- หน้าแรก
- เมื่ออดีตคู่หมั้นคือเศษสวะ ข้าจึงขอเป็นฮูหยินของอัครเสนาบดี
- บทที่ 44 - ต่อให้ตำแหน่งเขาใหญ่โตเพียงใดก็ยังเป็นบุรุษผู้หนึ่ง
บทที่ 44 - ต่อให้ตำแหน่งเขาใหญ่โตเพียงใดก็ยังเป็นบุรุษผู้หนึ่ง
บทที่ 44 - ต่อให้ตำแหน่งเขาใหญ่โตเพียงใดก็ยังเป็นบุรุษผู้หนึ่ง
ซุนอี๋เหนียงก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ทันทีที่ไต้อิงกลับมา ก็ช่วยปัดเป่าเคราะห์ร้ายทั้งหมดไปจากพวกนาง นางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "รีบแต่งตัวเข้าเถอะ อย่าให้พ่อของเจ้าต้องรอนาน"
ไต้ยวิ๋นรับคำเสียงใส ให้สาวใช้ช่วยแต่งตัวให้อย่างงดงาม
อีกด้านหนึ่งในเรือนรับรอง เมื่อนายอำเภออู๋ได้ยินลู่หมิงจางกล่าวถึงบุตรสาวตระกูลไต้ หนังศีรษะของเขาก็ชาวาบ
หากคนตระกูลไต้ถูกอัครเสนาบดีลู่เรียกหา ก็ไม่อาจมองตระกูลไต้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาได้อีกต่อไป
ตอนแรกที่เรียกตัวไต้ว่านชางมา เขายังไม่ได้คิดอะไรมาก ทว่าหลังจากนั้นกลับเรียกตัวบุตรสาวตระกูลไต้มาอีก
นายอำเภออู๋คิดวกไปวนมาในหัว โดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของบุตรชายตนเองเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปไม่นาน ไต้ว่านชางก็รีบเดินเข้ามา รายงานต่อลู่หมิงจาง "ผู้น้อยได้พาบุตรสาวมาแล้ว ตอนนี้รอกอยู่ที่ประตูด้านหน้าขอรับ"
ลู่หมิงจางพยักหน้ารับ หันไปสั่งฉางอันที่อยู่ข้างกาย "ไปรับนางเข้ามา จัดหาเรือนที่เงียบสงบให้นางพักผ่อน"
ฉางอันรับคำแล้วเดินออกไป
ไต้ว่านชางมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยความปิติยินดีในใจ ตระกูลเซี่ยกับตระกูลลู่เกี่ยวดองกัน ทำให้ตระกูลไต้ได้พลอยรับผลประโยชน์ไปด้วย เมื่อมีเหตุการณ์ในวันนี้เกิดขึ้น วันหน้าในเมืองผิงกู่แห่งนี้ใครจะกล้าดูแคลนตระกูลไต้ของเขาอีก บรรดาครอบครัวขุนนางคงต้องรีบวิ่งมาประจบสอพลอกันเป็นแน่
เมื่อไต้ว่านชางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นนายอำเภออู๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังส่งยิ้มมาให้ มุมปากยกขึ้น ดวงตาหยีโค้ง รอยยิ้มบนแก้มลึกจนเกิดรอยย่น
ในเวลานี้ไต้ว่านชางรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก เขาลืมความโชคร้ายของบุตรสาวคนโตไปเสียสนิท หรืออาจจะไม่ได้ลืม ทว่าเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่กองอยู่ตรงหน้า การผิดสัญญาของตระกูลเซี่ยก็ดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ก็เดินกลับเข้ามา สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
เห็นเพียงเขาเดินเข้าไปที่ตำแหน่งประธาน โน้มตัวกระซิบที่ข้างหูลู่หมิงจาง ไม่รู้ว่าพูดอะไร อัครเสนาบดีลู่ที่เดิมทีมีสีหน้าอ่อนโยนกลับหันมามองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา น้ำเสียงทุ้มต่ำลง
"ผู้นำตระกูลไต้ฟังคำพูดของข้าไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ"
ไต้ว่านชางรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ย่อตัวลงต่ำ กลืนน้ำลายอึกใหญ่
"ข้าหมายถึงคุณหนูตระกูลไต้ คราวนี้เข้าใจหรือยัง" ลู่หมิงจางเอ่ยถาม
ประโยคเดียวกันนี้ ทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่ไต้ว่านชางพามานั้นไม่ใช่คนที่ถูกต้อง ไม่ใช่คนที่อัครเสนาบดีลู่ต้องการพบ
ไต้ว่านชางจะไปรู้ได้อย่างไร หัวใจของเขาแกว่งไกวราวกับชิงช้า ขึ้นๆ ลงๆ รู้ตัวดีว่าตนเองทำงานพลาดเสียแล้ว
คนที่อัครเสนาบดีลู่ต้องการพบไม่ใช่ไต้ยวิ๋น ทว่าคือบุตรสาวคนโต ไต้อิง แต่ว่า ... บุตรสาวคนโตจนป่านนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ ...
ลู่หมิงจางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ดวงตาของเขาหรี่แคบลง เอ่ยถามตรงๆ "นางอยู่ที่ใด"
ไต้ว่านชางใช้แขนเสื้อซับเหงื่อที่หน้าผาก พูดจาติดอ่าง "เรียนใต้เท้า บุตรสาวคนโต ... เมื่อวานนี้ ... "
ขณะที่พูด เหงื่อก็ไหลทะลักราวกับสายฝน ร่างกายยืนแทบไม่อยู่ โอนเอนไปมา
ฉางอันเร่งเร้า "ผู้นำตระกูลไต้รีบพูดมาเถิด อย่าให้เสียการ คุณหนูนางอยู่ที่ใด"
เมื่อครู่นี้ตอนที่เขาไปที่ประตูด้านหน้า พบว่าคนที่อยู่ในเกี้ยวไม่ใช่ไต้อิง ทว่าเป็นหญิงสาวอีกคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับนางถึงสามส่วน เขาก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแล้ว
ไต้ว่านชางย่อมไม่กล้าพูดเรื่องการกักขัง แต่ก็ไม่กล้าแต่งเรื่องโกหกส่งเดช จึงได้แต่ตอบแบบอ้อมแอ้ม "นางทะเลาะกับน้องสาว ด้วยความโมโหจึงหนีออกจากจวนไป ผู้น้อยกำลังส่งคนออกตามหา ทว่าผ่านไปคืนหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววใดๆ เลยขอรับ"
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ ความอบอุ่นเพียงเล็กน้อยบนใบหน้าของลู่หมิงจางก็เย็นเยียบลงอย่างสิ้นเชิง
ฉางอันตกตะลึง เขาไม่เคยเห็นผู้เป็นนายมีสีหน้าเคร่งเครียดถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
"หา ไปหานางให้พบ" ลู่หมิงจางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง สายตาตวัดไปที่นายอำเภออู๋
นายอำเภออู๋รีบลุกขึ้นยืน โค้งคำนับรับคำสั่ง แล้วพากำลังคนรีบเดินออกไปจากโถงรับรอง พุ่งตัวออกจากเรือนรับรองไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ
หลังจากนายอำเภออู๋จากไป ลู่หมิงจางก็หันไปมองขุนนางคนอื่นๆ ในโถง คนเหล่านั้นล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ เป็นถึงผู้บังคับการทหารและผู้ตรวจการกองทหารระดับท้องถิ่น
พวกเขาพากันลุกขึ้นยืน ไม่ต้องรอให้สั่งการก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดต่อไป
นายอำเภออู๋ออกจากเรือนรับรองมาได้ ก็กำชับบุตรชายของตน "เจ้ากลับจวนไปก่อน หากไม่มีเรื่องอันใดก็อย่าออกไปเดินเตร็ดเตร่ข้างนอก"
กล่าวจบ เขาก็หันหลังขึ้นเกี้ยว มุ่งหน้าไปทางประตูเมือง
อู๋เซิ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง รับสายบังเหียนมาจากบ่าวรับใช้ พลิกตัวขึ้นหลังม้า ทว่าไม่ได้มุ่งหน้ากลับจวนอำเภอ กลับควบม้าไปอีกทางหนึ่งแทน
...
ไต้อิงเดินไปที่ประตู ใช้มือตบประตูอย่างแรง ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากภายนอก เงาที่ทาบทับอยู่บนบานประตูกระดาษบอกให้รู้ว่ามีคนเฝ้าอยู่ด้านนอก
นางพยายามร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ทว่าก็เปล่าประโยชน์ ประตูและหน้าต่างรอบด้านถูกปิดตายอย่างแน่นหนา โชคดีที่พวกมันไม่ได้มัดมือมัดเท้านางไว้ คงกะไว้แล้วว่านางไม่มีทางหนีรอดไปได้
เรื่องนี้ก็น่าขันนัก ไต้ยวิ๋นมาวางก้ามใส่หน้าถึงในเรือน นางกับกุยเยี่ยนจึงจับไต้ยวิ๋นมามัดไว้ นางเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าของไต้ยวิ๋น ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดบังใบหน้า แล้วเดินออกจากลานเรือนไป
เดิมทีตั้งใจจะไปที่เรือนรับรองทางใต้ของเมืองเพื่อขอเข้าพบลู่หมิงจาง
ใครจะรู้ว่าเพิ่งเดินออกจากจวนไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกคนตีจนสลบ ไม่รู้ว่าถูกจับตัวมาขังไว้ที่ใด
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากนอกประตู ตามด้วยเสียงพูด "นางอยู่ข้างในใช่ไหม"
"ขอรับ"
ประตูถูกเปิดเอกจากด้านนอก ไต้อิงจ้องมองไปที่ประตู เห็นบุรุษร่างสูงโปร่ง คิ้วเข้มตาคมเดินเข้ามา ชายผู้นั้นมีดวงตาสีดำขลับ เมื่อเห็นนาง มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น รอยยิ้มทำให้เกิดรอยย่นลึกข้างปีกจมูก
นางไม่รู้จักคนผู้นี้เลย
ไต้อิงถอยหลังไปสองก้าว มือข้างหนึ่งยันโต๊ะไว้ จ้องมองบุรุษตรงหน้าเขม็ง
อู๋เซิ่งเดินเข้ามาใกล้สองก้าว เอ่ยขึ้น "อย่ากลัวไปเลย ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก"
ไต้อิงกวาดสายตามองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า เอ่ยถาม "ท่านคือคุณชายน้อยอู๋ใช่หรือไม่"
"รู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า" อู๋เซิ่งถามด้วยความสนใจ
"การจับตัวหญิงสาวชาวบ้านมาขังไว้แบบนี้ ในเมืองผิงกู่ไม่เคยมีมาก่อน เพิ่งจะมีก็ตอนที่คุณชายน้อยเดินทางมาถึงนี่แหละ"
อู๋เซิ่งฟังออกว่านางกำลังด่าเขา ทว่าเขากลับไม่โกรธเคืองเลยสักนิด ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวเล็กน้อยของนาง กลับทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้
หลังจากให้แม่สื่อไปสู่ขอที่ตระกูลไต้แล้ว เขาก็ยังเผื่อใจไว้ กลัวว่าตระกูลไต้จะไม่ยอมส่งตัวคนมาให้ จึงแอบส่งคนไปคอยจับตาดูอยู่รอบๆ จวนตระกูลไต้
"วางใจเถอะ เมื่อมีเจ้าแล้ว ใครจะไปสนหญิงสาวธรรมดาพวกนั้นอีกล่ะ" อู๋เซิ่งนั่งลง ปรายตามองเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เป็นเชิงเชิญให้ไต้อิงนั่งลง
ไต้อิงไม่ยอมนั่ง ถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง
อู๋เซิ่งยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความดุดัน "อย่ากลัวไปเลย อย่ากลัว ... "
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาพูดคำว่าอย่ากลัวตั้งแต่เข้ามาในห้อง ราวกับว่าสองคำนี้เขาพูดจนติดปากและสามารถพูดออกมาได้อย่างง่ายดาย
"วางใจเถอะ ตอนนี้ข้ายังไม่ทำอะไรเจ้าหรอก รอจนกว่าคณะของอัครเสนาบดีลู่เดินทางจากไป ข้าจะใช้เกี้ยวหลังใหญ่ยกเจ้าเข้าจวนตระกูลอู๋ ถึงตอนนั้นคุณชายน้อยอย่างข้าค่อยรักใคร่ถนอมเจ้าให้หนำใจ ... "
เมื่อไต้อิงได้ยินเขากล่าวถึงลู่หมิงจาง สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เมื่ออู๋เซิ่งเห็นดังนั้น ก็หัวเราะออกมาพลางเอ่ย "เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ"
ปกติเขามักจะคลุกคลีอยู่ตามหอคณิกา วันนี้สีหน้าของอัครเสนาบดีลู่ที่เขาได้เห็น ทำให้เขาค้นพบความลับบางอย่าง และปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าเมื่อครู่นี้ ก็ยิ่งตอกย้ำความคิดของเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
"เจ้าคงไม่รู้กระมัง ว่าตอนนี้ขุนนางใหญ่จากเมืองหลวงผู้นั้นกำลังส่งคนออกตามหาเจ้าไปทั่ว"
ไต้อิงร่างกายแข็งทื่อ สองมือเผลอกำแน่น นิ่งเงียบไม่พูดจา
อู๋เซิ่งเอ่ยต่อ "เจ้ากำลังลุกลี้ลุกลน ข้าได้ยินเสียง ... " กล่าวจบ เขาก็แสร้งทำเป็นตะแคงหูฟัง ลากเสียงยาวอืมมม "หัวใจก็เต้นแรงขึ้นด้วย ตึกตัก ตึกตัก เร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียงนี้มัน ... เสียงของผู้หญิงที่กำลังมีใจ ... "
"อย่ามาพูดจาเหลวไหล" ไต้อิงตวาดด้วยความโกรธ
"เจ้าน่ะไม่รู้อะไรซะแล้ว ได้ยินมาว่าหลังจากที่หาเจ้าไม่พบ สีหน้าของใต้เท้าท่านนั้นก็ ... จุ๊ๆ คนที่เข้าออกเขตพระราชฐานมานานหลายปี ก็ยังมีช่วงเวลาที่เสียกิริยาได้เหมือนกัน ประจวบเหมาะกับที่ข้าไปเห็นเข้าพอดี"
ไต้อิงจะไปเชื่อคำพูดของอู๋เซิ่งได้อย่างไร นางเอ่ยขึ้น "คุณชายน้อยทำตัวเหลวไหล ก็เลยคิดว่าคนอื่นเขาจะเป็นเหมือนตัวเองไปเสียหมด อัครเสนาบดีลู่เป็นถึงเสาหลักของราชวงศ์ต้าเหยี่ยนของเรา จะยอมให้ท่านมาพูดจาลบหลู่ได้อย่างไร"
"ต่อให้ตำแหน่งเขาใหญ่โตเพียงใดก็ยังเป็นบุรุษผู้หนึ่ง เป็นบุรุษย่อมต้องมีตัณหา ประจวบเหมาะกับที่รูปร่างหน้าตาของเจ้าดันไปตรงกับความปรารถนาของบุรุษพอดี" อู๋เซิ่งไม่พูดอะไรให้มากความ เขาลุกขึ้นยืน "แต่ขุนนางใหญ่จากเมืองหลวงแบบเขา มีหญิงงามแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเห็น หากหาเจ้าไม่พบ ประเดี๋ยวเขาก็เลิกสนใจไปเองแหละ"
พูดจบ เขาก็เปิดประตูและเดินจากไป
ไต้อิงเอนหลังพิง ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้มีพนักด้านหลัง ยกมือขึ้นลูบหน้าอก หัวใจเต้นแรงเกินไปแล้ว สองมือกดทับไว้ ออกแรงเล็กน้อยเพื่อให้มันค่อยๆ สงบลง ที่หัวใจเต้นแรงเช่นนี้ก็เป็นเพราะนางหวาดกลัวและกังวลใจ
กลัวว่าจะหนีออกไปไม่ได้ กลัวว่าจะถูกขังไว้ที่นี่ และกลัวว่า ... ลู่หมิงจางจะหานางไม่พบ ...
ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้น
...
อู๋เซิ่งเดินออกมาที่ถนน พลิกตัวขึ้นหลังม้า มีบ่าวรับใช้คอยจูงม้าอยู่ด้านหน้า บนถนนมีทหารยามถือดาบเดินลาดตระเวนไปมาให้เห็นอยู่เป็นระยะ รวมถึงทหารรักษาการณ์ที่สวมชุดเกราะครบชุดด้วย
อู๋เซิ่งหรี่ตาลง สั่งการว่า "ไปที่ประตูเมือง"
บ่าวรับใช้รับคำ จูงม้าเดินไปทางประตูเมือง เมื่อไปถึงประตูเมืองก็พบว่ามีผู้คนเบียดเสียดกันเนืองแน่นยิ่งกว่าเดิม ประตูเมืองอนุญาตให้เข้าได้อย่างเดียว ห้ามผู้ใดออกเด็ดขาด
จากนั้นเขาก็ควบม้ากลับมาที่จวนอำเภอ เมื่อสอบถามดูก็พบว่าบิดายังไม่กลับมา
อู๋เซิ่งยังคงเรียกเพื่อนฝูงกลุ่มเดิมออกมาดื่มกินด้วยกันตามปกติ พวกเขาไปรวมตัวกันที่หอสุรา เรียกหญิงสาวมาร้องเพลงให้ฟัง หลังจากดื่มสุราไปได้สักพัก หนึ่งในนั้นก็เปิดฉากสนทนาขึ้น "วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย ไปที่ไหนก็เจอแต่ทหารเต็มไปหมด"
คนอื่นๆ เมื่อได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองอู๋เซิ่ง ในกลุ่มพวกเขานี้ หากขนาดเขาไม่รู้เรื่อง ก็คงไม่มีใครรู้เรื่องแล้ว
อู๋เซิ่งดื่มสุราไปหนึ่งจอก เลิกคิ้วขึ้น "จะเพื่ออะไรได้อีกล่ะ ก็คงจะเพื่อความปลอดภัยของอัครเสนาบดีลู่กระมัง ป้องกันไว้ก่อนเลยต้องตรวจตรากันทุกซอกทุกมุม"
คนอื่นๆ พากันพยักหน้าเห็นด้วย
อีกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "ไม่ถูกสิ ไม่ถูก ข้าเห็นพวกทหารกำลังค้นหากันอยู่ ชัดเจนเลยว่ากำลังตามหาอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ว่ามีนักฆ่าหรอกนะ"
"ที่เจ้าพูดมา มันก็ดูจะจริงนะ ถึงขนาดปิดประตูเมืองห้ามคนเข้าออกเลย"
อู๋เซิ่งไม่ตอบคำ เอาแต่ก้มหน้าดื่มสุรา
บรรดาเพื่อนฝูงต่างก็ถกเถียงกันไปมา ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็อุทานขึ้นมา "เอ๊ะ"
คนอื่นๆ หันไปถาม "มีอะไรหรือ"
ชายคนนั้นหัวเราะพลางถาม "ทำไมถึงไม่เห็นเจ้าผอมเลยล่ะ พวกเจ้าไม่ได้ชวนเขามารึ"
"ทำไมจะไม่ชวนเล่า คนรับใช้บ้านเขาบอกว่าเขาออกไปข้างนอก ยังไม่กลับมาเลย"
ทุกคนไม่ใส่ใจ สนทนาเรื่องอื่นต่อไป ดื่มกินฟังเพลงกันจนดึกดื่นจึงได้แยกย้ายกันไป
อู๋เซิ่งกลับมาถึงเรือนด้านหลังของจวนอำเภอด้วยสภาพที่เต็มไปด้วยกลิ่นสุรา เขาคว้าตัวบ่าวรับใช้มาถาม "พ่อข้ากลับมาหรือยัง"
"เรียนคุณชายน้อย กลับมาแล้วขอรับ เพิ่งจะกลับมาก่อนหน้าท่านก้าวเดียว ตอนนี้กำลังรับประทานอาหารอยู่ในห้องขอรับ" บ่าวรับใช้ตอบ
อู๋เซิ่งเดินตรงไปยังห้องหลัก
เมื่อนายอำเภออู๋เห็นบุตรชายกลับมาด้วยสภาพเมามาย กลิ่นสุราคละคลุ้ง เขาก็กระแทกชามและตะเกียบลงบนโต๊ะ เอ่ยถามเสียงต่ำ "ไปไหนมา"
อู๋เซิ่งหัวเราะเบาๆ นั่งลงที่โต๊ะ รินน้ำชาให้ตัวเอง ดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วถึงได้ตอบ "จะไปไหนได้อีกล่ะขอรับ ก็แค่ไปดื่มสุราที่หอคณิกามา"
"ไอ้ลูกไม่รักดี ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าถ้าไม่มีธุระอะไรก็อย่าไปเดินเตร็ดเตร่ข้างนอก เมืองถูกสั่งปิดแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือไง เวลาแบบนี้ยังจะไปทำตัวเหลวไหลอยู่นอกบ้านอีก"
"ท่านพ่อทำไมยิ่งแก่ยิ่งกลัวล่ะขอรับ ก็แค่ไปหาผู้หญิง ไม่ได้หมายความว่าลูกจะออกจากบ้านไม่ได้สักหน่อย"
นายอำเภออู๋ถอนหายใจยาว "ถ้ารู้แต่แรกว่าตระกูลไต้จะไปเกี่ยวดองกับตระกูลลู่ พูดให้ตายข้าก็คงไม่ให้เจ้ารับบุตรสาวตระกูลไต้มาเป็นอนุภรรยาหรอก" พูดจบ เขาก็ผ่อนน้ำเสียงลง "โชคดีที่ยังไม่ได้แต่งเข้าจวน เรื่องนี้ให้จบลงแค่นี้แหละ"
อู๋เซิ่งทำท่าทีไม่ใส่ใจ "ตระกูลไต้เป็นแค่พ่อค้าธรรมดา จะไปเกี่ยวดองกับตระกูลลู่ได้อย่างไร ก็แค่ลูกสาวของพวกเขาที่แต่งออกไปหมั้นหมายกับตระกูลเซี่ย แถมยังเพิ่งจะหมั้นหมายกัน กำหนดแต่งงานก็ยังไม่มีความแน่นอนเลย"
เรื่องนี้เขาส่งคนไปสืบมาแล้ว จึงรู้เรื่องราวต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างดี
นายอำเภออู๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นญาติกันอยู่ดี"
"ท่านพ่อ พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะขอรับ ท่านลองคิดดูสิ ยิ่งพวกเขาเป็นญาติกัน เราก็ยิ่งต้องเอาลูกสาวตระกูลไต้มาเข้าจวนให้ได้สิขอรับ แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเราได้มีความสัมพันธ์กับอัครเสนาบดีลู่ไปด้วยหรอกหรือ" อู๋เซิ่งพยายามชักจูง
นายอำเภออู๋นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่ามันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน จึงเปลี่ยนเรื่องถาม "มีเหตุผลอยู่บ้าง อ้อจริงสิ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าถูกใจคุณหนูใหญ่ตระกูลไต้ใช่ไหม"
อู๋เซิ่งพยักหน้ารับ
"แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด หากจะรับก็รับแค่บุตรสาวคนรอง เก็บความคิิดก่อนหน้านี้ของเจ้าไปเสีย บุตรสาวคนโตของตระกูลไต้ห้ามไปล่วงเกินเด็ดขาด ... "
[จบแล้ว]