเหลืองมีความสามารถพอจะพลิกฟ้าฟื้นดินได้จริงหรือไม่
"ท่านอาจารย์พิศดูดวงดาวในยามราตรี เมื่อครึ่งเดือนก่อนพบว่าดาวอิ่งฮั่วหม่นแสงลง เกิดปรากฏการณ์ประหลาดบนฟากฟ้า นี่คือลางบอกเหตุถึงความเสื่อมถอยแห่งธาตุไฟของราชวงศ์ฮั่น มีเพียงกลุ่มดาวตี๋และดาวฝางที่ทอประกายเจิดจ้า ซึ่งตรงกับพื้นที่เขตแดนกุนจิ๋วและอิจิ๋ว"
เมื่อได้ยินเฉียวเยี่ยนกล่าวเช่นนี้ เหลียงจงหนิงก็มีสีหน้ามึนงงเล็กน้อย
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น การศึกษาเรื่องดาราศาสตร์และคำทำนายนั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่สำหรับคนเช่นเขาที่มีโอกาสเล่าเรียนน้อยนิดก่อนจะเข้าร่วมกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง เรื่องเหล่านี้ย่อมสูงส่งเกินกว่าจะเข้าใจได้โดยง่าย
ทว่าเขาก็พอจะเข้าใจบางสิ่งอยู่บ้าง
ดาวอิ่งฮั่วในเวลานี้ยังมิได้ถูกเรียกว่าดาวอังคาร ทว่าในหมู่สามัญชนเป็นที่รู้จักในนาม 'เทพดาวธาตุไฟ' เนื่องจากจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ หลิวปัง ทรงเป็นโอรสจักรพรรดิแดงผู้ลุกขึ้นก่อการด้วยการสังหารงูขาว ราชวงศ์ฮั่นจึงถือครองธาตุไฟเป็นหลัก—
ดาวอิ่งฮั่วหม่นแสง ธาตุไฟเสื่อมถอย ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับโจรโพกผ้าเหลืองอย่างไม่ต้องสงสัย
และ "กลุ่มดาวตี๋และดาวฝางทอประกายเจิดจ้า" ซึ่งตรงกับเขตแดนกุนจิ๋วและอิจิ๋ว ก็น่าจะเป็นข่าวดีด้วยเช่นกัน?
จากนั้นเขาได้ยินเฉียวเยี่ยนกล่าวต่อว่า "ความเปลี่ยนแปลงของหมู่ดาวนั้น ท่านอาจารย์มิอาจมองเห็นได้ชัดเจนจากเมืองเกามี จึงส่งข้าและจงเต๋อไปยังอิ่งชวนเพื่อเฝ้าสังเกต บางทีอาจจะประจวบเหมาะกับการศึกระหว่างท่านแม่ทัพปัวไฉ่และแม่ทัพหวงฝู่ เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก โปรดอภัยที่ข้ามิอาจรั้งอยู่ที่ปักเอี๋ยงได้นานกว่านี้ ข้าคงต้องขอลาไปเดี๋ยวนี้"
หลังจากกล่าวจบ นางก็ประสานมือคำนับเหลียงจงหนิง ทำท่าราวกับจะหันหลังกลับไปทันที
เหลียงจงหนิงอาจจะมึนงงกับเรื่องดาราศาสตร์ แต่เขามิได้มึนงงกับประโยคนี้
เขาตบขาฉาดทันที ตัดสินใจดำเนินการขั้นต่อไป "เหตุใดท่านกุนซือต้องไปเพียงลำพัง! ในเมื่อโจรโพกผ้าเหลืองแห่งอิจิ๋วและกองทัพฮั่นกำลังคุมเชิงกันอยู่ ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่กองกำลังกุนจิ๋วของข้าจะไปสมทบ"
เหลียงจงหนิงเองก็มีแผนการเล็กๆ ในใจ
เฉียวเยี่ยนกล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงของดวงดาวสอดคล้องกับเขตแดนกุนจิ๋วและอิจิ๋ว เขาย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตนเองเป็นอัจฉริยะทางการทหารที่สวรรค์ส่งมาเกิด มิเช่นนั้นเขาคงไม่สามารถสั่งการทหารให้เชื่อฟังได้ถึงเพียงนี้
และการเอ่ยถึงกุนจิ๋วและอิจิ๋วนั้น โดยมีชื่อกุนจิ๋วขึ้นก่อน ย่อมยากที่จะไม่คิดว่าเป็นลางบอกเหตุว่าเขากำลังจะได้สร้างชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ในศึกอิ่งชวน
อีกทั้งการร่วมเดินทางไปกับนางย่อมปลอดภัยกว่าการปล่อยให้เฉียวเยี่ยนนำคนมุ่งหน้าไปยังอิ่งชวนโดยตรงมิใช่หรือ?
แล้วจะลังเลไปเพื่ออะไร!
เมื่อสองวันก่อน ตอนที่เขาไปตรวจตราโรงทหาร เขาได้ยินเหล่าทหารที่กินอิ่มหนำสำราญถามกันว่าเมื่อใดจะได้มีโอกาสออกศึกเสียที
ก่อนหน้านี้เหลียงจงหนิงต้องบ่ายเบี่ยงไป เพราะเขาไม่มีศึกให้รบ
นั่นเป็นเพราะจางเจี่ยวติดพันศึกกับหลูจื่อ และหน่วยของปัวไฉ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็กำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ ย่อมไม่ต้องการแบ่งปันความชอบให้แก่เขา
แต่บัดนี้ต่างออกไปแล้ว เขาสามารถใช้คำพูดอันหรูหราอย่างการดูดวงดาวในยามราตรีมาอธิบายการเคลื่อนพลโดยพลการของตนได้
นี่ช่างประจวบเหมาะดียิ่งนัก!
เขารวบรวมไพร่พลและเสบียงกรังอย่างรวดเร็ว และเพียงสิบวันหลังจากที่เฉียวเยี่ยนเอ่ยถึงความคิดที่จะไปยังแนวหน้าฉางเซ่อ เขาก็นำทัพใหญ่เคลื่อนพลออกเดินทาง เหลือไว้เพียงกองกำลังรักษาการณ์ที่ปักเอี๋ยงเท่านั้น
ระบบตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงนี้อีกครั้ง
แต้มทักษะที่เฉียวเยี่ยนได้รับจากการช่วยเหลียงจงหนิงกำจัดปู่จี๋และจางป๋อนั้น ถูกนำไปลงกับทักษะวาทศิลป์จนหมดสิ้น ก่อนที่เฉิงลี่จะเดินทางมาถึงปักเอี๋ยง
มันยากที่จะประเมินการพัฒนาของทักษะนี้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน
แต่จากการที่นางร่ายทฤษฎีดาราศาสตร์ออกมาได้อย่างลื่นไหลราวกับไม่ต้องหยุดคิด ระบบก็ยิ่งตระหนักถึงความจริงประการหนึ่ง
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกินที่ทักษะอันแสนจะมีประโยชน์สำหรับกุนซือเช่นนี้มาอยู่ในมือของคนอย่างเฉียวเยี่ยนที่ใช้สมองเป็นอาวุธ
แผนการที่เชื่อมโยงกันเป็นทอดๆ นี้ ในมุมมองของระบบ มิใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละก้าว แต่มันดูเหมือนถูกคิดคำวณไว้เป็นอย่างดีตั้งแต่วินาทีแรกที่นางเข้าหาเหลียงจงหนิง
บัดนี้ กองกำลังโจรโพกผ้าเหลืองกลุ่มนี้ที่แทรกซึมอยู่ในฝ่ายมหาอำนาจ พร้อมด้วยเสบียงอันมั่งคั่งจากกุนจิ๋วมุ่งหน้าสู่อิ่งชวน ย่อมมิได้ไปเพื่อช่วยปัวไฉ่ฝ่าแนวรับของกองทัพฮั่นที่ฉางเซ่อเป็นแน่ ในทางตรงกันข้าม...
ระบบรู้สึกว่าตนเองอาจจะต้องจุดธูปไว้อาลัยให้แก่พวกโจรโพกผ้าเหลืองเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเอ่ยถามคำถามนั้นออกไป—
"เจ้าวางแผนอันตรายเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นเลยหรือ?"
"หากข้าบอกว่าเปล่า เจ้าจะเชื่อไหม?" เฉียวเยี่ยนย้อนถาม
ไม่เชื่อ ระบบตอบกลับในใจ
ขณะที่คิด มันก็เหลือบมองโฮสต์ของตน
ในระหว่างที่รอเฉิงลี่เดินทางมาถึงปักเอี๋ยง และรอให้สภาพจิตใจของเหลียงจงหนิงเริ่มเสียสมดุลจากการประจบสอพลอของสองตระกูลใหญ่ เฉียวเยี่ยนกลับหาเวลาว่างลองฝึกขี่ม้า
น่าเสียดายที่ทักษะนี้มิใช่สิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ในชั่วข้ามคืน และแต้มทักษะที่นางได้รับมาก็ยังมิอาจฟุ่มเฟือยไปกับมันได้ในตอนนี้
ดังนั้น นางจึงยังคงนั่งอยู่ในรถม้าแยกต่างหาก เดินทางไปพร้อมกับกองทัพที่กำลังเคลื่อนพล
ส่วนเฉิงลี่นั้น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักหกศิลป์ของบัณฑิตสมัยราชวงศ์ฮั่น เขากำลังควบม้าอยู่ข้างรถม้าในขณะนี้
เฉียวเยี่ยนเลิกม่านขึ้น มองเขาแวบหนึ่งก่อนจะถอนสายตากลับมา ไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาดว่านางขัดใจเพียงใดที่ยังเป็นเพียงเด็กขาสั้นคนหนึ่ง
แต่เมื่อเทียบกับความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ ของเฉียวเยี่ยนต่อสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ความอัดอั้นของระบบนั้นลึกซึ้งกว่ามาก
มันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าอย่างจังถึงสองครั้ง
ในฐานะระบบที่มีความจำดีเยี่ยม มันจำได้แม่นยำว่าตอนที่มันเลือกตัวตนให้โฮสต์นั้น เป้าหมายของมันคือนางต้องไปเกาะแข้งเกาะขาโจโฉหรือหวงฝู่ซงโดยตรง
ทว่ายามนี้ หวงฝู่ซงและคนอื่นๆ ยังคงติดอยู่ในเมืองฉางเซ่อ ในขณะที่นางกลับนำทัพโจรโพกผ้าเหลืองแห่งกุนจิ๋วที่เทิดทูนนางเป็นกุนซือ มุ่งหน้าตรงไปยังฉางเซ่อเสียเอง
ภาพเหตุการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในเมืองและอีกฝ่ายอยู่นอกเมือง เมื่อมันเกิดขึ้นจริง คงจะพิลึกพิลั่นไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม
เรื่องที่สองคือตอนที่เฉียวเยี่ยนเอ่ยว่ากองทัพฮั่นจะกวาดล้างกุนจิ๋วภายในเดือนหก และนางต้องหาทางรอดให้ได้ก่อนจะถึงตอนนั้น ระบบเคยแนะนำให้นางไปขอความช่วยเหลือจากเมืองในกุนจิ๋วที่ต้านทานโจรโพกผ้าเหลืองได้สำเร็จ เช่น ตงอา
แต่บัดนี้ กุนซือจากตงอาได้มาอยู่ใต้บัญชาของนางเรียบร้อยแล้ว
แม้จะมิอาจเรียกได้ว่าสวามิภักดิ์อย่างเต็มปาก แต่เขาก็ถูกโน้มน้าวด้วยวาทศิลป์เรื่องการรวมโจรโพกผ้าเหลืองทั้งมณฑลให้เป็นหนึ่งของเฉียวเยี่ยน จนเกิดเป็นสิ่งที่ระบบถือว่าเป็นความร่วมมือระหว่างกุนซือระดับสูงสองคน
และตระกูลเสวียผู้มั่งคั่งแห่งตงอา ก็ได้ส่งคนมาร่วมศึกครั้งนี้อีกเป็นจำนวนมาก
ดูเหมือนมันจะแตกต่างจากคำแนะนำเริ่มแรกของระบบไปไกลโข—
คำว่าตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงยังไม่เพียงพอจะอธิบายความแตกต่างนี้ได้เลย!
นี่มันคนละเรื่องกันชัดๆ!
ระบบอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด
เหตุใดตอนแรกมันถึงมองว่าเฉียวเยี่ยนเป็นเพียงตัวละครที่น่าเวทนา ซึ่งต้องยอมทนอดสูเข้าร่วมกับพวกกบฏเพื่อความอยู่รอดกันนะ?
เพิ่งจะผ่านไปเพียงเดือนเดียวตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาท่ามกลางซากศพ แต่นางมิเพียงมีใบหน้าที่ดูมีสง่าราศีของคนที่มีกินมีใช้ แต่ยังเปลี่ยนจากคนที่ไม่เคยผ่านสงครามมาเป็นกุนซือที่เด็ดขาดเยี่ยงนี้
แม้เหลียงจงหนิงจะมีความมั่นใจในตนเองมากเกินไปบ้าง แต่ความเคารพที่เขามีต่อเฉียวเยี่ยนก็มิได้ลดน้อยลงเลย
ระหว่างทางไปฉางเซ่อ เขาขอให้เฉียวเยี่ยนช่วยชี้แนะเขาให้มากขึ้นด้วยความนอบน้อม
ทว่าสิ่งที่ทำให้ระบบงุนงงคือ คำชี้แนะของเฉียวเยี่ยนที่มีต่อเหลียงจงหนิงนั้นกลับมิได้ทำไปอย่างส่งเดช
อย่างเช่นวันนี้ หัวข้อการสอนของนางคือเรื่องการจัดเตรียมสุขาในค่ายทหารที่มีคนมากกว่าหนึ่งหมื่นคน โดยอิงจากบันทึกที่เกี่ยวข้องในตำราพิชัยสงคราม
สุขาคืออะไร? มันก็คือส้วมในค่ายทหารนั่นเอง
นี่มิใช่เรื่องเล็กๆ
การจัดจัดการส้วมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งระหว่างการเคลื่อนทัพของคนเป็นหมื่น เพราะหากจัดการไม่ดีอาจนำไปสู่โรคระบาด ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง
เหลียงจงหนิงจดสิ่งที่เฉียวเยี่ยนกล่าวอย่างขะมักเขม้นราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า ทันทีที่เขาลงจากรถม้า เขาก็รีบไปปรึกษากับผู้ดูแลเสบียงของกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองเพื่อปรับปรุงแก้ไขทันที
เฉิงลี่มองการกระทำของเขาและสบตากับเฉียวเยี่ยนอย่างรู้กัน
"ท่านจงเต๋อและคนหนุ่มจากตระกูลเสวียมีความสัมพันธ์ร่วมเป็นร่วมตายจากการป้องกันตงอามาด้วยกัน ย่อมต้องทราบใช่หรือไม่ว่าคนเหล่านี้อยู่ที่ใดในกองทัพ?"
หลังจากเฉิงลี่ได้รับสัญญาณจากนางให้เข้ามาใกล้รถม้า เฉียวเยี่ยนก็เอ่ยถามด้วยเสียงเบา
ก่อนหน้านี้ที่ปักเอี๋ยง เฉียวเยี่ยนพบว่าไม่สะดวกนักที่จะติดต่อกับคนเหล่านี้มากเกินไป แต่ยามนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
ในระหว่างการเดินทัพ ด้วยความพร้อมรบของกองทัพโจรโพกผ้าเหลือง ย่อมต้องมีความวุ่นวายเกิดขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยไม่ว่าพวกเขาจะพยายามจัดระเบียบเพียงใดก็ตาม
นี่จึงเป็นเวลาอันดีที่นางจะรวบรวมพวกเขามาไว้ในที่เดียวกันเพื่อกล่าวอะไรบางอย่าง
เมื่อได้ยินคำถามของนาง เฉิงลี่ก็พยักหน้าและตอบว่า "ข้าจะรวบรวมพวกเขามาในคืนนี้"
นางยังจัดแจงแบบเดียวกันนี้ให้เตียนอุยรวบรวมคนของตระกูลเทียนมาด้วย
เหลียงจงหนิงเพิ่งได้รับภารกิจใหม่ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งเขารู้สึกว่ามันจะช่วยพัฒนาความสามารถในการเดินทัพและจัดกระบวนท่าของเขา เขาจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปสังเกตว่ากุนซือที่ห่วงใยเขาในทุกๆ ด้านของเขา จะแอบนัดพบคนบางกลุ่มกลางป่าในคืนที่เดินทัพเพื่อประชุมปลุกใจ
คำว่าประชุมปลุกใจเป็นชื่อที่ระบบกุนซือแอบตั้งขึ้นมาเองในใจ
เพราะในมุมมองของมัน หากเฉียวเยี่ยนเพียงต้องการสั่งงานสายลับในกองทัพโจรโพกผ้าเหลือง นางไม่จำเป็นต้องแอบออกจากกองทัพมาด้วยตนเองเลย
นางสามารถปล่อยให้เฉิงลี่เป็นกระบอกเสียงแทนได้
ด้วยสติปัญญาของเฉิงลี่ ย่อมไม่มีการเข้าใจผิดพลาด อีกทั้งนิสัยที่เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ของเขายังเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อเขายืนยันว่าจะยืนอยู่ข้างเดียวกับเฉียวเยี่ยนแล้ว เขาก็จะปฏิบัติภารกิจทุกอย่างอย่างลุล่วง
ทว่าเฉียวเยี่ยนอธิบายให้ระบบฟังว่า คำพูดบางคำ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเฉิงลี่ เขาไม่มีทางนึกที่จะพูดออกมาได้เลย
และคำพูดเหล่านี้แหละที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้คนของตระกูลเทียนและตระกูลเสวีย ซึ่งแต่เดิมเป็นตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในกุนจิ๋ว ยอมสละชีวิตเพื่อแผนการของนาง
เฉียวเยี่ยนยืนอยู่ต่อหน้าคนเหล่านี้ แล้วเดินไปมาเบื้องหน้าพวกเขา
ท่ามกลางฝูงชน นางเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยหลายคน
อย่างเช่น คุณชายใหญ่ตระกูลเทียน เทียนเอี๋ยน—
เดิมทีนางคิดว่านายท่านเทียนผู้เป็นประมุขตระกูลจะไม่มีวันยอมให้บุตรชายมาเสี่ยงภัยเช่นนี้ แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะปรากฏตัวที่นี่ด้วย
ทว่าในขณะนี้ สีหน้าของเขาช่างแตกต่างจากตอนที่อยู่ในคุกใต้ดินวันนั้นที่อยากจะกำจัดนางทิ้งอย่างสิ้นเชิง
ในหลายวันที่ผ่านมา ทั้งเทียนเอี๋ยนและคนอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่ต่างได้ประจักษ์ถึงกลวิธีของนางภายในกองทัพโจรโพกผ้าเหลือง
ถึงแม้นางจะไม่ได้ยืนบนก้อนหินเพื่อเสริมความสูง แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าเด็กวัยสิบขวบตรงหน้านี้ มีบารมีที่ทำให้ผู้คนต้องแหงนมองราวกับมองขุนเขาที่สูงเสียดฟ้า
เมื่อนางหยุดเดินและยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ราวกับมีบางอย่างจะกล่าว พวกเขาก็แทบจะกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ เพียงเพื่อรอฟังสิ่งที่นางจะพูด
เฉียวเยี่ยนค่อยๆ ขยับปากเอ่ยออกมา
"ที่ข้าเรียกพวกท่านมาในวันนี้ ก็เพื่อจะกล่าวเพียงไม่กี่คำ พวกท่านจะฟังหรือไม่ย่อมสุดแท้แต่ใจท่านเอง"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าคำพูดกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกสั่นสะเทือนราวกับพายุกำลังจะมา
และคำพูดต่อมาของนางก็ยืนยันสัญชาตญาณนี้อย่างไร้ข้อกังขา
"ในวัยเยาว์ ข้าเล่าเรียนกวี ตำรา และพิชัยสงครามมากับบิดามารดา เมื่อได้เห็นความกว้างใหญ่ของแผ่นดิน ข้าจึงเกิดปณิธานอันแรงกล้า ข้าปรารถนาจะรับใช้ชาติด้วยการปราบกบฏและสร้างความชอบหลังจากเติบใหญ่ และหลังจากผ่านไปหลายปี ข้าอยากให้มีคำจารึกบนป้ายหลุมศพของข้าว่า 'สุสานของท่านเจ้าเมืองเฉียว แม่ทัพผู้ล่วงลับแห่งราชวงศ์ฮั่น'"
"บัดนี้ ไม่มีโอกาสได้ทำศึกตัดสินที่ชายแดน เพื่อสังหารศัตรูตัวฉกาจอย่างพวกเซียนเปยหรือเซียงตะวันตก หรือเพื่อสร้างผลงานให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นโหว ทว่ายามนี้พวกโจรโพกผ้าเหลืองกำลังกำเริบเสิบสาน ศาลบรรพชนของราชวงศ์ฮั่นกำลังสั่นคลอน หากพวกเราสามารถปราบโจรโพกผ้าเหลืองและทำให้กุนจิ๋วกับอิจิ๋วสงบสุขได้ ก็ใช่ว่าปณิธานในวันวานจะกลายเป็นจริงไม่ได้!"
สายตาของนางกวาดมองใบหน้าของแต่ละคน แล้วกล่าวทีละคำอย่างหนักแน่นว่า:
"ข้าเป็นเช่นไร พวกท่านก็เป็นเช่นนั้น"
"พวกท่านที่เกิดในตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล ย่อมรู้ดีว่าในแผ่นดินฮั่นของเรา ผู้ที่ไม่ได้สืบสกุลเดียวกันมิอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องได้ แต่พวกท่านสามารถคว้าตำแหน่งเลี่ยโหวหรือเซี่ยนโหวมาให้ตนเองได้ เพื่อให้ชื่อเสียงจารึกอยู่ในพงศาวดาร มิใช่เป็นเพียงหัวข้อที่ผู้คนในท้องถิ่นหวาดกลัวกันเท่านั้น"
ภายใต้แสงดาวและแสงจันทร์ ดวงตาของนางดูเหมือนมีมนต์ขลังที่ทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน
หรือบางที นางอาจจะเพียงแค่กุมความทะเยอทะยานของตระกูลใหญ่เหล่านี้ที่ไม่ต้องการหยุดอยู่เพียงแค่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และในขณะนี้ นางได้บีบมันไว้แน่นและจุดไฟเผามันให้ลุกโชน
"เฉียวเยี่ยนไร้ความสามารถ แต่ข้าขอหาญกล้าขอให้พวกท่านรับฟังคำสั่งของข้า และร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยเถิด!"