- หน้าแรก
- จอมนางกุนซือพลิกแผ่นดิน
- บทที่ 5 เหลียงจ้งหนิงจ้องมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 5 เหลียงจ้งหนิงจ้องมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 5 เหลียงจ้งหนิงจ้องมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 5 เหลียงจ้งหนิงจ้องมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
หากก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พบกับความพ่ายแพ้ที่นอกป้อมสกุลเถียน เมื่อได้ยินนางแนะนำตัว เขาอาจจะคิดว่านางเป็นเพียงผู้ที่ไม่รู้จักเจียมตัว
ทว่าต่อให้เขามีความคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่หลังจากไตร่ตรองความหมายในคำพูดของนางอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาคงไม่อาจปักใจเชื่อว่านางเป็นเพียงคนมุทะลุอวดดีที่กล้ามาขวางทางเขา
"เกามี่เหยียนเฉียวรึ?" เหลียงจ้งหนิงขมวดคิ้ว
ผู้คนในยุคสมัยนั้นมักนำชื่อเมืองเกิดมานำหน้าชื่อเพื่อบ่งบอกที่มา เช่น ฉางซานจูล่ง หรือจิ่วหยวนลิโป้ เป็นต้น
ประการแรก เป็นเพราะข้อห้ามตั้งชื่อสองพยางค์ที่หวังหมั่งบัญญัติไว้หลังการแย่งชิงอำนาจในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ซึ่งยังคงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เมื่อมีข้อห้ามนี้ ผู้คนจึงมีชื่อซ้ำกันมากมาย การเติมชื่อเมือง ตำแหน่งขุนนาง หรือบรรดาศักดิ์นำหน้า จึงช่วยให้แยกแยะบุคคลได้ง่ายขึ้นมาก
ประการที่สอง ผู้คนในยุคนี้ให้ความสำคัญและเชิดชูบ้านเกิดเมืองนอนของตนอย่างเหลือเชื่อ
แน่นอนว่า ไม่ว่าจะกังวลเรื่องชื่อซ้ำหรือไม่ นามเกามี่เหยียนเฉียวก็เฉกเช่นเดียวกับเฉินหลิวเตียนอุย ล้วนเป็นชื่อที่เหลียงจ้งหนิงไม่เคยได้ยินมาก่อน
ทว่ามีความแตกต่างอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเมืองเกามี่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของแคว้นชิงจิ๋ว
และหากเอ่ยถึงเกามี่ ก็ยากที่จะไม่นึกถึงบุคคลผู้หนึ่ง
"ถูกต้อง เกามี่ อันเป็นถิ่นพำนักของท่านเจิ้งคังเฉิง" เฉียวเหยียนราวกับล่วงรู้ความสงสัยของเขาจึงเอ่ยสืบต่อ
นางยืนประสานมือ น้ำเสียงราบเรียบยามเอื้อนเอ่ย ท่าทีเช่นนี้ทำให้ยากจะเชื่อได้ลงว่านางกำลังกล่าวโป้ปด
เฉียวเหยียนเจ้าของร่างเดิมล้มป่วยมาหลายปี แทบไม่เคยก้าวเท้าออกจากเรือน และแทบไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ซ้ำร้ายด้วยอิทธิพลจากมารดา ทำให้นางพูดจาด้วยสำเนียงมาตรฐานของเมืองลั่วหยาง มากกว่าจะเป็นสำเนียงของชาวเมืองเหลียงกั๋วในแคว้นชิงจิ๋ว ซึ่งข้อนี้กลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยปกปิดตัวตนของนางได้อย่างแนบเนียน
ทว่าเมื่อเทียบกับความเยือกเย็นของเฉียวเหยียนแล้ว ทันทีที่เหลียงจ้งหนิงได้รับคำตอบและได้ยินนาม เจิ้งคังเฉิง เขากลับตื่นตระหนกยิ่งกว่ามาก
เจิ้งคังเฉิงคือผู้ใดกันเล่า?
เขาคือยอดปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค นามว่าเจิ้งเสวียน!
หากคำนวณดูแล้ว ยามนี้เกามี่อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเป่ยไห่ หากจะเรียกขานตามธรรมเนียมที่ถูกต้อง นางควรเรียกตนเองว่าเป่ยไห่เหยียนเฉียว เช่นเดียวกับเป่ยไห่ขงหยง
ทว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้านามของเจิ้งเสวียน วิธีการแนะนำตัวของนางก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
เจิ้งเสวียนฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนกับอู๋หยวนเสียน, จางกงจู่ และหม่าหรงตามลำดับ เมื่ออายุย่างเข้าสี่สิบปี เขาก็กลายเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงระบือไกล ในช่วงที่เขาพำนักทำนาอยู่ที่ตงไหล มีลูกศิษย์นับพันคนแห่แหนมารับฟังคำชี้แนะจากเขา
ในรัชศกเจี้ยนหนิงปีที่หนึ่ง เกิดเหตุการณ์ราชภัยพรรคพวกกวาดล้างขุนนาง เนื่องจากเจิ้งเสวียนเคยเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของตู้มี่ เขาจึงถูกร่างแหไปด้วย ด้วยเหตุนี้ เมื่อสิบสามปีก่อน เจิ้งเสวียนจึงถูกส่งตัวกลับไปยังบ้านเกิดที่เกามี่
โดยทั่วไปผู้คนมักให้ความเคารพยกย่องบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ไม่ต้องกล่าวถึงยอดปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างเจิ้งเสวียนเลย
การถูกกักบริเวณหลังจากถูกส่งตัวกลับเกามี่ ไม่อาจขัดขวางการสอนสั่งและเผยแพร่วิชาความรู้ของเจิ้งเสวียนในเกามี่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา เขาได้แต่งตำราคัมภีร์นับล้านตัวอักษร ก่อตั้งสำนักเจิ้งเสวีย และสร้างชื่อเสียงโด่งดังจากการเผชิญหน้ากับกลุ่มคัมภีร์ตำราใหม่!
แม้แต่กองทัพโพกผ้าเหลืองที่มีสาวกมากมาย ก็ยังมิอาจอ้างตัวได้ว่ามีบารมีเทียบเคียงเจิ้งเสวียนในการรวบรวมผู้คนในแถบเกามี่และตงไหล
ชื่อเสียงของเมืองเกามี่ที่ดังกระฉ่อนขึ้นมาได้เพราะเจิ้งเสวียน อาจจะเหนือกว่าเป่ยไห่เสียด้วยซ้ำ
และหากเด็กน้อยผู้มาเยือนผู้นี้เป็นศิษย์ของเจิ้งเสวียนจริงๆ เหลียงจ้งหนิงก็มิกล้าลบหลู่นางเป็นแน่
เขาลดด้ามทวนที่หักครึ่งในมือลง แววตาดุดันเมื่อครู่คลายลงไปบ้าง
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ กระตุกสายบังเหียน จนกระทั่งม้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอีกฝ่าย
ในระยะประชิดถึงเพียงนี้ สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงเรียบเฉยเยือกเย็น ดั่งขุนเขาที่ตั้งตระหง่านไม่หวั่นไหวแม้มหันตภัยมาเยือน นางเพียงแค่ช้อนตามอง ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้เขา
อายุน้อยเพียงนี้ กลับมีท่าทีและสง่าราศีถึงเพียงนั้น ดูเหมือนเรื่องราวจะสมเหตุสมผลขึ้นมาบ้าง
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ เหลียงจ้งหนิงก็ยิ่งคาดเดาได้ง่ายขึ้นว่าเหตุใดนางจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
สมัยที่เจิ้งเสวียนยังหนุ่ม เขาแตกฉานในวิชาพยากรณ์และศาสตร์เร้นลับ ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการคำนวณอย่างลึกซึ้ง หลังจากเดินทางเข้าสู่กวนจงและฝากตัวเป็นศิษย์ของหม่าหรง เขายังได้ติดตามอาจารย์ศึกษาการคำนวณเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดวงดาว
ในสายตาของคนอย่างเหลียงจ้งหนิงที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเจิ้งเสวียนมานักต่อนัก หากเด็กน้อยผู้นี้เป็นศิษย์ของสำนักเจิ้งและบรรลุวิชาทำนายทายทักมาบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่นางจะล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของเขา
เหลียงจ้งหนิงนึกระแวดระวังยอดคนเช่นนี้อยู่ลึกๆ ทว่าเขาไม่อยากแสดงท่าทีอ่อนแอออกมาให้เห็น จึงแสร้งขึ้นเสียงถามไปว่า "เช่นนั้นแล้ว ท่านมีธุระอันใดกับข้าหรือ?"
แม้ยามนี้ทัพโพกผ้าเหลืองจะยึดครองหัวเมืองและอำเภอต่างๆ ไว้มากมาย ทว่าก็ยากจะลบเลือนตัวตนที่แท้จริงซึ่งเคยเป็นเพียงชาวบ้านอพยพเร่ร่อนไปได้ ในขณะที่ศิษย์ของเจิ้งเสวียน อย่างน้อยก็มีความเกี่ยวพันกับเหล่าบัณฑิตปัญญาชน การจะกล่าวว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ขวางกั้นระหว่างทั้งสองฝ่ายก็คงไม่เกินจริงนัก
เขาก็ไม่ได้ตาบอด ย่อมมองออกว่าแม้ใบหน้าของเด็กน้อยจะดูซีดเซียวไปบ้าง แต่นางก็เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการประคบประหงมอย่างดี
คนไม่เคยไปมาหาสู่ จู่ๆ มาเยือนย่อมมีจุดประสงค์ เขาไม่คิดว่าระหว่างตนเองกับนางจะมีเรื่องใดให้เกี่ยวข้องกันได้
ทว่าเฉียวเหยียนราวกับไม่ได้ใส่ใจท่าทีไม่อยากข้องแวะของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เมื่อคืนข้าดูดาวบนท้องฟ้า ล่วงรู้ว่าท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอันตราย และไม่ได้มีเพียงอันตรายเดียว ข้าปรารถนาจะมอบคำชี้แนะสองประการให้แก่ท่าน เพื่อแลกกับ—"
"ขอให้ท่านแม่ทัพคุ้มครองข้า และช่วยให้ข้าเดินทางกลับเกามี่ได้อย่างปลอดภัย"
เหลียงจ้งหนิงไม่ได้หวั่นไหวกับคำกล่าวที่ว่า 'ท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอันตราย' ของอีกฝ่าย เขาเพียงเอ่ยถามถึงเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนต่อไป "แต่แผ่นดินกำลังวุ่นวาย ข้าเห็นว่าท่านไร้ซึ่งการป้องกันตัว เหตุใดจึงเร่งรีบเดินทางนักเล่า?"
เขาจะกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือไม่นั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาศัยการคำนวณทำนายเลย
ความทุลักทุเลจากศึกที่ป้อมสกุลเถียน ประกอบกับความหวาดกลัวที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากเงื้อมมือของเตียนอุย ทำให้ยามนี้เขาไม่เพียงแต่มีสภาพเกราะฉีกขาด ไพร่พลแตกฉานซ่านเซ็นเท่านั้น ทว่าแม้แต่ม้าคู่ใจที่ใช้หลบหนีก็ยังถูกเกาทัณฑ์ยิงได้รับบาดเจ็บ
หากเขาซมซานกลับเมืองอ้วนเซียด้วยสภาพเช่นนี้ แล้วบังเอิญไปพบกับกองกำลังของปู้จี่และจางป๋อที่กำลังเคลื่อนทัพไปทางตะวันตก ใครจะรู้ว่าจะมีเภทภัยอันใดรอเขาอยู่
นี่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว
เฉียวเหยียนแย้มยิ้มแล้วเอ่ยตอบอย่างเนิบนาบ "ท่านอาจารย์เจิ้งคำนวณไว้เมื่อหลายเดือนก่อนว่าใต้หล้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงส่งข้าเข้าเมืองหลวงเพื่อสืบข่าว เมื่อกบฏโพกผ้าเหลืองลุกฮือ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นก็ทรงถูกบีบให้ยกเลิกข้อห้ามพรรคพวก ซึ่งก็เป็นจริงดังคำทำนายของท่าน แม้บัดนี้ราชโองการจะถูกส่งไปทั่วทุกแคว้นแล้ว แต่ข้าก็จำเป็นต้องกลับไปเกามี่ เพื่ออธิบายท่าทีของราชสำนักให้ท่านอาจารย์ฟังอย่างละเอียด"
เมื่อนางเอ่ยถึง 'การยกเลิกข้อห้ามพรรคพวก' ด้ามทวนของเหลียงจ้งหนิงที่เพิ่งลดระดับลงก็ถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง
ชั่วพริบตา ด้ามทวนที่ยังมีเศษไม้แตกหักก็จ่อห่างจากลำคอของนางเพียงคืบ แม้แต่ระบบกุนซือในห้วงคำนึงยังเริ่มส่งเสียงเตือนด้วยความตื่นตระหนก แต่เฉียวเหยียนกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเอ่ยต่อไปว่า "ทว่ากองทัพของพวกท่านยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทำให้การเดินทางกลับของข้ายากลำบาก การเดินทางมาถึงชายแดนเมืองอ้วนเซียก็นับว่าตึงมือข้าเต็มทนแล้ว เกรงว่าคงต้องรบกวนท่านแม่ทัพให้ยืมกำลังคนสักหน่อย"
เหลียงจ้งหนิงแทบจะหัวร่อออกมาด้วยความเดือดดาลกับน้ำเสียงที่ถือดีของนาง
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว "เมื่อขุนนางเก่ากลับมารุ่งเรือง พวกมันก็คือพวกเดียวกับราชสำนัก ในเมื่อท่านรู้จักกองทัพโพกผ้าเหลือง เหตุใดจึงไม่รู้คำขวัญ 'ฟ้าครามสิ้นแล้ว' ของพวกเราเล่า? ยังจะมาพูดเรื่องความร่วมมืออันใดกับข้าอีก? ไม่กลัวว่าข้าจะบั่นคอท่านก่อนรึ?"
"เช่นนั้น ท่านแม่ทัพปรารถนาจะสังหารผู้มีปณิธานแน่วแน่กระนั้นหรือ?" เฉียวเหยียนย้อนถาม
ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นเพียงคำตอบที่ยังคงสงบนิ่งและไร้ความหวั่นไหว—
"ผู้มีปณิธานแน่วแน่ ไยต้องไยดีเรื่องอายุขัยด้วยเล่า?"
ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นระหว่างเมืองอ้วนเซียและป้อมสกุลเถียน
เหลียงจ้งหนิงออกไปรวบรวมไพร่พลที่แตกกระสานซ่านเซ็น ส่วนเฉียวเหยียนก็พบกับความสงบชั่วคราว
ยามนี้นางถือเป็นแขกผู้มีเกียรติของแม่ทัพกองกำลังโพกผ้าเหลืองผู้นี้ แน่นอนว่านางย่อมได้รับอภิสิทธิ์ให้มีกระโจมส่วนตัวในค่ายพัก
ระบบกุนซือพรูลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาในที่สุด
มันเกือบจะคิดไปแล้วว่าโฮสต์ของตนจะต้องมาตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มสร้างผลงาน!
【เจ้าช่างใจกล้าบ้าบิ่นนัก เจ้าก็เห็นพฤติกรรมของกองกำลังปู้จี่และจางป๋ออย่างชัดเจนแล้ว แม้ชื่อของเหลียงจ้งหนิงจะฟังดูมีความรู้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเขาจะไม่พลั้งมือฆ่าเจ้าทิ้งเสีย】
"โชคเข้าข้างคนกล้าเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นก็เป็นเช่นนี้ การสังหารบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก"
โจโฉสังหารเปี้ยนยร่าง ซึ่งเกือบจะทำให้เขาสูญเสียแคว้นชิงจิ๋ว ภายหลังเขาจึงไม่ยอมให้หมีเหิงต้องมาตายด้วยน้ำมือของตน แต่หมีเหิงกลับร่อนเร่ไปพึ่งพิงหลิวเปี่ยวที่เกงจิ๋วและหวงจู่ที่กังแฮ จนต้องมาจบชีวิตลงในที่สุด
แม้ยามนี้กองทัพโพกผ้าเหลืองจะควบคุมวินัยทหารได้ยากยิ่งนัก หรือพวกเขาจะมีพฤติกรรมเยี่ยงโจรป่าอำมหิตเพียงใด ทว่าผู้ที่คู่ควรกับตำแหน่งแม่ทัพอย่างแท้จริง ย่อมไม่กล้าท้าทายสายตาผู้คนทั้งแผ่นดินด้วยการสังหารศิษย์ของเจิ้งเสวียนเป็นแน่
แม้นางจะเป็นเพียงตัวปลอมที่อาศัยชื่อเสียงของเจิ้งเสวียนเป็นเกราะกำบัง แต่ถึงอย่างไร ภายในระยะเวลาสองสามเดือนนี้ เหลียงจ้งหนิงก็คงไม่มีโอกาสเดินทางไปถึงเกามี่เพื่อสืบสาวราวเรื่องว่านางเป็นศิษย์ของเจิ้งเสวียนจริงหรือไม่ เฉียวเหยียนจึงไม่มีภาระทางใจเรื่องที่ตัวตนจะถูกเปิดโปง
ใครจะไปคาดคิดเล่าว่านางจะกล้าเดินหมากตานี้!
ยิ่งไปกว่านั้น การที่นางอ้างว่าเดินทางมาจากเมืองลั่วหยาง ก็ยังช่วยอธิบายถึงสำเนียงมาตรฐานที่นางใช้อีกด้วย
ขณะที่นางตอบคำถามของระบบ มือของนางก็ไม่ได้หยุดนิ่ง
การตัดสินใจนำกำลังออกจากเมืองอ้วนเซียเพื่อไปโจมตีสกุลเถียนของเหลียงจ้งหนิงนั้นค่อนข้างเร่งรีบ แต่พวกเขาก็ขนเสบียงมาครบถ้วน เฉียวเหยียนขอยืมหินเหล็กไฟและหม้อสนามจากเขา และในที่สุด เมื่อเปิดมุมกระโจมออก นางก็เริ่มต้มน้ำ
นี่คือน้ำร้อนอึกแรกที่นางได้ดื่มนับตั้งแต่ทะลุมิติมายังยุคราชวงศ์ฮั่นอันวุ่นวายแห่งนี้
เฉียวเหยียนไม่สนใจชั่วคราวว่าทหารโพกผ้าเหลืองที่คุ้มกันอยู่นอกกระโจมจะมีความคิดแปลกๆ เกี่ยวกับตัวนางหรือไม่ เพราะบัณฑิตมากมายล้วนมีนิสัยประหลาด การเพิ่มนางเข้าไปในรายชื่ออีกสักคนก็คงไม่แปลกอันใด
นางนั่งยองๆ อยู่ข้างกองไฟที่เพิ่งก่อขึ้นชั่วคราว ผิงไฟอุ่นกายด้วยความร้อนจากน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ
แสงไฟที่วูบไหวสะท้อนอยู่ในแววตาของนาง ก่อนจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจางๆ ในทันที
จากนั้น นางก็บิแผ่นแป้งแห้งชิ้นสุดท้ายที่พกติดตัวใส่ลงไปในหม้อ
แม้จะยังไม่นับว่าอร่อยนัก แต่มันก็ย่อมกลืนง่ายกว่าการฝืนเคี้ยวแป้งแห้งๆ เป็นแน่
ระบบหวนนึกถึงบทสนทนาระหว่างเฉียวเหยียนและเหลียงจ้งหนิงก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกัน แล้วจึงเอ่ยถาม 【แต่เจ้าต้องการช่วยเขาตีป้อมสกุลเถียนให้แตกจริงๆ หรือ? เจ้ารู้ไหมว่า หากก้าวเท้าเดินหมากตานี้ไปแล้ว เจ้าจะมีความเกี่ยวพันกับกองทัพโพกผ้าเหลืองจนยากจะถอนตัวเชียวนะ】
เฉียวเหยียนซดน้ำแกง ส่ายหน้าพลางตอบว่า "จะตัดสินเรื่องราวใด ไม่อาจมองเพียงแค่จุดเริ่มต้น ข้ามีแผนการของข้าเอง และมันจะไม่เป็นอุปสรรคต่อเส้นทางการก้าวขึ้นเป็นกุนซืออันดับหนึ่งในใต้หล้าของข้าอย่างแน่นอน"
ระบบถึงกับพูดไม่ออก
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดมันก็บ่นพึมพำออกมา 【ข้าเริ่มรู้สึกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ ว่าทักษะ 'วาทศิลป์' ของเจ้าน่าจะเรียกว่า 'การหลอกลวง' หรือไม่ก็ 'การวาดวิมานในอากาศ' เสียมากกว่า】
ในฐานะระบบที่สมควรจะเป็นที่พึ่งพาอาศัยอย่างยิ่งยวดด้วยการเป็นไอเท็มโกง สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาจิตใจของมันได้ในตอนนี้ก็คือ การที่เหลียงจ้งหนิงเองก็ถูกเฉียวเหยียนจูงจมูกไปมาอย่างสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากมัน
ตอนที่แม่ทัพกองกำลังโพกผ้าเหลืองผู้นี้ออกไปรวบรวมลูกน้อง เขายังนึกกระหยิ่มใจว่า การใช้ข้ออ้างที่ว่า 'เมืองอ้วนเซียยังไม่สงบราบคาบ และไม่มีผู้ใดว่างเว้น หากท่านถือว่าตนเป็นผู้มีปณิธานแน่วแน่ ไยไม่ลองทดสอบฝีมือดูเล่า?' จะสามารถบีบให้เฉียวเหยียน 'ไม่มีทางเลือกอื่น' นอกจากต้องยอมวางแผนช่วยเขายึดป้อมสกุลเถียน ซึ่งนับเป็นผลประโยชน์ก้อนโตอย่างแท้จริง
แต่แท้จริงแล้วผู้ใดกันเล่าที่ได้เปรียบ?
ระบบ: ข้าไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูดแล้ว เอาเป็นว่าข้าขอแสดงความเห็นใจต่อเขาไปก่อนก็แล้วกัน
"ไม่สิ เจ้าควรจะพูดว่า ไม่ใช่เพราะฝีปากอันไหลลื่นของข้าหรอกที่ได้ผล แต่เป็นเพราะข้าดวงดีต่างหาก"
แท้จริงแล้ว เฉียวเหยียนไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเหลียงจ้งหนิงจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เมื่อตอนที่นางได้พบเขา
ทว่าเมื่อนางมองเห็นทหารที่พ่ายแพ้ของเขาจากบนเนินเขา นางก็ตระหนักได้ทันทีว่า นี่จะเป็นการเปิดโอกาสให้นางดำเนินการตามแผนได้ง่ายกว่าการที่เขายกทัพกลับมาพร้อมชัยชนะอย่างไม่ต้องสงสัย
นี่คือโอกาสทองของนางเช่นกัน!
ป้อมสกุลเถียนที่นางได้ยินมาจากอีกฝ่าย รวมถึงเตียนอุยที่ปรากฏตัวอยู่ที่นั่น ล้วนเป็นข่าวดีทั้งสิ้น
เตียนอุย...
ยอดขุนพลผู้ดุดันผู้นี้ ซึ่งกลายมาเป็นองครักษ์ประจำตัวของโจโฉหลังจากสวามิภักดิ์ ทว่าท้ายที่สุดกลับต้องจบชีวิตลงด้วยความเหนื่อยล้าในศึกเมืองอ้วนเซีย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือสุดยอดองครักษ์ฝีมือฉกาจแห่งยุค
อย่าหาว่าเฉียวเหยียนปากดีบอกว่าเหลียงจ้งหนิงไม่กล้าฆ่านางเลย และแม้ในวันนี้นางจะไม่ได้กะพริบตาเลยสักนิดตอนที่ปลายทวนหักๆ นั่นจ่อมาที่นาง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า—
หากนางมีองครักษ์ประจำตัว ความปลอดภัยในชีวิตของนางในฐานะ 'กุนซือ' ก็ย่อมได้รับการรับประกันอย่างแน่นหนาใช่หรือไม่?
ก็ใครใช้ให้ตอนนี้ นางมีค่าพลังกายเพียงแค่ 31 และค่าพลังยุทธ์แค่ 15 กันเล่า?!