เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 สัตว์อสูรล้อมโจมตี

บทที่ 47 สัตว์อสูรล้อมโจมตี

บทที่ 47 สัตว์อสูรล้อมโจมตี


บทที่ 47 สัตว์อสูรล้อมโจมตี

ด้วยระดับพลังและสถานะของหัวหยางจื่อที่สูงส่งเกินกว่าที่แม่เฒ่าคนดูแลจะกล้าต่อกรด้วย แม้จะถูกหยามหน้าเช่นนี้ นางก็จำต้องกล้ำกลืนความขุ่นเคืองลงไป

เมื่อเห็นแม่เฒ่าคนดูแลเงียบไป หัวหยางจื่อก็พยักหน้าด้วยความพอใจ แม่เฒ่าคนดูแลผู้นี้ แม้จะเป็นผู้บ่มเพาะพลัง แต่ก็อยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหก เขาจึงไม่ได้เห็นนางอยู่ในสายตาเลย

ส่วนเรื่องผู้บ่มเพาะพลังขั้นสร้างรากฐานนั่น ก็เป็นเพียงแค่ผู้คุ้มครอง ไม่ใช่คนของหอวสันต์โดยตรง ต่อให้เขากระทำการอุกอาจที่นี่ แต่ด้วยเบื้องหลังที่เป็นถึงสำนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ และสถานะนักหลอมโอสถของเขา

ผู้คุ้มครองผู้นั้นคงไม่ยอมมีเรื่องกับเขา เพียงเพราะขุมกำลังเล็กๆ อย่างหอวสันต์หรอก

ดังนั้น เขาจึงยิ่งไม่เห็นแม่เฒ่าคนดูแลอยู่ในสายตา

"หัวหยางจื่อผู้นี้ช่างโอหังนัก มาเที่ยวหอนางโลมแต่ไม่ยอมจ่ายเงิน คนแบบนี้นานๆ จะเห็นสักที"

"ระวังคำพูดหน่อย! หัวหยางจื่อเป็นถึงผู้บ่มเพาะพลังขั้นรวบรวมลมปราณระดับแปด และเป็นถึงนักหลอมโอสถระดับเก้าขั้นกลาง ได้ยินมาว่าใกล้จะบรรลุระดับเก้าขั้นสูงแล้วด้วย อีกครึ่งปีข้างหน้า มีหวังจะได้เลื่อนขั้นเป็นนักหลอมโอสถสายในของสำนักโอสถศักดิ์สิทธิ์เลยนะ!"

"งานนี้หอวสันต์คงทำได้แค่กลืนเลือดตัวเองลงคอแล้วล่ะ เพราะผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ พวกเขาไม่มีปัญญาไปตอแยได้หรอก!"

"ถ้าข้าเก่งกาจอย่างหัวหยางจื่อ หรือได้เป็นนักหลอมโอสถบ้างก็คงจะดีสิ?"

ผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างซุบซิบนินทากันเบาๆ

แม้พฤติกรรมของหัวหยางจื่อจะถือว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ และถึงขั้นดูถูกเหยียดหยาม

แต่ในใจของผู้คนที่ยืนดู กลับเต็มไปด้วยความอิจฉา

เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาเข้ามาในหอวสันต์ ก็ต้องคอยดูสีหน้าแม่เฒ่าคนดูแลอยู่เสมอ น้อยครั้งนักที่จะเห็นแม่เฒ่าคนดูแลต้องมาเสียหน้าแบบนี้

เสียงซุบซิบนินทาแว่วเข้าหูหัวหยางจื่อ เขาปรายตามองฝูงชนรอบๆ เพียงแวบเดียว เสียงสนทนาก็เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรอีก

หัวหยางจื่อจึงเดินเชิดหน้าเข้าไปในหอวสันต์ด้วยความหยิ่งยโส

บรรยากาศภายในหอวสันต์ ที่แต่เดิมเต็มไปด้วยเสียงดนตรีและความครึกครื้น ก็พลันวุ่นวายขึ้นมาเมื่อหัวหยางจื่อปรากฏตัว

ไม่นานนัก สาวใช้ก็นำตัวปิงเอ๋อร์มาพบ

สีหน้าของปิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางได้ยินความวุ่นวายที่เกิดขึ้นข้างนอกแล้ว แม้นางจะไม่รู้จักหัวหยางจื่อ และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงหมายตานาง

แต่นางก็สัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง และอยากจะหนีไปจากที่นี่ แต่นางในตอนนี้อยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสอง

ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสาวใช้เลย จึงถูกบังคับพาตัวมาที่นี่

เมื่อหัวหยางจื่อเห็นปิงเอ๋อร์ สายตาของเขาก็ถูกนางดึงดูดในทันที

ไม่ใช่เพราะรูปร่างหน้าตาของนาง แต่เป็นเพราะกลิ่นอายพยัคฆ์ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ที่แผ่ออกมาจากตัวปิงเอ๋อร์ต่างหาก

กลิ่นอายพยัคฆ์ขาวนั้น แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามและจิตสังหารสำหรับบุรุษ แต่สำหรับหัวหยางจื่อแล้ว มันคือวัตถุดิบชั้นยอดในการหลอมโอสถ!

"ดี! ดี! ดี! สมกับเป็นกายาพยัคฆ์ขาว หอวสันต์ของพวกเจ้าหาสมบัติล้ำค่ามาได้ไม่เลวเลยนะคราวนี้!"

หัวหยางจื่อถูมือไปมา แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะนำนางไปหลอมเป็นโอสถ

ก่อนหน้านี้ เขาก็สนใจปิงเอ๋อร์มากอยู่แล้ว แต่พอได้มาเห็นตัวจริง กลิ่นอายพยัคฆ์ขาวอันโดดเด่นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ยิ่งทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมาก

เผลอๆ เขาอาจจะใช้ปิงเอ๋อร์ในการทดลองหลอมโอสถระดับเก้าขั้นสูงได้เลย

เพราะกายาพิเศษอย่างปิงเอ๋อร์นั้นหาได้ยากยิ่ง เมื่อนำมาเป็นวัตถุดิบหลัก คุณภาพของโอสถก็จะต้องก้าวกระโดดอย่างแน่นอน!

ทันใดนั้น หัวหยางจื่อก็สะบัดมือ พลังวิญญาณของเขาแปรเปลี่ยนเป็นงูยักษ์สีเลือด พุ่งออกจากฝ่ามือ เข้าไปรัดตัวปิงเอ๋อร์ไว้แน่นราวกับเชือก ท่ามกลางสายตาอันหวาดกลัวของนาง

"ผู้อาวุโส ท่าน... ท่านจะทำอะไร?"

ปิงเอ๋อร์พยายามดิ้นรน แต่พลังวิญญาณของนางก็ถูกพลังวิญญาณสีเลือดกัดกร่อนจนหมดสิ้นในพริบตา ไม่อาจดิ้นรอดไปได้ นางกัดฟันแน่น ถามด้วยความหวาดกลัว

หัวหยางจื่อแสยะยิ้ม "อย่ากลัวไปเลย ข้าหลอมโอสถได้เร็วมาก พอเจ้าเข้าไปในเตาหลอม แค่ไม่กี่อึดใจ เจ้าก็จะหลับไปเองแหละ"

เดิมทีเขาไม่คิดจะสนใจหญิงสาวที่กำลังจะกลายเป็นยาบำรุงผู้นี้หรอก แต่พอคิดว่า ถ้านางผ่อนคลายความเครียดลง ผลลัพธ์จากการหลอมโอสถอาจจะดีขึ้น เขาจึงยอมพูดปลอบใจนางสักหน่อย

แต่คำปลอบใจนั้น กลับทำให้ปิงเอ๋อร์รู้สึกเหมือนตกลงไปในนรกขุมลึก

...

"ก๊อกๆๆ!"

หลี่อันที่กำลังพักผ่อนอยู่บนเตียง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังรัวๆ

หลี่อันขมวดคิ้ว

ดึกดื่นป่านนี้ ใครกัน?

เขาแผ่พลังจิตวิญญาณออกไป ทะลุผ่านห้องราวกับม่านหมอกบางๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ

ซุนเฉียน?!

ทำไมถึงเป็นหมอนี่ได้?

ระหว่างเขากับซุนเฉียน ก็ไม่ได้มีความแค้นหรือเรื่องบาดหมางอะไรกันนี่

แต่เมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนของซุนเฉียน หลี่อันก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู

"หลี่อัน... ศิษย์พี่หลี่!"

เดิมทีซุนเฉียนตั้งใจจะเรียกแบบเดิม เพราะในความคิดของเขา การที่หลี่อันได้เป็นเด็กรับใช้คุมไฟของหลานเยว่เอ๋อร์นั้น ถือว่าได้ตำแหน่งที่ไม่คู่ควรกับความสามารถเลย

แต่มันก็กลายเป็นความจริงที่เขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เผลอๆ ในอนาคต หากเขาอยากจะเป็นเด็กรับใช้คุมไฟบ้าง อาจจะต้องมาประจบประแจงหลี่อันด้วยซ้ำ

ดังนั้น เขาจึงรีบเปลี่ยนสรรพนามทันที พร้อมกับท่าทีที่นอบน้อมขึ้น

และซุนเฉียนก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่พอมาเจอหลี่อันครั้งนี้ เขาได้สัมผัสถึงแรงกดดันจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวหลี่อัน

ยังไม่ทันที่เขาจะได้พิจารณาหลี่อันอย่างละเอียด หลี่อันก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า

"ดึกป่านนี้แล้ว ศิษย์พี่ซุนเฉียนมีธุระอะไรหรือขอรับ?"

แม้ตอนนี้พลังของเขาจะเหนือกว่าซุนเฉียนไปไกลแล้ว แต่หลี่อันก็ไม่ได้อยากทำตัวโดดเด่น อีกอย่าง ซุนเฉียนก็มีเบื้องหลังเป็นถึงเจ้าแห่งยอดเขาเก็บสมุนไพร

"ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่โตอะไรหรอก แค่ตอนข้าออกตรวจตรายามวิกาล บังเอิญเห็นหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นเขามา นางบอกว่าเป็นสาวใช้จากหอวสันต์ มีเรื่องด่วนมาหาเจ้า"

ซุนเฉียนขมวดคิ้ว ก่อนจะมองหลี่อันด้วยสายตาแปลกๆ

หอวสันต์คือสถานที่แบบไหน ซุนเฉียนย่อมรู้ดี ไม่คิดเลยว่าหลี่อันพอได้ดิบได้ดีแล้ว จะทำตัวเหลวแหลก ถึงขั้นไปผูกปิ่นโตกับหญิงคณิกาในหอวสันต์

คนของหอวสันต์งั้นหรือ?

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่อันก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี

เพราะสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากับหอวสันต์ ก็คือปิงเอ๋อร์!

"ตอนนี้นางอยู่ไหนล่ะ?"

หลี่อันรีบถาม

เมื่อเห็นว่าหลี่อันดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซุนเฉียนก็มีสีหน้าจริงจังขึ้น แล้วกล่าวว่า

"นางบอกว่าปิงเอ๋อร์ถูกหัวหยางจื่อหมายตาเข้า และถูกบีบบังคับซื้อขาย แม่เฒ่าคนดูแลก็หมดปัญญา เลยให้นางมาขอความช่วยเหลือจากเจ้า"

ซุนเฉียนรู้จักหัวหยางจื่อดี ชายผู้นั้นคือบุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายนอกสำนักโอสถศักดิ์สิทธิ์!

หลี่อันช่างน่าสงสารจริงๆ หญิงสาวที่อุตส่าห์ลงทุนผูกปิ่นโตไว้ กลับถูกตาลุงแก่เตี้ยม่อต้ออย่างหัวหยางจื่อชิงตัดหน้าไป แค่คิดก็ชวนคลื่นไส้แล้ว

เมื่อหลี่อันได้ยินเช่นนั้น เขาก็กำหมัดแน่น

การที่หัวหยางจื่อหมายตาปิงเอ๋อร์ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในความงามหรอก เพราะอายุขนาดนั้น ต่อให้อยาก ก็คงไม่มีแรงแล้วล่ะ

แต่เป็นเพราะเขาหมายตากายาพยัคฆ์ขาวของนางต่างหาก!

ตาเฒ่านี่ตั้งใจจะเอาปิงเอ๋อร์ไปหลอมเป็นโอสถเลือดเนื้อ!

เมื่อคิดได้ดังนี้ ในก้นบึ้งดวงตาของหลี่อัน ก็มีจิตสังหารคุกรุ่น!

แต่ความรู้สึกนั้นผุดขึ้นมาเพียงครู่เดียว ก็ถูกเขากดทับลงไปอย่างรวดเร็ว

ภายนอกเขายังคงทำสีหน้าเรียบเฉย พลางกล่าวว่า "ขอบคุณศิษย์พี่ซุนเฉียนที่มาบอกข่าว แต่ปิงเอ๋อร์ก็เป็นแค่หญิงคณิกา ในเมื่อผู้อาวุโสหัวหยางจื่อถูกใจนาง ก็ปล่อยให้ท่านรับนางไปเถอะ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนเฉียนก็พยักหน้ารับ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจกับปฏิกิริยาของหลี่อันนัก

หัวหยางจื่อเป็นนักหลอมโอสถ พลังก็แข็งแกร่ง ที่สำคัญคือเป็นคนเลือดเย็นอำมหิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูร เมื่อตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา ก็เป็นได้แค่ส่วนผสมในการทำยาเท่านั้น!

ในหมู่ศิษย์สายนอก ไม่มีใครไม่กลัวเขาหรอก!

"สาวงามมีอยู่ถมไป ไยต้องไปยึดติดกับบุปผาเพียงดอกเดียว หอวสันต์ยังมีหญิงงามที่เพียบพร้อมอีกมากมาย วันหน้าเจ้าก็ค่อยหาผู้หญิงสวยๆ คนใหม่ก็แล้วกัน"

ก่อนจะจากไป ซุนเฉียนก็ไม่ลืมเอ่ยปลอบใจหลี่อัน

หลี่อันพยักหน้ารับเงียบๆ

เมื่อมองส่งซุนเฉียนจนลับสายตา หลี่อันก็ปิดประตู เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดธรรมดา แล้วรีบออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ถ้าสาวใช้จากหอวสันต์พูดความจริง หัวหยางจื่อก็น่าจะกำลังพาปิงเอ๋อร์กลับมาตามเส้นทางนี้แหละ!

...

ในป่าทึบ

หัวหยางจื่อพาปิงเอ๋อร์ที่ถูกพันธนาการด้วยพลังวิญญาณ เดินจ้ำอ้าวไปข้างหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ทว่า หลังจากเดินไปได้ไม่นาน จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่เย็นเยียบยะเยือก พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง

กลิ่นอายเหล่านี้หนาแน่นราวกับหมอก แฝงไปด้วยความเหน็บหนาว ราวกับสายลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ

หัวหยางจื่อขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ!

แม้เส้นทางระหว่างตลาดกับสำนักโอสถศักดิ์สิทธิ์จะค่อนข้างเปลี่ยว แต่ก็มีผู้บ่มเพาะพลังสัญจรไปมาอยู่เป็นประจำ จึงแทบจะไม่มีสัตว์อสูรเข้ามาเพ่นพ่าน

แต่ตอนนี้ ในการรับรู้ของเขา กลับมีสัตว์อสูรจำนวนมากรวมตัวกันมาจากทุกทิศทุกทาง แผ่รังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัว และส่วนใหญ่ล้วนมีระดับพลังขั้นรวบรวมลมปราณระดับห้าขึ้นไปทั้งนั้น!

เท่าที่เขารู้ สัตว์อสูรมักจะไม่รวมกลุ่มกัน นอกเสียจากจะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่ามาคอยควบคุม

แต่ช่วงนี้ เขาจำไม่ได้ว่าเคยไปล่วงเกินสัตว์อสูรระดับสูงตัวไหนมา ทำไมจู่ๆ ถึงโดนหมายหัวได้ล่ะ?

หัวหยางจื่อหยุดเดินกะทันหัน ไม่กล้าผลีผลามเดินหน้าต่อ เพราะกลิ่นอายของสัตว์อสูรเหล่านั้นล้วนพุ่งเป้ามาที่เขา หากบุ่มบ่ามเข้าไป อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้

"เป็นเพราะกายาพยัคฆ์ขาวงั้นหรือ?"

หัวหยางจื่อเหลือบมองปิงเอ๋อร์ที่หมดสติอยู่ในกำมือ แต่ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนั้น

แม้กายาพยัคฆ์ขาวจะพิเศษ แต่นั่นก็เป็นความพิเศษสำหรับเผ่ามนุษย์ สำหรับสัตว์อสูรแล้ว มันก็แค่มีเลือดลมที่สูบฉีดมากกว่าปกติเท่านั้น ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากนัก

"ข้ากับเผ่าอสูรก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องมารวมตัวขัดขวางข้าที่นี่ด้วย? หากสู้กันไป ก็รังแต่จะบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย"

หัวหยางจื่อยังไม่คิดจะลงมือ เพราะสัตว์อสูรพวกนี้มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง แถมยังมีจำนวนมาก และไม่รู้จุดประสงค์ที่แน่ชัด การลงมือผลีผลาม จึงมีความเสี่ยงสูง

ทว่า เมื่อเสียงที่เจือไปด้วยพลังวิญญาณและพลังจิตวิญญาณของหัวหยางจื่อ ดังก้องกังวานออกไป กลับไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนตอบรับเลย

ในทางกลับกัน กลิ่นอายของสัตว์อสูรที่ล้อมรอบเขาอยู่ กลับค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้หัวหยางจื่อมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเยือกเย็น หัวหยางจื่อก็หรี่ตาลง สายตาทะลุผ่านความมืดมิดในยามราตรี ไปจับจ้องอยู่ที่เสือดำตัวหนึ่งในป่า

แม้เสือดำตัวนั้นจะเป็นสัตว์อสูร แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันมีสติปัญญาไม่ใช่น้อย เมื่อมันสบตากับหัวหยางจื่อ มันก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พุ่งตัวนำฝูงสัตว์อสูรขั้นรวบรวมลมปราณระดับห้าขึ้นไป พุ่งตรงเข้าใส่หัวหยางจื่อทันที

จบบทที่ บทที่ 47 สัตว์อสูรล้อมโจมตี

คัดลอกลิงก์แล้ว