- หน้าแรก
- จากตัวร้ายวันสิ้นโลก ดันทะลุมิติมาเป็นเจ้าแห่งวงการบันเทิง
- บทที่ 26 แมลงเม่าบนโลกมนุษย์
บทที่ 26 แมลงเม่าบนโลกมนุษย์
บทที่ 26 แมลงเม่าบนโลกมนุษย์
บทที่ 26 แมลงเม่าบนโลกมนุษย์
เวทีที่เคยมืดมิดสว่างไสวขึ้นมาแล้ว เจียงเป่ยเซิงที่นั่งร้องเพลงอยู่บนบัลลังก์ ต่อให้จะไม่ได้เต้น แต่ด้วยการออกแบบเวทีนี้ ทุกคนก็ยังคงมองเห็นเขาได้ในพริบตาเดียว
จากเพลงๆ นี้ ต่อให้เป็นคนนอกที่เพิ่งจะโดนตก ก็ยังดูออกว่าเจียงเป่ยเซิงเป็นคนแบบไหน
หยิ่งยโสไม่ยอมสยบให้ใคร เป็นอิสระและเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดในจุดยืนของตัวเองโดยไม่หวาดกลัวต่อข้อกังขาและการไม่ยอมรับจากคนรอบข้าง ยึดมั่นในความเป็นตัวเอง
ขาหักแล้ว ยังจะเป็นไอดอลได้อีกเหรอ
เสียงเหล่านี้ เจียงเป่ยเซิงอาจจะได้ยิน แต่กลับไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
เขากำลังบอกทุกคนว่า โชคชะตาเล่นตลกกับเขา แต่เขาก็จะพุ่งชนฝ่ามรสุม และเติบโตอย่างบ้าคลั่งตามอำเภอใจ
ในช่วงท้ายของเพลง คือท่าโพสจบการแสดง
สมาชิกกลุ่มอื่นล้วนเลือกที่จะส่งยิ้มโชว์ฟันแปดซี่ให้กล้องอย่างเก้อเขิน
แต่เจียงเป่ยเซิงกลับออกแบบท่าจบการแสดงที่คล้ายกับการทำความเคารพแบบอัศวินให้กับทุกคน
แต่เพราะท่านี้เจียงเป่ยเซิงไม่สามารถยืนขึ้นได้ สวี่เฮ่ออีจึงเสนอให้ปรับเปลี่ยน พวกเขาสองสามคนแอบสุมหัวปรึกษากันอยู่ตั้งนานโดยไม่ให้เจียงเป่ยเซิงรู้
สุดท้ายก็ได้คำตอบออกมา
จากนั้นพวกเขาก็ไม่บอกหัวหน้าทีมของตัวเอง โดยอ้างว่าจะเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์
หนึ่งคือเพื่อขอบคุณพี่เป่ยที่เหน็ดเหนื่อยสั่งสอนพวกเขามาร่วมสัปดาห์ สองคือเพื่อขอบคุณพี่เป่ยที่สร้างสรรค์เวทีที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ให้กับพวกเขา
เจียงเป่ยเซิงถึงกับพูดไม่ออก เอาเถอะ แค่พวกนายไม่ทำเรื่องน่าอายบนเวทีก็พอแล้ว
ดังนั้นเมื่อเสียงดนตรีจบลง
วินาทีก่อนหน้านี้ คนทั้งหลายที่ทำท่าเคารพแบบอัศวินหันหน้าไปทางด้านหน้าเวที หลังจากทำความเคารพเสร็จ ก็หันขวับกลับมาอย่างลื่นไหล แล้วคุกเข่าข้างหนึ่งทำความเคารพเจียงเป่ยเซิงที่อยู่บนบัลลังก์ประหนึ่งขุนนางทำความเคารพ ชายเสื้อของพวกเขาปลิวไสว ราวกับกำลังบอกเล่าว่าหอคอยสูงตระหง่านได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว
ส่วนบัลลังก์ที่เจียงเป่ยเซิงนั่งอยู่ ก็ถูกยกให้สูงขึ้นอีกครึ่งเมตร
แสงและเงาบนเวทีสาดส่องตัดกัน ควันสีเหลืองอ่อนพวยพุ่งขึ้นมาจากด้านล่าง
ท่ามกลางควันไฟที่ลอยคลุ้ง ไม่ว่าจะเป็นการหันหลังกลับอย่างเฉียบขาดของทั้งหกคน หรือเจียงเป่ยเซิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยความน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอาการโกรธ
ล้วนหล่อเหลาจนทำให้คนดูขนลุกซู่
[อ๊ากกกกกก โคตรมันเลย โคตรมันเลย จัดลำดับความสำคัญได้ดีมาก เคลื่อนไหวและหยุดนิ่งได้อย่างลงตัว พี่เป่ยหล่อจนฉันอยากจะคุกเข่าให้เขาเลย]
[พี่เป่ยรอก่อนนะ อดีตสามีฉันเหลืออีกแค่สองพลั่วก็จะฝังเสร็จแล้ว]
[หลงใหลคลั่งไคล้เพราะคุณ ยอมเอาหัวชนกำแพงดังปังๆ เพราะคุณเลย]
เจียงเป่ยเซิงที่นั่งอยู่บนที่สูง รู้สึกอับอายจนนิ้วเท้าจิกเกร็งไปหมด
นี่น่ะเหรอท่าจบที่พวกนายปิดบังฉันมาตั้งอาทิตย์นึง
เดี๋ยวก่อน นิ้วเท้าของฉัน
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ภารกิจสำเร็จ รวบรวมค่าอารมณ์ด้านบวก ค่าอารมณ์ด้านลบ ความคืบหน้าในการฟื้นฟูร่างกายยี่สิบเปอร์เซ็นต์]
"เพลงนี้ออกจะคิดบวกขนาดนี้ ยังจะมีค่าอารมณ์ด้านลบอีกเหรอ"
ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับค่าอารมณ์ด้านบวกหนึ่งแสนแต้มแล้ว ค่าอารมณ์ด้านลบหนึ่งหมื่นกว่าแต้มจะแทบไม่นับเป็นเศษเสี้ยวเลยก็ตาม
ระบบอธิบาย
[เป็นเพราะว่ามีเด็กฝึกหน้าเก่าหลายคนในงานนี้ พอได้ดูการแสดงของพวกคุณ ก็พากันนึกถึงอดีตอันยากลำบากของตัวเอง เลยรู้สึกเจ็บปวดใจมากน่ะสิ]
ถึงแม้เพลง เติบโตอย่างบ้าคลั่ง จะสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมาก แต่ความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน
ก็เหมือนกับธีมหลักของการแข่งขันที่มักจะเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเลือดร้อนที่มาพร้อมกับความเสียดายเสมอ
เด็กฝึกหน้าเก่าที่เคยล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านั้น พวกเขานึกถึงภาพตอนที่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตาซ้อมทั้งวันทั้งคืนแต่กลับไม่ได้เดบิวต์ ภายในใจจึงรู้สึกเศร้าหมอง
เพราะแบบนั้นระบบถึงได้ตรวจจับค่าอารมณ์ด้านลบได้
สิ่งนี้ยังทำให้เจียงเป่ยเซิงเข้าใจว่า ที่แท้เพลงที่ถูกกำหนดให้เป็นเพลงอารมณ์ด้านบวก ก็ไม่ได้นำมาซึ่งค่าอารมณ์ด้านบวกเพียงอย่างเดียวเสมอไป
เขาพยักหน้า ก่อนจะย้ายจากบัลลังก์กลับไปนั่งบนรถเข็นของตัวเอง
"ต่อไปยังไงก็ต้องร้องเพลงเศร้าบีบคั้นอารมณ์บ้างแล้วล่ะ"
เมื่อกี้จู่ๆ นิ้วเท้าก็ขยับได้นิดนึง ทำให้ตอนนี้ความปรารถนาที่จะให้ร่างกายหายดีของเขามีมากขึ้นกว่าเดิม
"ภารกิจต่อไปคืออะไร"
ระบบรู้สึกดีใจมากที่โฮสต์มีความกระตือรือร้นในการทำภารกิจเพิ่มขึ้น
[ภารกิจต่อไปคือการบันทึกวิดีโอแนะนำตัวความยาวหนึ่งนาทีของเด็กฝึกแต่ละคน เพลงสำรองถูกส่งมอบให้แล้ว โปรดให้โฮสต์เลือกด้วยตัวเองเลย]
รูปติดบัตรของเด็กฝึกจากทางรายการถูกโพสต์ลงบนเวยป๋อตั้งแต่วันที่รายการคอนเฟิร์มวันออกอากาศแล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่รูปติดบัตร ไม่ใช่วิดีโอแนะนำตัว
ก่อนที่เอ็มวีเพลงประจำรายการจะถูกปล่อยออกมา ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะต้องอัดวิดีโอสั้นๆ ความยาวหนึ่งนาที เด็กฝึกยังต้องเปลี่ยนชื่อบัญชีเวยป๋อของตัวเองให้เกี่ยวข้องกับทางรายการเป็น เด็กฝึกรายการเซ่าเหนียนสิงซิงตามด้วยชื่อ พร้อมแนบวิดีโอความยาวหนึ่งนาทีนี้ เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือกับรายการในการโปรโมต
เจียงเป่ยเซิงปรายตามองเพลงที่ระบบให้มาในครั้งนี้
ล้วนเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเชิงบวกทั้งสิ้น
เขาใช้ค่าอารมณ์ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ ซื้อเพลงเศร้าเคล้าน้ำตามาหนึ่งเพลงทันที โดยไม่ได้สนใจเลยว่าจะทำร้ายจิตใจแฟนคลับหรือไม่
ระบบถึงกับอึ้ง
การพูดคุยระหว่างเจียงเป่ยเซิงและระบบในหัวใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ระหว่างนั้นเขาก็แบ่งสมาธิรับฟังคำถามจากทีมเมนเทอร์ไปด้วย
"เจียงเป่ยเซิง เพลงนี้ของคุณ ดูเหมือนสไตล์จะไม่ค่อยเหมือนกับเพลงประจำรายการเซอร์ไววัลไอดอลที่ผ่านๆ มาเลยนะ"
หลิวหมิ่นเหวินได้รับเนื้อเพลงและทำนองของเพลงนี้มาแล้ว เขายอมรับว่าเพลงนี้เพราะมากจริงๆ แต่มองในภาพรวมแล้ว เขากลับรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยมีพลังขับเคลื่อนวัยรุ่นสักเท่าไหร่
อย่างรายการเซอร์ไววัลบอยแบนด์ในรุ่นของพวกเขา เนื้อเพลงของเพลงประจำรายการคือคำประเภทที่ว่า เปล่งประกายเจิดจรัส ขอเพียงพิสูจน์ให้เธอเห็น ไม่มีอะไรมาทดแทนได้
เป็นคำที่เข้าใจง่าย ร้องตามได้ง่าย และเต็มไปด้วยความสดใสของวัยรุ่นไอดอล
แต่เพลง เติบโตอย่างบ้าคลั่ง เพลงนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ถึงแม้จะบอกว่าเนื้อเพลงสร้างแรงบันดาลใจได้ดีมาก จังหวะก็หนักแน่นมาก แต่หลิวหมิ่นเหวินฟังแล้วก็ยังรู้สึกแหม่งๆ อยู่ดี
อีสุ่ยเหิงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะ
"ผมกลับคิดว่าเพลงนี้เหมาะกับรายการของเรามากเลยนะ เมื่อก่อนเพลงประจำรายการเซอร์ไววัลไอดอลหลายๆ รายการของเรามักจะลอกเลียนแบบมาจากประเทศเกาหลีเพื่อนบ้าน นานๆ ทีจะมีเพลงประจำรายการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศเราแบบนี้ออกมาสักเพลง"
เพลงประจำรายการที่มีเอกลักษณ์ของประเทศตัวเอง
หลิวหมิ่นเหวินมองอีสุ่ยเหิงแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา
"ครูอีพูดมีเหตุผล เป็นผมเองที่คิดน้อยไป"
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ปของประเทศหัวล้วนลอกเลียนแบบกระบวนการสร้างศิลปินจากประเทศเกาหลี บริษัทเอเจนซีไอดอลต่างก็อยู่ในขั้นตอนการเลียนแบบคนอื่น ต่อให้เป็นเพลงไตเติล ก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประเทศเกาหลีอย่างเข้มข้น
จนสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศเราไป
เจียงเป่ยเซิงเองก็ถือไมโครโฟนพูดคล้อยตามคำพูดของอีสุ่ยเหิงเช่นกัน
"ที่ผ่านมาในวงการดนตรีทั่วโลก ดนตรีแอฟริกันเน้นที่จังหวะ ดนตรีตะวันตกเน้นที่เสียงประสาน ดนตรีเอเชียเน้นที่ท่วงทำนอง ส่วนประเทศหัวของเราที่อยู่ใจกลางเอเชีย ควรจะคว้าข้อได้เปรียบทางธรรมชาติในเรื่องของเนื้อเพลงเอาไว้ แล้วเสริมสร้างการเรียนรู้เรื่องท่วงทำนองให้มากขึ้นครับ"
"เลือกรับเอาแต่สิ่งดีงาม นำมาปรับใช้และแก้ไขข้อบกพร่องครับ"
คำตอบของเจียงเป่ยเซิงเป็นการตอบสนองต่อคำพูดของหลิวหมิ่นเหวินเมื่อครู่นี้ที่บอกว่า เพลงนี้เพราะมากชัดๆ แต่ทำไมฟังแล้วถึงรู้สึกแปลกๆ
เป็นเพราะทุกคนเคยชินกับความเป็นท่วงทำนองของดนตรีเอเชีย จนลืมไปว่าข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดนตรีประเทศหัวก็คือเนื้อเพลง
สมาชิกทั้งหกคนของทีมปาฏิหาริย์ตี้กวงต่างพากันมองเจียงเป่ยเซิงด้วยสายตาเลื่อมใสศรัทธา
แม้แต่สวี่เฮ่ออีที่เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเจียงเป่ยเซิงในเวทีรอบแรก
เขาเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบก็คือไม่ชอบจริงๆ แต่พอได้ยอมรับใครสักคนแล้ว เขาก็พร้อมจะโยนทิฐิทิ้งไป แล้วไม่เอาเรื่องราวในอดีตมาคิดเล็กคิดน้อยอีก
เสียงปรบมือดังสนั่น
โหลวจื่อเหยาเป็นคนแรกที่เริ่มปรบมือ
หลังจากเพลงนี้จบลง ด้วยความที่มันทำให้ทุกคนตกตะลึงจนลืมปรบมือไปเลย
เมื่อเสียงปรบมือของโหลวจื่อเหยาดังขึ้น เสียงปรบมืออย่างกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องก็ลุกลามไปทั่วทั้งสตูในทันที
[จบแล้ว]