- หน้าแรก
- มหาเคล็ดกายาราชันไร้ขอบเขต
- บทที่ 21: คลื่นใต้น้ำและจิตสังหาร
บทที่ 21: คลื่นใต้น้ำและจิตสังหาร
บทที่ 21: คลื่นใต้น้ำและจิตสังหาร
บทที่ 21: คลื่นใต้น้ำและจิตสังหาร
รัตติกาลมาเยือน ทว่าบรรยากาศบริเวณหน้าผาหลังเขาพลันตึงเครียดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ลู่หยวนไม่ได้แตะต้องเข็มพิษ เพื่อป้องกันไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น หรือพลาดท่าติดพิษซ้ำสอง
เขาปลดปล่อยสัมผัสเทวะออกไปจนสุดกำลัง กวาดผ่านผืนป่าบนภูเขาโดยรอบราวกับระลอกคลื่นที่มองไม่เห็น ทว่าผู้ลอบโจมตีนั้นเชี่ยวชาญด้านการเร้นกายอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นอายของพวกมันจางหายไปจนหมดสิ้น และหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
"นักฆ่ามืออาชีพ..." นัยน์ตาของลู่หยวนหรี่ลงเล็กน้อย
เป้าหมายของอีกฝ่ายนั้นชัดเจน เมื่อโจมตีพลาดเป้าเพียงครั้งเดียว ก็หลบหนีไปไกลนับพันลี้ รูปแบบเช่นนี้ไม่เหมือนการแก้แค้นจากศิษย์ร่วมสำนัก แต่เป็นการวางแผนลอบสังหารมาเป็นอย่างดี
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารีบหันหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังที่พักของผู้อาวุโสสิงเถี่ยทันที เรื่องนี้มันเกินขอบเขตของความบาดหมางส่วนตัวไปแล้ว จำเป็นต้องรายงานให้ทราบ
ครู่ต่อมา โถงใหญ่แห่งหอหลอมกายก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ผู้อาวุโสสิงเถี่ยมองดูท่อนไม้ที่ถูกกัดกร่อนซึ่งลู่หยวนนำมาด้วย และร่องรอยของเข็มพิษที่ฝังอยู่บนนั้น สีหน้าของเขาดำทะมึนน่ากลัว
เขารวบรวมพลังวิญญาณสายหนึ่งไว้ที่ปลายนิ้ว ตรวจสอบกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่บนเข็มพิษอย่างระมัดระวัง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
"มันคือ 'ผงกัดกร่อนวิญญาณ'! พิษชนิดนี้ร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก มันสามารถกัดกร่อนพลังวิญญาณของผู้ฝึกตน หรือแม้กระทั่งจุดตันเถียนได้ มีราคาแพงลิบลิ่ว และมักจะถูกใช้โดยองค์กรนักฆ่าใต้ดินหรือหน่วยกล้าตายที่ขุมกำลังใหญ่ๆ เลี้ยงดูไว้เท่านั้น"
น้ำเสียงของผู้อาวุโสสิงเถี่ยแฝงไปด้วยความโกรธที่ถูกสะกดกลั้นเอาไว้ "ถึงกับกล้ากระทำการอุกอาจต่อศิษย์สายตรงแห่งหอหลอมกายของข้าภายในสำนักเชียวรึ!"
เขามองลู่หยวนด้วยแววตาหนักอึ้ง "ช่วงนี้เจ้าได้ไปล่วงเกินใครนอกสำนักมาบ้างหรือไม่?"
ลู่หยวนครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วส่ายหน้า "ศิษย์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำเพ็ญเพียรในสำนัก ครั้งเดียวที่ออกไปข้างนอกก็คือภารกิจที่สันเขาวายุทมิฬ แต่นอกจากศิษย์ร่วมสำนักแล้ว ศิษย์ก็พบเพียงพวกอสูรปีศาจระดับต่ำเท่านั้นขอรับ"
เขาละเว้นเรื่องที่อาจมีการสอดแนมจากเผ่าปีศาจเอาไว้ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด การพูดถึงมันมีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก
ผู้อาวุโสสิงเถี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา "ยอดเขาเทียนเสวียน... แม้ว่าจ้าวคุนจะมีความเป็นไปได้ แต่การใช้นักฆ่ามืออาชีพเช่นนี้ไม่ค่อยเหมือนรูปแบบการทำงานของพวกมันสักเท่าไหร่ หรือว่าจะเป็น..."
ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เขากลับกล่าวว่า "ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าสำนักและหอคุมกฎทันที! เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นภายในสำนักเช่นนี้จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด! ช่วงสองสามวันนี้เจ้าอย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียว จงอยู่บำเพ็ญเพียรที่ยอดเขาเตี้ยๆ นี่แหละ ข้าจะเพิ่มกำลังเวรยามให้แน่นหนาขึ้น"
"เข้าใจแล้วขอรับ" ลู่หยวนพยักหน้ารับ
ไม่นาน ผู้ดูแลจากหอคุมกฎก็มาถึง พวกเขาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างระมัดระวังและเก็บหลักฐานกลับไป
เจ้าสำนัก ปรมาจารย์เซวียนจี ก็ได้รับข่าวนี้เช่นกัน ด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาได้สั่งการให้หอคุมกฎตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด ในขณะเดียวกันก็แอบเพิ่มกำลังลาดตระเวนของสำนักและกองกำลังคุ้มกันรอบตัวลู่หยวนอย่างลับๆ
คืนนั้น สำนักชิงหลานดูเหมือนจะเงียบสงบ ทว่ากลับมีคลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวขึ้นอย่างลับๆ
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ลู่หยวนทำตามคำสั่งและไม่ออกไปจากยอดเขาเตี้ยๆ ของหอหลอมกาย ในตอนกลางวัน เขาฝึกฝนวิชาง้าว และในตอนกลางคืน เขาใช้การแช่น้ำยาสมุนไพรเพื่อหลอมกาย พร้อมกับพยายามควบแน่นปราณต้นกำเนิดโดยใช้วิธีการส่งแรงของเคล็ดวิชาง้าวแปดทิศารกร้าง พละกำลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
ส่วนเรื่องการสืบสวนคดีลอบสังหาร หอคุมกฎดูเหมือนจะพบเบาะแสบางอย่าง แต่ความคืบหน้ากลับล่าช้า ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยขัดขวางพวกเขาอยู่
สามวันก่อนออกเดินทาง ขณะที่ลู่หยวนกำลังฝึกวิชาง้าวอยู่ในลานบ้าน ยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่งก็ลอยมา มันมาจากหลิวชิงเสวียน
"ศิษย์น้องลู่ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกลอบโจมตีเมื่อคืนก่อน เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่?" น้ำเสียงในยันต์สื่อสารยังคงเย็นชา แต่กลับแฝงความห่วงใยที่ยากจะสังเกตเห็น
"ขอบคุณที่เป็นห่วงขอรับ ศิษย์พี่หญิงหลิว ข้าสบายดี" ลู่หยวนตอบกลับ
"เช่นนั้นก็ดี งานประลองศิษย์หน้าใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว พวกภูตผีปีศาจทั้งหลายต่างก็เริ่มเคลื่อนไหว ศิษย์น้อง เจ้าต้องระวังตัวให้ดี ไว้เจอกันที่เมืองเทียนซู"
ข้อความของหลิวชิงเสวียนนั้นรัดกุม แต่มันได้สื่อสารข้อมูลสองประการ:
1. นางรู้เรื่องเหตุการณ์นี้แล้ว
2. นางกำลังเตือนเขาว่าอันตรายอาจมาจากแหล่งภายนอกที่กว้างไกลกว่า
สายตาของลู่หยวนหรี่ลงเล็กน้อย แม้แต่หลิวชิงเสวียนจากยอดเขาอวี้เหิงยังจงใจส่งข้อความมาเตือนเขา ดูเหมือนงานประลองศิษย์หน้าใหม่ครั้งนี้จะไม่ใช่การแข่งขันธรรมดาๆ เสียแล้ว
ในค่ำคืนก่อนออกเดินทาง ผู้อาวุโสสิงเถี่ยได้เรียกลู่หยวนมาที่โถงใหญ่อีกครั้ง
"การสืบสวนมีความคืบหน้าบ้างแล้ว" ผู้อาวุโสสิงเถี่ยกางม่านพลังเก็บเสียง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด "เบาะแสชี้ไปที่องค์กรนักฆ่านอกสำนักที่ชื่อว่า 'หอมารเงา' แต่องค์กรนี้เคลื่อนไหวอย่างลึกลับ ข้อมูลของผู้ว่าจ้างเป็นความลับสุดยอด ทำให้ยากต่อการสืบสาวไปจนถึงต้นตอ"
เขาถอนหายใจ "เจตนารมณ์ของท่านเจ้าสำนักคือให้ระงับเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการแหวกหญ้าให้งูตื่นและส่งผลกระทบต่องานประลองศิษย์หน้าใหม่ในครั้งนี้ สำนักจะส่งยอดฝีมือเพิ่มเติมไปคอยปกป้องเจ้าอย่างลับๆ ในการเดินทางครั้งนี้ ลู่หยวน เจ้าต้องตระหนักไว้ว่าอันตรายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่บนลานประลอง แต่อยู่เบื้องล่างของมัน"
ลู่หยวนพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง เขาไม่แปลกใจกับผลลัพธ์นี้เลย สำนักย่อมมีข้อควรพิจารณาเป็นของตัวเอง และตัวเขาเองก็ไม่เคยฝากความหวังไว้กับคนอื่นทั้งหมดอยู่แล้ว
"ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะระวังตัว"
"ดี" ผู้อาวุโสสิงเถี่ยมองดูท่าทีอันมั่นคงของเขา รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางอย่างละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง
ณ ลานกว้างหน้าประตูภูเขาของสำนักชิงหลาน เรือเหาะวิญญาณลำหนึ่งที่มีความยาวหลายสิบจ้าง สร้างขึ้นจากหยกเขียวทั้งลำพร้อมอักขระที่ไหลเวียน ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศแล้ว
ผู้ที่ยืนอยู่บริเวณหัวเรือคือผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชา ปรมาจารย์เซวียนอวิ๋น โดยมีศิษย์หัวกะทิกว่าสิบคนยืนอยู่เบื้องหลัง
นอกจากสองผู้โดดเด่นจากการประลองย่อยอย่างลู่หยวนและหลิวชิงเสวียนแล้ว ยังมียอดฝีมือคนอื่นๆ ที่ถูกคัดเลือกมาจากยอดเขาต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีการบำเพ็ญเพียรอยู่ในขอบเขตหลอมปราณขั้นปลาย และยังมีศิษย์สำนักในผู้มากประสบการณ์ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นอีกสองสามคนคอยคุ้มกันพวกเขาอยู่ด้วย
ศิษย์สองคนจากยอดเขาเทียนเสวียนก็ปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย สายตาที่พวกเขามองมายังลู่หยวนแฝงไปด้วยความเย็นชาอย่างไม่ปิดบัง
ลู่หยวนบอกลาหวังเหมิง ซุนลี่ และพี่น้องคนอื่นๆ จากหอหลอมกายอย่างเรียบง่าย ก่อนจะกระโจนขึ้นไปบนเรือเหาะวิญญาณ
หลิวชิงเสวียนมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งสองสบตากันและพยักหน้าให้เล็กน้อย ซึ่งถือเป็นการทักทาย
เมื่อเห็นว่าทุกคนมากันครบแล้ว ปรมาจารย์เซวียนอวิ๋นก็สะบัดแขนเสื้อ "ออกเดินทาง!"
วูบ!
เรือเหาะวิญญาณส่งเสียงกังวานใส อักขระทั่วทั้งลำเรือเปล่งแสงเจิดจรัส กลายเป็นลำแสงสีเขียวพุ่งทะยาน แบกรับความหวังและคลื่นใต้น้ำของสำนักชิงหลาน แหวกฝ่าหมู่เมฆและพุ่งตรงไปยังศูนย์กลางของภูมิภาคตะวันออก—เมืองเทียนซู
โลกอันกว้างใหญ่ ความท้าทายที่ไม่อาจล่วงรู้ และจิตสังหารที่ซ่อนเร้นกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า