- หน้าแรก
- จากตัวร้ายวันสิ้นโลก ดันทะลุมิติมาเป็นเจ้าแห่งวงการบันเทิง
- บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล
บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล
บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล
บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล
"ทีมที่จะแสดงต่อไปคือทีมสุดท้ายของเหล่าเด็กฝึก พวกเขาตั้งชื่อทีมว่า ปาฏิหาริย์ตี้กวง ในฐานะทีมที่มีสมาชิกน้อยที่สุด แถมหัวหน้าทีมอย่างเจียงเป่ยเซิงยังไม่สามารถเต้นบนเวทีได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แล้วเพลงประจำรายการที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาในครั้งนี้ จะเป็นรูปแบบไหนกันนะ"
ซูชิงหลานเคยคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้กำกับเฉินเรื่องของเจียงเป่ยเซิง
ผู้กำกับเฉินมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ดังนั้นทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าเจียงเป่ยเซิง เขาจึงไม่เคยพูดถึงคำนั้นเลย
แต่ซูชิงหลานกลับสัมผัสได้จากการพูดคุยกันไม่กี่ครั้งว่าเจียงเป่ยเซิงไม่ใช่คนที่เปราะบาง
เรื่องขาหักยังไงก็ต้องเผชิญหน้าและต้องถูกพูดถึงต่อหน้าสาธารณชนอย่างแน่นอน
ดังนั้นในครั้งนี้ซูชิงหลานจึงเลือกที่จะพูดออกมาตรงๆ เธอช้อนตาขึ้นมองกลุ่มคนที่กำลังเดินลงมาจากพีระมิด และพบว่าเจียงเป่ยเซิงเพียงแค่ชะงักไปเล็กน้อยเพราะคำพูดของเธอ แต่ไม่ได้เกิดอารมณ์ด้านลบใดๆ
พนันถูกแล้ว
ซูชิงหลานถอนหายใจด้วยความโล่งอก สำหรับคนที่มีพรสวรรค์แต่กลับมีจุดบกพร่อง ผู้คนบนโลกมักจะรู้สึกเวทนาสงสารเสมอ
ที่เจียงเป่ยเซิงชะงักไป ไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องร่างกายของตัวเองถูกหยิบยกขึ้นมาพูดต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง
แต่เป็นเพราะชื่อทีมของพวกเขาต่างหาก
ปาฏิหาริย์ตี้กวง
บ้าอะไรเนี่ย ไปตั้งชื่อนี้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่อง
เจียงเป่ยเซิงมองไปที่สมาชิกคนอื่นในทีมด้วยสายตาสงสัย ทุกคนต่างเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิด
หลี่กวนฉีกระแอมเบาๆ แล้วกระซิบเสียงแผ่ว
"เดี๋ยวแสดงจบแล้วพวกเราค่อยบอกพี่ก็แล้วกันนะครับ"
เจียงเป่ยเซิงมุมปากกระตุก ในฐานะหัวหน้าทีม เขากลับเป็นคนสุดท้ายที่รู้ชื่อทีม
แต่หลังจากขึ้นไปบนเวที เขาก็โยนความคิดนี้ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง
เพลงในครั้งนี้สามารถนำพามาได้แค่ค่าอารมณ์ด้านบวกให้เขาเท่านั้น
แต่เจียงเป่ยเซิงก็ตัดสินใจที่จะแสดงให้ดีที่สุด เขาอยากเป็นฝ่ายชนะเสมอ
"สวัสดีครับตัวแทนผู้ผลิตรายการ สวัสดีครับคุณครู สวัสดีครับทุกคน พวกเราคือ"
เจียงเป่ยเซิงเพิ่งจะพูดประโยคแรกออกมาได้ครึ่งเดียว
คนอื่นๆ ก็พูดต่ออย่างรู้ใจกัน
"ปาฏิหาริย์ตี้กวง"
เจียงเป่ยเซิงถึงกับพูดไม่ออก เขาถูกความรู้สึกเบียวของชื่อนี้ทำให้รู้สึกอับอายจนคิ้วกระตุก ใครจะไปเชื่อว่าการแนะนำตัวเปิดรายการของพวกเขาไม่ได้ผ่านการซ้อมมาก่อน
[ปาฏิหาริย์ตี้กวงเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ชื่อโคตรจะเบียวเลย ฉันเชื่อว่าพี่เป่ยไม่ได้เป็นคนคิดแน่ๆ]
[ฉันว่ามันก็แอบฟังดูดีอยู่นะ อีกอย่าง ทั้งที่ขาหักแท้ๆ แต่ยังสามารถแสดงบนเวทีได้ นี่มันก็คือปาฏิหาริย์ไม่ใช่เหรอ]
[อ๊ากกกก กลุ่มที่ฉันตั้งตารอที่สุดมาแล้ว]
[พี่เป่ยหล่อมาก หล่อมาก หล่อมาก หล่อจนฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว]
ซูชิงหลานก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปาก
"เอาล่ะ ปาฏิหาริย์ตี้กวง ไม่ทราบว่าเพลงประจำรายการที่พวกคุณเตรียมมามีชื่อว่าอะไรคะ"
เจียงเป่ยเซิงยกไมโครโฟนขึ้นมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เพลงนี้มีชื่อว่าเติบโตอย่างบ้าคลั่งครับ"
โหลวจื่อเหยาถามขึ้น
"เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่คุณแต่งเองเหมือนกันเหรอ"
เจียงเป่ยเซิงพยักหน้าส่งๆ
ฉู่เหยียนที่อยู่ด้านข้างพูดเสริมขึ้นมา
"คุณครูครับ ผมขออธิบายหน่อย เพลงนี้พี่เป่ยเป็นคนแต่งขึ้นมาคนเดียวเลยครับ ท่าเต้นเขาก็เป็นคนออกแบบด้วยครับ"
โหลวจื่อเหยาไม่มีความรู้เรื่องการเต้น แต่เขาก็ยังคงแสดงท่าทีประหลาดใจอย่างมากออกมา หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอื่นต่างก็ไปขอความช่วยเหลือจากทีมเมนเทอร์ไม่มากก็น้อย มีเพียงกลุ่มนี้ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อมเต้น
พอไปถาม พวกเขาก็บอกว่าเตรียมตัวพร้อมแล้ว
โหลวจื่อเหยาจึงทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเดินจากมา
เด็กฝึกกลุ่มอื่นยังพอพูดได้ว่าเป็นการร่วมมือกัน ซึ่งในนั้นยังมีผลงานของเมนเทอร์แต่ละคนผสมอยู่ด้วย
แต่กลุ่มนี้เป็นเพลงที่แต่งเองของแท้
[เจียงเป่ยเซิงขาหักไปแล้ว ยังสามารถออกแบบท่าเต้นได้อีกเหรอ]
[ถึงกับเป็นเจียงเป่ยเซิงแต่งขึ้นมาคนเดียวเลยเหรอ โคตรเทพเลย]
[ฮือๆๆ ขาของพี่เป่ยจะหายดีได้ไหมเนี่ย อยากเห็นเขาเต้นจัง เขาเต้นต้องหล่อสุดๆ แน่เลย]
โหลวจื่อเหยาเผยรอยยิ้มให้กำลังใจ พร้อมกับชูหมัดขึ้นมาทางพวกเขาสองสามคน
"เยี่ยม สู้ๆ นะทีมปาฏิหาริย์ตี้กวง รอชมการแสดงของพวกคุณอยู่นะ"
เจียงเป่ยเซิงที่รู้สึกอับอายกับชื่อนี้จนต้องหลับตาลงอีกครั้งถึงกับพูดไม่ออก
แต่สมาชิกคนอื่นในทีมกลับตะโกนตอบรับอย่างฮึกเหิม
"ได้ครับคุณครู"
ทีมงานยกบัลลังก์ขนาดใหญ่ขึ้นมาวางไว้กลางเวที เมื่อบันไดด้านล่างยกตัวขึ้น ตำแหน่งของบัลลังก์ก็สูงขึ้นครึ่งเมตร
ฉู่เหยียนกับหลินเหนียนจวินคิดจะขึ้นไปอุ้มเจียงเป่ยเซิง แต่เขากลับยกมือขึ้นห้ามไว้
ในที่สุดเขาก็ยอมตกลงกับรูปแบบเวทีบัลลังก์สุดเบียวและน่าอับอายที่คนพวกนี้เสนอมา ในใจลอบถอนหายใจแผ่วเบา
เขาใช้ไม้เท้าค้ำยันเพียงเล็กน้อย ร่างกายก็เคลื่อนย้ายจากรถเข็นไปนั่งบนบัลลังก์นั้น
คนอื่นๆ ก็รีบไปยืนประจำตำแหน่งตามที่ออกแบบท่าเต้นไว้ทันที เกิดเป็นรูปแบบครึ่งวงกลมล้อมรอบบัลลังก์
นี่คือบัลลังก์กึ่งโปร่งใส ดังนั้นเมื่อกระทบกับสีของแสงไฟ จึงเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
แสงไฟในสตูค่อยๆ หรี่ลง จากเดิมที่เป็นโทนสีอบอุ่นก็เปลี่ยนเป็นโทนสีมืดมิด
ราวกับว่ามีหมอกดำจำนวนนับไม่ถ้วนในความมืดกำลังกลืนกินเวทีแห่งนี้
รอจนกระทั่งแสงไฟหดตัวลงอย่างช้าๆ สุดท้ายก็สาดส่องลงมาที่ผู้ชายบนบัลลังก์เพียงคนเดียว เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้อยตามเสียงดนตรีประกอบที่ดังขึ้น
เขาเงยหน้าเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติครึ่งหนึ่งท่ามกลางความมืดมิด
นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้น ดูราวกับจะมืดมิดยิ่งกว่ารัตติกาลอันไร้จุดสิ้นสุด
เขาถือไมโครโฟนแล้วเริ่มร้องเพลง
"แมลงเม่าบนโลกมนุษย์ มีใครบ้างที่ยอมจำนนต่อความธรรมดา ลนลานมาครึ่งค่อนชีวิต ใครกันที่อยากทิ้งความเสียใจเอาไว้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ร้องเนื้อเพลงท่อนแรกออกมาอย่างช้าๆ
เหล่าเด็กฝึกที่อยู่ด้านล่างเวทีอ้าปากค้างอย่างลืมตัว
ท่วงทำนองนี้ เนื้อเพลงนี้ แต่งออกมาได้กินใจเกินไปแล้ว
[เชี่ย เสียงนี้ นี่มันระดับเด็กฝึกจริงๆ เหรอ ไม่ใช่นักร้องมืออาชีพจริงๆ ดิ]
[ฮือๆๆๆ พี่เป่ยของฉันหล่อมาก ทำไมถึงทั้งหล่อแล้วก็แอบทำให้ฉันรู้สึกกลัวนิดๆ ด้วยเนี่ย]
[ใบหน้าครึ่งหนึ่งจมอยู่ในความมืดมิด ภายในดวงตาสีดำขลับคือความบ้าคลั่งที่ถูกกดทับเอาไว้ อ๊ากกกก พี่เป่ยของฉันเหมาะกับการแสดงละครมากเลย]
"วัยรุ่นเอ๋ยอย่าได้เชื่อฟังอย่าได้เชื่อฟัง อย่าไปฟังที่พวกเขาบอกว่าเธอไม่ได้เรื่อง อย่าปล่อยให้ชีวิตบดขยี้จนกลายเป็นคนใบ้ ไม่ว่าจะต้องร้องไห้สักกี่ครั้งหรือรักใครสักกี่หน ก็ถือซะว่าโชคชะตากำลังล้อเล่น ไม่ให้เสียชาติเกิดไม่ให้ลดทอนความกล้า ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร"
คล้อยตามเนื้อเพลงท่อนแรก ราวกับเป็นคำสอนของเทพเจ้าโบราณจากก้นบึ้งของขุมนรก เขากำลังบอกเหล่าวัยรุ่นว่าอย่าได้ก้มหัวให้ใคร
ตอนที่อยู่ในห้องซ้อมเต้น หลี่กวนฉีที่เพิ่งเคยเห็นเนื้อเพลงนี้เป็นครั้งแรกก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า พี่เป่ยเองก็ได้ยินคำนินทาจากโลกภายนอกมาเหมือนกันใช่ไหม ถึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา เพื่อบอกทุกคนและบอกตัวเองว่าอย่าได้ก้มหัวให้ใคร
เสียงดนตรีหยุดชะงักไปหนึ่งวินาทีอย่างกะทันหัน ราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง
เจียงเป่ยเซิงชูไม้เท้าสีเงินในมือขึ้นมาเสียงดังพรึบ
เขาขยับตัวอย่างสง่างามและเป็นอิสระโดยการเคาะไปข้างหน้าเบาๆ คนอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดก็ปรากฏตัวขึ้นภายใต้แสงไฟ
"เขาวิ่งชนไปทั่วท่ามกลางลมพายุ ใครจะหัวเราะเยาะว่าเขาเลี้ยวไม่เป็นยอมถอยไม่เป็น อย่าหยุดมือ วัยรุ่นเอ๋ยอย่าได้ยอมแพ้ อาละวาดให้เต็มที่ เติบโตอย่างบ้าคลั่งไปเลย"
สมาชิกคนอื่นในทีมปาฏิหาริย์ตี้กวงหยิบไมโครโฟนขึ้นมาจากพื้น แล้วร้องไปเต้นไป
ท่าเต้นของพวกเขาแตกต่างจากความท่ามากของเด็กฝึกในปัจจุบัน ท่าทางของพวกเขากว้างขวางและเปิดเผย ไม่มีท่าทางเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขยิบตาหรือการทำมินิฮาร์ต แต่กลับกลายเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนอย่างแท้จริง ท่าเต้นดุดันและเท่ระเบิด ในขณะเดียวกันก็พร้อมเพรียงกันราวกับเป็นคนคนเดียว
"ดูเขาที่ชื่นชมความงามของตัวเองอย่างโดดเดี่ยวทวนกระแสเวลา ใครบอกว่าเขาจะต้องเสียใจและหลบเลี่ยงแสงสว่างเสมอไป เข้ากับคนอื่นไม่ได้แล้วยังไง ไม่ได้เรื่องแล้วยังไง เบ่งบานอย่างเต็มที่ไปเลย"
[จบแล้ว]