เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล

บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล

บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล


บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล

"ทีมที่จะแสดงต่อไปคือทีมสุดท้ายของเหล่าเด็กฝึก พวกเขาตั้งชื่อทีมว่า ปาฏิหาริย์ตี้กวง ในฐานะทีมที่มีสมาชิกน้อยที่สุด แถมหัวหน้าทีมอย่างเจียงเป่ยเซิงยังไม่สามารถเต้นบนเวทีได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แล้วเพลงประจำรายการที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาในครั้งนี้ จะเป็นรูปแบบไหนกันนะ"

ซูชิงหลานเคยคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้กำกับเฉินเรื่องของเจียงเป่ยเซิง

ผู้กำกับเฉินมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ดังนั้นทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าเจียงเป่ยเซิง เขาจึงไม่เคยพูดถึงคำนั้นเลย

แต่ซูชิงหลานกลับสัมผัสได้จากการพูดคุยกันไม่กี่ครั้งว่าเจียงเป่ยเซิงไม่ใช่คนที่เปราะบาง

เรื่องขาหักยังไงก็ต้องเผชิญหน้าและต้องถูกพูดถึงต่อหน้าสาธารณชนอย่างแน่นอน

ดังนั้นในครั้งนี้ซูชิงหลานจึงเลือกที่จะพูดออกมาตรงๆ เธอช้อนตาขึ้นมองกลุ่มคนที่กำลังเดินลงมาจากพีระมิด และพบว่าเจียงเป่ยเซิงเพียงแค่ชะงักไปเล็กน้อยเพราะคำพูดของเธอ แต่ไม่ได้เกิดอารมณ์ด้านลบใดๆ

พนันถูกแล้ว

ซูชิงหลานถอนหายใจด้วยความโล่งอก สำหรับคนที่มีพรสวรรค์แต่กลับมีจุดบกพร่อง ผู้คนบนโลกมักจะรู้สึกเวทนาสงสารเสมอ

ที่เจียงเป่ยเซิงชะงักไป ไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องร่างกายของตัวเองถูกหยิบยกขึ้นมาพูดต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง

แต่เป็นเพราะชื่อทีมของพวกเขาต่างหาก

ปาฏิหาริย์ตี้กวง

บ้าอะไรเนี่ย ไปตั้งชื่อนี้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่อง

เจียงเป่ยเซิงมองไปที่สมาชิกคนอื่นในทีมด้วยสายตาสงสัย ทุกคนต่างเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิด

หลี่กวนฉีกระแอมเบาๆ แล้วกระซิบเสียงแผ่ว

"เดี๋ยวแสดงจบแล้วพวกเราค่อยบอกพี่ก็แล้วกันนะครับ"

เจียงเป่ยเซิงมุมปากกระตุก ในฐานะหัวหน้าทีม เขากลับเป็นคนสุดท้ายที่รู้ชื่อทีม

แต่หลังจากขึ้นไปบนเวที เขาก็โยนความคิดนี้ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง

เพลงในครั้งนี้สามารถนำพามาได้แค่ค่าอารมณ์ด้านบวกให้เขาเท่านั้น

แต่เจียงเป่ยเซิงก็ตัดสินใจที่จะแสดงให้ดีที่สุด เขาอยากเป็นฝ่ายชนะเสมอ

"สวัสดีครับตัวแทนผู้ผลิตรายการ สวัสดีครับคุณครู สวัสดีครับทุกคน พวกเราคือ"

เจียงเป่ยเซิงเพิ่งจะพูดประโยคแรกออกมาได้ครึ่งเดียว

คนอื่นๆ ก็พูดต่ออย่างรู้ใจกัน

"ปาฏิหาริย์ตี้กวง"

เจียงเป่ยเซิงถึงกับพูดไม่ออก เขาถูกความรู้สึกเบียวของชื่อนี้ทำให้รู้สึกอับอายจนคิ้วกระตุก ใครจะไปเชื่อว่าการแนะนำตัวเปิดรายการของพวกเขาไม่ได้ผ่านการซ้อมมาก่อน

[ปาฏิหาริย์ตี้กวงเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ชื่อโคตรจะเบียวเลย ฉันเชื่อว่าพี่เป่ยไม่ได้เป็นคนคิดแน่ๆ]

[ฉันว่ามันก็แอบฟังดูดีอยู่นะ อีกอย่าง ทั้งที่ขาหักแท้ๆ แต่ยังสามารถแสดงบนเวทีได้ นี่มันก็คือปาฏิหาริย์ไม่ใช่เหรอ]

[อ๊ากกกก กลุ่มที่ฉันตั้งตารอที่สุดมาแล้ว]

[พี่เป่ยหล่อมาก หล่อมาก หล่อมาก หล่อจนฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว]

ซูชิงหลานก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปาก

"เอาล่ะ ปาฏิหาริย์ตี้กวง ไม่ทราบว่าเพลงประจำรายการที่พวกคุณเตรียมมามีชื่อว่าอะไรคะ"

เจียงเป่ยเซิงยกไมโครโฟนขึ้นมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"เพลงนี้มีชื่อว่าเติบโตอย่างบ้าคลั่งครับ"

โหลวจื่อเหยาถามขึ้น

"เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่คุณแต่งเองเหมือนกันเหรอ"

เจียงเป่ยเซิงพยักหน้าส่งๆ

ฉู่เหยียนที่อยู่ด้านข้างพูดเสริมขึ้นมา

"คุณครูครับ ผมขออธิบายหน่อย เพลงนี้พี่เป่ยเป็นคนแต่งขึ้นมาคนเดียวเลยครับ ท่าเต้นเขาก็เป็นคนออกแบบด้วยครับ"

โหลวจื่อเหยาไม่มีความรู้เรื่องการเต้น แต่เขาก็ยังคงแสดงท่าทีประหลาดใจอย่างมากออกมา หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอื่นต่างก็ไปขอความช่วยเหลือจากทีมเมนเทอร์ไม่มากก็น้อย มีเพียงกลุ่มนี้ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อมเต้น

พอไปถาม พวกเขาก็บอกว่าเตรียมตัวพร้อมแล้ว

โหลวจื่อเหยาจึงทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเดินจากมา

เด็กฝึกกลุ่มอื่นยังพอพูดได้ว่าเป็นการร่วมมือกัน ซึ่งในนั้นยังมีผลงานของเมนเทอร์แต่ละคนผสมอยู่ด้วย

แต่กลุ่มนี้เป็นเพลงที่แต่งเองของแท้

[เจียงเป่ยเซิงขาหักไปแล้ว ยังสามารถออกแบบท่าเต้นได้อีกเหรอ]

[ถึงกับเป็นเจียงเป่ยเซิงแต่งขึ้นมาคนเดียวเลยเหรอ โคตรเทพเลย]

[ฮือๆๆ ขาของพี่เป่ยจะหายดีได้ไหมเนี่ย อยากเห็นเขาเต้นจัง เขาเต้นต้องหล่อสุดๆ แน่เลย]

โหลวจื่อเหยาเผยรอยยิ้มให้กำลังใจ พร้อมกับชูหมัดขึ้นมาทางพวกเขาสองสามคน

"เยี่ยม สู้ๆ นะทีมปาฏิหาริย์ตี้กวง รอชมการแสดงของพวกคุณอยู่นะ"

เจียงเป่ยเซิงที่รู้สึกอับอายกับชื่อนี้จนต้องหลับตาลงอีกครั้งถึงกับพูดไม่ออก

แต่สมาชิกคนอื่นในทีมกลับตะโกนตอบรับอย่างฮึกเหิม

"ได้ครับคุณครู"

ทีมงานยกบัลลังก์ขนาดใหญ่ขึ้นมาวางไว้กลางเวที เมื่อบันไดด้านล่างยกตัวขึ้น ตำแหน่งของบัลลังก์ก็สูงขึ้นครึ่งเมตร

ฉู่เหยียนกับหลินเหนียนจวินคิดจะขึ้นไปอุ้มเจียงเป่ยเซิง แต่เขากลับยกมือขึ้นห้ามไว้

ในที่สุดเขาก็ยอมตกลงกับรูปแบบเวทีบัลลังก์สุดเบียวและน่าอับอายที่คนพวกนี้เสนอมา ในใจลอบถอนหายใจแผ่วเบา

เขาใช้ไม้เท้าค้ำยันเพียงเล็กน้อย ร่างกายก็เคลื่อนย้ายจากรถเข็นไปนั่งบนบัลลังก์นั้น

คนอื่นๆ ก็รีบไปยืนประจำตำแหน่งตามที่ออกแบบท่าเต้นไว้ทันที เกิดเป็นรูปแบบครึ่งวงกลมล้อมรอบบัลลังก์

นี่คือบัลลังก์กึ่งโปร่งใส ดังนั้นเมื่อกระทบกับสีของแสงไฟ จึงเปล่งประกายเจิดจรัสอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

แสงไฟในสตูค่อยๆ หรี่ลง จากเดิมที่เป็นโทนสีอบอุ่นก็เปลี่ยนเป็นโทนสีมืดมิด

ราวกับว่ามีหมอกดำจำนวนนับไม่ถ้วนในความมืดกำลังกลืนกินเวทีแห่งนี้

รอจนกระทั่งแสงไฟหดตัวลงอย่างช้าๆ สุดท้ายก็สาดส่องลงมาที่ผู้ชายบนบัลลังก์เพียงคนเดียว เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้อยตามเสียงดนตรีประกอบที่ดังขึ้น

เขาเงยหน้าเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติครึ่งหนึ่งท่ามกลางความมืดมิด

นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้น ดูราวกับจะมืดมิดยิ่งกว่ารัตติกาลอันไร้จุดสิ้นสุด

เขาถือไมโครโฟนแล้วเริ่มร้องเพลง

"แมลงเม่าบนโลกมนุษย์ มีใครบ้างที่ยอมจำนนต่อความธรรมดา ลนลานมาครึ่งค่อนชีวิต ใครกันที่อยากทิ้งความเสียใจเอาไว้"

น้ำเสียงทุ้มต่ำ ร้องเนื้อเพลงท่อนแรกออกมาอย่างช้าๆ

เหล่าเด็กฝึกที่อยู่ด้านล่างเวทีอ้าปากค้างอย่างลืมตัว

ท่วงทำนองนี้ เนื้อเพลงนี้ แต่งออกมาได้กินใจเกินไปแล้ว

[เชี่ย เสียงนี้ นี่มันระดับเด็กฝึกจริงๆ เหรอ ไม่ใช่นักร้องมืออาชีพจริงๆ ดิ]

[ฮือๆๆๆ พี่เป่ยของฉันหล่อมาก ทำไมถึงทั้งหล่อแล้วก็แอบทำให้ฉันรู้สึกกลัวนิดๆ ด้วยเนี่ย]

[ใบหน้าครึ่งหนึ่งจมอยู่ในความมืดมิด ภายในดวงตาสีดำขลับคือความบ้าคลั่งที่ถูกกดทับเอาไว้ อ๊ากกกก พี่เป่ยของฉันเหมาะกับการแสดงละครมากเลย]

"วัยรุ่นเอ๋ยอย่าได้เชื่อฟังอย่าได้เชื่อฟัง อย่าไปฟังที่พวกเขาบอกว่าเธอไม่ได้เรื่อง อย่าปล่อยให้ชีวิตบดขยี้จนกลายเป็นคนใบ้ ไม่ว่าจะต้องร้องไห้สักกี่ครั้งหรือรักใครสักกี่หน ก็ถือซะว่าโชคชะตากำลังล้อเล่น ไม่ให้เสียชาติเกิดไม่ให้ลดทอนความกล้า ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร"

คล้อยตามเนื้อเพลงท่อนแรก ราวกับเป็นคำสอนของเทพเจ้าโบราณจากก้นบึ้งของขุมนรก เขากำลังบอกเหล่าวัยรุ่นว่าอย่าได้ก้มหัวให้ใคร

ตอนที่อยู่ในห้องซ้อมเต้น หลี่กวนฉีที่เพิ่งเคยเห็นเนื้อเพลงนี้เป็นครั้งแรกก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า พี่เป่ยเองก็ได้ยินคำนินทาจากโลกภายนอกมาเหมือนกันใช่ไหม ถึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา เพื่อบอกทุกคนและบอกตัวเองว่าอย่าได้ก้มหัวให้ใคร

เสียงดนตรีหยุดชะงักไปหนึ่งวินาทีอย่างกะทันหัน ราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง

เจียงเป่ยเซิงชูไม้เท้าสีเงินในมือขึ้นมาเสียงดังพรึบ

เขาขยับตัวอย่างสง่างามและเป็นอิสระโดยการเคาะไปข้างหน้าเบาๆ คนอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดก็ปรากฏตัวขึ้นภายใต้แสงไฟ

"เขาวิ่งชนไปทั่วท่ามกลางลมพายุ ใครจะหัวเราะเยาะว่าเขาเลี้ยวไม่เป็นยอมถอยไม่เป็น อย่าหยุดมือ วัยรุ่นเอ๋ยอย่าได้ยอมแพ้ อาละวาดให้เต็มที่ เติบโตอย่างบ้าคลั่งไปเลย"

สมาชิกคนอื่นในทีมปาฏิหาริย์ตี้กวงหยิบไมโครโฟนขึ้นมาจากพื้น แล้วร้องไปเต้นไป

ท่าเต้นของพวกเขาแตกต่างจากความท่ามากของเด็กฝึกในปัจจุบัน ท่าทางของพวกเขากว้างขวางและเปิดเผย ไม่มีท่าทางเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขยิบตาหรือการทำมินิฮาร์ต แต่กลับกลายเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนอย่างแท้จริง ท่าเต้นดุดันและเท่ระเบิด ในขณะเดียวกันก็พร้อมเพรียงกันราวกับเป็นคนคนเดียว

"ดูเขาที่ชื่นชมความงามของตัวเองอย่างโดดเดี่ยวทวนกระแสเวลา ใครบอกว่าเขาจะต้องเสียใจและหลบเลี่ยงแสงสว่างเสมอไป เข้ากับคนอื่นไม่ได้แล้วยังไง ไม่ได้เรื่องแล้วยังไง เบ่งบานอย่างเต็มที่ไปเลย"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 25 ก้นทะเลมองไม่เห็นฤดูกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว