- หน้าแรก
- เมื่ออดีตคู่หมั้นคือเศษสวะ ข้าจึงขอเป็นฮูหยินของอัครเสนาบดี
- บทที่ 3 - สายใยสามีภรรยา
บทที่ 3 - สายใยสามีภรรยา
บทที่ 3 - สายใยสามีภรรยา
บทที่ 3 - สายใยสามีภรรยา
ไม่รู้ว่าใครเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "ช่างแปลกเสียจริง จวนขุนนางขั้นเจ็ดกลับร่ำรวยถึงเพียงนี้ พวกเราที่มาจากตระกูลเก่าแก่ยังสู้ไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าได้เงินทองเหล่านี้มาจากที่ใด ..."
อีกคนหัวเราะเบาๆ "คนโบราณกล่าวไว้ว่าผู้กุมอำนาจอยู่ตรงหน้าย่อมมีช่องทางมากกว่าขุนนางผู้ใหญ่ที่อยู่ห่างไกล พวกเราที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดต้องรักษาความซื่อสัตย์สุจริต จะไปเหมือนตระกูลที่อยู่เบื้องล่างได้อย่างไร พวกเขากุมตำแหน่งที่มีแต่ผลประโยชน์ มีเงินทองให้กอบโกยมากมาย"
ทุกคนต่างก็ผลัดกันพูดจาหยอกล้อ ทว่าทิศทางของบทสนทนากลับเริ่มไม่ชอบมาพากล เซี่ยเจินเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบิดาและพี่ชายของนางได้ นางจึงรีบโบกมืออธิบายเป็นพัลวัน
"พวกพี่หญิงเข้าใจผิดแล้ว ปลอกคอเส้นนี้ไม่ใช่ของข้า ข้ายืมมาสวมต่างหาก"
เมื่อลู่ว่านเอ๋อร์เห็นดังนั้น รอยยิ้มที่จางหายไปเมื่อครู่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง นางใส่ใจเซี่ยหรงจึงไม่อยากให้เขาต้องมาเดือดร้อนเพราะเซี่ยเจิน นางจึงรีบรับช่วงสนทนาต่อทันที
"โอ้ ปลอกคอที่น้องหญิงเจินสวมอยู่ได้มาจากที่ใดหรือ"
ในเวลานี้เซี่ยเจินจะยังจำคำกำชับของมารดาได้อย่างไร นางรีบร้อนดึงไต้อิงเข้ามาพัวพันเพื่อใช้เป็นโล่กำบัง "ปลอกคอหยกเขียวเส้นนี้เป็นของพี่หญิง ..."
เซี่ยเจินเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดออกไป ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว
ลู่ว่านเอ๋อร์มีรอยยิ้มจางลง "พี่หญิงหรือ นึกไม่ถึงว่าจวนของเจ้าจะมีพี่หญิงอยู่ด้วย วันนี้นางได้มาด้วยหรือไม่"
คำถามนี้ยิ่งทำให้เซี่ยเจินตื่นตระหนก นางตอบตะกุกตะกัก "นาง ... นางไม่ได้มาด้วยเจ้าค่ะ ..."
ยิ่งเซี่ยเจินพยายามปิดบัง ลู่ว่านเอ๋อร์ก็ยิ่งสงสัย นางกวาดสายตามองใบหน้าของเซี่ยเจิน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าเดิมออกมา
"ข้ากับเจินเอ๋อร์สนิทสนมกัน พี่หญิงของเจ้าก็เหมือนพี่หญิงของข้า เมื่อใดจะพานางมาให้ข้าได้รู้จักบ้างเล่า"
เซี่ยเจินรู้ตัวดีว่าตนเองได้ก่อเรื่องเข้าแล้ว แววตาที่ลู่ว่านเอ๋อร์มองนางเมื่อครู่ทำเอานางรู้สึกขนลุกซู่ ก่อนที่นางจะทันได้ตอบกลับ ลู่ว่านเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"อีกไม่กี่วันข้าจะตามครอบครัวไปไหว้พระขอพรที่วัดนอกเมือง น้องหญิงเจินพาพี่หญิงผู้นั้นไปด้วยกันดีหรือไม่"
เซี่ยเจินทำได้เพียงตอบตกลง
ลู่ว่านเอ๋อร์จับมือเซี่ยเจินอย่างสนิทสนม พานางเดินชมทิวทัศน์ในสวน พลางซักถามเรื่องราวของคุณหนูญาติผู้พี่ผู้นั้นอย่างละเอียด
...
แสงอัสดงจางหายไป ขอบฟ้าถูกย้อมด้วยสีฟ้าเข้มและสีฟ้าอ่อนเจือด้วยสีดำหมึกเล็กน้อย
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ไต้อิงพาสาวใช้ออกไปเดินเล่นย่อยอาหารที่สวนด้านหลัง ในมือถือพัดกลมด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
มีคนผู้หนึ่งเดินมาจากมุมทางเดินเบื้องหน้า ท่ามกลางแสงสลัวสามารถมองเห็นรูปร่างสูงโปร่ง สายลมยามค่ำคืนพัดชายเสื้อของเขาปลิวไสว เขากำลังเดินตรงมาหานางอย่างเงียบเชียบ
คนอย่างเซี่ยหรงนั้น ต่อให้มองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่ด้วยท่วงท่าอันสง่างามของเขาก็สามารถบุกรุกเข้าไปในหัวใจของผู้คนได้อย่างไร้ความเกรงใจ
วินาทีที่เขาปรากฏตัว ไต้อิงก็หยุดฝีเท้าและยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง ใบหน้าอันหล่อเหลาและหมดจดกระจ่างชัดขึ้น
"เจ้ากำลังหลบหน้าข้าหรือ"
ไต้อิงหลุบตาลงพลางกล่าว "พี่ชายกล่าวหนักไปแล้ว ข้ากับท่านต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แม้จะมีศักดิ์เป็นพี่น้องกัน แต่ชายหญิงก็ย่อมมีความแตกต่าง"
สิ้นคำพูดความเงียบงันก็เข้าปกคลุมชั่วขณะ
เซี่ยหรงก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกก้าว "ชายหญิงแตกต่างหรือ เจ้าเข้ามาในจวนตระกูลเซี่ยก็เพื่อรอแต่งงานกับข้า คนสองคนที่กำลังจะเป็นสามีภรรยากัน จะมีความแตกต่างระหว่างชายหญิงได้อย่างไร"
สามีภรรยาหรือ
อารมณ์ที่สงบนิ่งของไต้อิงเกิดความเจ็บปวดซ่อนเร้นขึ้นมาท่ามกลางความเย้ยหยัน นางที่เป็นเพียงอนุภรรยา แม้แต่คุณสมบัติที่จะขอหนังสือหย่าจากเขาสักฉบับยังไม่มี จะเอาคำว่าภรรยามาจากที่ใด
นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยหรง เพียงแวบเดียวก็มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา มันยังคงเป็นดวงตาที่ซับซ้อนและยากจะคาดเดา ทำให้ผู้คนไม่มีวันอ่านออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
นางจ้องมองเขาโดยปราศจากคำพูดใดๆ หากไม่ได้ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วชาติหนึ่ง นางจะนึกฝันได้อย่างไรว่าคนที่เคยให้คำสัตย์สาบานต่อหน้านาง จะใจจืดใจดำทอดทิ้งนางไปถึงสิบปี เพียงแค่กำแพงกั้นเขากลับไม่ยอมมาพบหน้านางเลยสักครั้งจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ...
สายตาของไต้อิงนั้นแน่วแน่เกินไป ท่ามกลางความตกตะลึง เซี่ยหรงเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงมองเขาเช่นนี้ ทั้งที่นางยืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลกันแสนไกล จนเขาแทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะใช้นิ้วมือลูบหางตาของนาง เพื่อบอกให้นางเลิกมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้เสียที
"อิงเหนียง ..."
ไต้อิงค่อยๆ ก้มหน้าลง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งความรู้สึกที่ไหลเวียนอยู่ในดวงตาก็ถูกบดบังจนสิ้น เหลือเพียงความสงบนิ่งดั่งศิลา
"ดึกมากแล้ว ขอน้องหญิงตัวลากลับก่อน"
หลังจากไต้อิงจากไป บ่าวรับใช้ก็เดินเข้ามา ไม่รู้ว่ากระซิบกระซาบสิ่งใด เซี่ยหรงฟังจบก็หมุนตัวเดินไปอีกทิศทางหนึ่ง
ภายในตรอกแคบไร้ซึ่งแสงสว่าง ภายใต้เงากำแพงมีรถม้าหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่ บ่าวรับใช้หลายคนยืนเฝ้าอยู่ที่ปากตรอก เสียงของผู้หญิงดังลอดออกมาจากในรถม้า
"เหตุใดวันนี้ท่านพี่เซี่ยถึงไม่ไปเล่า"
หลังจากที่ลู่ว่านเอ๋อร์เอ่ยถาม นางก็เฝ้ารอคำตอบ ผ่านไปครู่ใหญ่เสียงของเซี่ยหรงก็ดังทะลุผนังรถม้าเข้ามา
"มีธุระส่วนตัวนิดหน่อยจึงล่าช้าไป"
"ธุระส่วนตัวอันใดกัน สำคัญกว่าวันเกิดของข้าอีกหรือ" นางสืบรู้มาจากปากของเซี่ยเจินว่าในจวนตระกูลเซี่ยมีญาติผู้น้องหญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ นามว่าไต้อิง ครอบครัวทำการค้า ลู่ว่านเอ๋อร์บิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น นางรู้ดีว่าการแอบนัดพบชายหนุ่มเป็นการกระทำที่ไม่สมควร แต่นางก็ร้อนใจอยากจะได้ยินคำตอบจากเขา
ทว่าเซี่ยหรงกลับตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบ "ในเมื่อเป็นธุระส่วนตัวก็ไม่สะดวกที่จะบอกกล่าว"
นางสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ของเขาจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อ ชาติตระกูลของนางสูงส่งกว่าเขามาก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขานางกลับดูเอาอกเอาใจและคอยประจบประแจงมากจนเกินไป
"เมื่อหลายวันก่อนข้าได้พูดถึงท่านให้ท่านพ่อฟัง ท่านพ่อยังถามเรื่องของท่านตั้งหลายประโยค"
เมื่อเซี่ยหรงได้ยินดังนั้นก็มีท่าทีตื่นตัวขึ้นมา การได้รับความสนใจจากใต้เท้าผู้นั้นต่างหากคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ
"ท่านอัครเสนาบดีลู่กล่าวว่าอย่างไรบ้าง"
ลู่ว่านเอ๋อร์รีบตอบ "ท่านพ่อบอกว่าเขารู้จักท่าน เป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจและมีความสามารถ ..."
เซี่ยหรงหรี่ตาลง ด้วยรูปแบบการทำงานของใต้เท้าผู้นั้น เขาไม่มีทางพูดคำว่าคนหนุ่มที่เก่งกาจและมีความสามารถออกมาแน่นอน หากจะพูดถึงคนหนุ่มที่เก่งกาจและมีความสามารถในราชวงศ์ต้าเหยียน คงไม่มีใครเทียบได้กับใต้เท้าผู้นั้นเอง ตอนที่อายุเพิ่งจะยี่สิบปีก็เปล่งประกายความสามารถออกมาจนหมดสิ้น และตอนนี้ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในระดับอัครเสนาบดีอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะในรอบพันปี
สำหรับอัครเสนาบดีลู่ผู้นี้ เซี่ยหรงมีความเกรงขามที่เจือปนไปด้วยความหวาดกลัว เขามีความคาดหวังที่อยากจะให้ผู้ที่ตนแหงนหน้ามองได้มองเห็นและยอมรับในตัวเขา เขาจึงหันไปปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงกับลู่ว่านเอ๋อร์
"วันนี้ข้าปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลยนะ"
คำพูดที่อ่อนหวานของชายในดวงใจทำให้ลู่ว่านเอ๋อร์ลิงโลดใจยิ่งนัก "ถุงหอมที่ข้าให้ไป ท่านได้พกติดตัวหรือไม่"
เซี่ยหรงส่งเสียงตอบรับในลำคอ
"เอามาให้ข้าสิ" ลู่ว่านเอ๋อร์กล่าว
เซี่ยหรงปลดถุงหอมจากเอว เลิกม่านหน้าต่างขึ้นมุมหนึ่งแล้วยื่นส่งเข้าไป ลู่ว่านเอ๋อร์รับมาแล้วนำกระดาษที่พับไว้ใส่ลงไปในถุงหอม จากนั้นก็ยื่นกลับออกมาทางหน้าต่าง
"ในนี้มีสิ่งที่ท่านต้องการ"
เซี่ยหรงปรายตามองถุงหอม ขณะที่รับมาปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสโดนปลายนิ้วของหญิงสาวอย่างตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ไม่อาจทราบได้ การสัมผัสที่แผ่วเบานี้ทำให้ลู่ว่านเอ๋อร์ทั้งเขินอายและหลงใหล
ตั้งแต่ต้นจนจบเขารู้ตัวดีว่าตนเองต้องการสิ่งใด และไม่เคยปฏิเสธการคำนวณผลประโยชน์ในใจ เขาต้องการที่จะเจริญก้าวหน้า ต้องการก้าวขึ้นเป็นขุนนางระดับสูง การจะระบายความทะเยอทะยานออกมาได้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจหนุนหลัง และลู่ว่านเอ๋อร์ก็คือบันไดที่จะพาเขาก้าวขึ้นไป
สำหรับเขาแล้วความรักฉันหนุ่มสาวท้ายที่สุดก็ต้องยอมก้มหัวให้กับอำนาจ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อได้อำนาจมาแล้วจะต้องตัดใจจากความอ่อนโยน เขารวบเอาไว้ทั้งหมดนั่นแหละ เขาจะแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลลู่ และจะล่ามไต้อิงเอาไว้ข้างกายด้วยเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง ...
ไต้อิงเพิ่งกลับมาถึงเรือนและกำลังจะเดินเข้าห้อง เซี่ยเจินก็พากลุ่มคนบุกเข้ามาในเรือนด้วยท่าทีดุดัน
"พี่หญิงเก่งกาจเสียจริง ตัวไม่ได้ไปจวนตระกูลลู่แต่กลับทำให้คุณหนูลู่คอยเป็นห่วงเป็นใย ข้าอุตส่าห์วิ่งเต้นไปเสียตั้งไกลแต่กลับกลายเป็นการทำชุดแต่งงานให้ผู้อื่นสวมเสียได้"
"น้องหญิงเจินพูดเรื่องอันใด ข้าฟังไม่เห็นจะเข้าใจ" ไต้อิงเอ่ยถาม
จากนั้นเซี่ยเจินก็เล่าเรื่องที่จวนตระกูลลู่จะไปไหว้พระขอพรที่วัดในวันที่แปด และลู่ว่านเอ๋อร์ให้ไต้อิงไปด้วยออกมาจนหมดสิ้น พูดจบก็โยนกล่องไม้ในมือลงบนพื้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสร้อยคอเส้นนี้นั่นแหละ
จากนั้นนางก็เผยรอยยิ้มร้ายกาจออกมา "ท่านแม่ให้ข้ามาตามพี่หญิงไปที่เรือนหน้า เชิญเดินไปสักรอบเถิด"
ไต้อิงคิดในใจว่าเพียงแค่มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อยแค่นี้ก็ทำให้ไต้ว่านหรูเกิดความระแวงขึ้นมาได้แล้ว
เมื่อไต้ว่านหรูเห็นไต้อิง นางก็โบกมือไล่เซี่ยเจินและคนอื่นๆ ออกไป รอจนกระทั่งเหลือเพียงพวกนางสองคนในห้องจึงค่อยๆ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเย็นชาและแข็งกร้าว
"ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้า คิดหรือว่าข้าจะไม่รู้"
เมื่อฉีกหน้ากากจอมปลอมออกไปแล้ว จะยังมีความสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อนหลงเหลืออยู่อีกหรือ
ไม่รอให้ไต้อิงได้ตอบกลับ ไต้ว่านหรูก็กล่าวต่อ "เจ้าก็เหมือนกับพี่ชายของข้านั่นแหละ ถนัดนักเรื่องการทำตัวไม่แยแสต่อโลกภายนอกแต่แอบวางแผนการอยู่เบื้องหลัง เจ้าเห็นหรงเอ๋อร์สนิทสนมกับคุณหนูตระกูลลู่ก็เลยอยากจะเข้ามาขัดขวาง ทำลายงานแต่งงานของลูกชายข้า ใช่หรือไม่"
"เจ้าไม่รู้จักประเมินฐานะของตนเองเลยหรือ จะไปเทียบเคียงกับคุณหนูตระกูลลู่ได้อย่างไร"
ไต้อิงเผยสีหน้าหวาดหวั่นและรีบอธิบาย "เหตุใดท่านอาต้องดูถูกข้าถึงเพียงนี้ แม้อาอิงจะเกิดในตระกูลที่ต่ำต้อยแต่ก็รู้จักกาลเทศะ"
พูดจบนางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อเพื่อซับน้ำตาบนพวงแก้ม "คำพูดของท่านอาเมื่อครู่อาอิงพอจะจับใจความได้ ที่แท้พี่ชายก็ได้รับความเมตตาจากคุณหนูตระกูลลู่ หากพี่ชายได้เป็นราชบุตรเขยของตระกูลลู่ อาอิงก็มีแต่จะยินดี จะกล้าคิดเป็นอื่นไปได้อย่างไร"
"วันที่แปดหากได้พบคุณหนูตระกูลลู่ สิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูดเจ้าก็ควรจะรู้ตัวดี" ไต้ว่านหรูกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ถือโอกาสนี้ข่มขู่นางเพื่อให้รู้สถานะของตนเอง
ไต้อิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ "อาอิงโง่เขลานัก ไม่รู้ว่าควรจะพูดสิ่งใด"
ไต้ว่านหรูพยายามข่มความโกรธเอาไว้ "แม้ว่าเมื่อก่อนครอบครัวของเราจะมีสัญญาหมั้นหมายกัน ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนวันวานอีกแล้ว หากเจ้ารู้จักวางตัว เมื่อนางถามถึงสถานะของเจ้า เจ้าก็จงบอกไปว่าเป็นเพียงญาติผู้น้องที่มาพักอาศัยชั่วคราว อีกไม่นานก็จะกลับบ้านเกิดแล้ว"
"วางใจเถิด ขอเพียงเจ้าทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ท่านอาจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องลำบาก รอจนกว่าจะรับคุณหนูตระกูลลู่เข้าประตูมาแล้ว ข้าจะให้หรงเอ๋อร์มอบฐานะให้เจ้า"
ไต้อิงสบถด่าไต้ว่านหรูในใจเป็นพันๆ ครั้ง ทว่าภายนอกกลับไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา นางต้องอดทน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาอาละวาด
เมื่อไต้ว่านหรูเห็นว่าไต้อิงว่านอนสอนง่ายก็โบกมืออย่างเกียจคร้าน "ไปเถิด"
ไต้อิงหลุบตาลงและถอยออกไปอย่างเงียบๆ
...
ความกลัดกลุ้มตลอดทั้งคืนของลู่ว่านเอ๋อร์มลายหายไปจนสิ้นเมื่อได้พบกับเซี่ยหรง
สี่เชวี่ยเห็นคุณหนูของตนนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาตลอดทางกลับจวน บางครั้งก็ยกปลายนิ้วขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก นางก็ถอนหายใจอยู่ในใจ คุณหนูมอบหัวใจให้คุณชายตระกูลเซี่ยไปจนหมดสิ้น ยอมลดตัวลงไปแต่งงานกับคนที่ต่ำต้อยกว่า ทว่าตามความคิดของนางแล้ว ใต้เท้าของพวกนางคงไม่มีทางยอมรับการแต่งงานในครั้งนี้เป็นแน่
บนถนนยามดึกสงัด เสียงชุดเกราะเหล็กกระทบกันดังแว่วมาจากที่ไกลๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังอย่างพร้อมเพรียง
ลู่ว่านเอ๋อร์เลิกม่านรถม้าขึ้นและมองออกไปข้างนอก หากไม่มองก็แล้วไปเถิด แต่พอมองเห็นก็ตกใจจนต้องรีบสั่งคนขับรถม้า
"เร็วเข้า รีบพารถม้าไปหลบมุมมืดตรงนั้นก่อน"
คนขับรถม้าส่งเสียงรับคำและบังคับรถม้าไปจอดหลบมุม
ลู่ว่านเอ๋อร์กลืนน้ำลายลงคอ เลิกม่านรถม้าขึ้นมุมหนึ่งแล้วเบิกตามอง ทหารรักษาพระองค์ถืออาวุธตั้งแถวหน้ากระดานเดินหน้าอย่างเป็นระเบียบ เสียงฝีเท้าดังกึกก้อง ท่ามกลางทหารร่างกำยำเหล่านี้มีคนผู้หนึ่งขี่ม้าอยู่ตรงกลาง
เสียงกีบเท้าม้าดังกรับๆ แม้จะดูเชื่องช้าแต่กลับควบคุมจังหวะการเดินของกองทหารทั้งกองเอาไว้ คนผู้นั้นนั่งตัวตรงอยู่บนอานม้า แผ่นหลังตั้งตรงเหยียด ท่ามกลางความมืดมิดทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนนัก ทว่าแม้จะอยู่ห่างไกลก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ทำให้ผู้คนไม่กล้าล่วงเกิน
เขาไม่มีความหยาบกระด้างเหมือนขุนนางฝ่ายทหาร แต่ก็ไม่มีความบอบบางเหมือนบัณฑิตที่อ่อนแอ รูปร่างที่นิ่งเงียบนั้นไม่ขาดไม่เกิน สมส่วนพอดีทุกกระเบียดนิ้ว
ลู่ว่านเอ๋อร์รีบปล่อยม่านรถม้าลงด้วยความหวาดหวั่น ช่างบังเอิญเสียจริงที่มาเจอบิดาตอนเดินทางกลับจากวังหลวงพอดี
แขกเหรื่อในเวลานี้ส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว มีครอบครัวขุนนางบางส่วนที่เพิ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ของจวนตระกูลลู่ เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าก็รีบหลบไปอยู่ด้านข้าง รอจนกระทั่งใต้เท้าผู้นี้เข้าไปในจวนแล้วจึงค่อยๆ เดินออกมาโดยมีบ่าวรับใช้คอยประคอง
หนึ่งในนั้นคือฮูหยินของท่านซื่อหลาง นางเอ่ยถามสตรีสวมชุดสีม่วงที่อยู่ข้างกายว่า "วันนี้ข้าเห็นคุณหนูตระกูลลู่อายุได้สิบหกปีแล้ว นึกไม่ถึงว่าใต้เท้าลู่จะยังดูหนุ่มแน่นนัก อายุราวสามสิบต้นๆ กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์เลยทีเดียว"
สตรีสวมชุดสีม่วงกระซิบกระซาบว่า "ท่านเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองหลวง คงยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไร คุณหนูตระกูลลู่ผู้นั้นไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของใต้เท้าลู่หรอก"
"ไม่ใช่ลูกแท้ๆ หรือ"
"ใช่แล้วล่ะ ใต้เท้าผู้นี้ยังคงครองตัวเป็นโสดมาจนถึงบัดนี้" สตรีสวมชุดสีม่วงกล่าวแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงให้เบาลงอีก "เรื่องนี้มีความลับซ่อนอยู่ ..."
[จบแล้ว]