- หน้าแรก
- มหาเคล็ดกายาราชันไร้ขอบเขต
- บทที่ 10: อานุภาพแห่งหงเหมิง
บทที่ 10: อานุภาพแห่งหงเหมิง
บทที่ 10: อานุภาพแห่งหงเหมิง
บทที่ 10: อานุภาพแห่งหงเหมิง
ภายในป่าทึบ บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาในทันที
จ้าวกันก้าวออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกับลูกสมุนขั้นหลอมปราณระดับกลางสองคนด้วยใบหน้าถมึงทึง ในเมื่อถูกเปิดโปงแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะซ่อนตัวอีกต่อไป ใบหน้าของเขากลับมาหยิ่งผยองตามปกติ ทว่าลึกๆ ในดวงตากลับซ่อนความรู้สึกลังเลเอาไว้
"ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเป็นใคร ที่แท้ก็ศิษย์พี่จ้าวนี่เอง" หวังเมิ่งหัวเราะร่วนด้วยความโกรธจัดเมื่อเห็นว่าเป็นใคร "อะไรกัน ศิษย์ของยอดเขาเทียนเสวียนเดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขั้นลอบกัดยิงศรลับจากด้านหลังแล้วหรือ?"
ซุนลี่เองก็กำพลองสั้นในมือแน่น จ้องเขม็งด้วยความโกรธแค้นขณะที่บาดแผลจากลูกศรบนไหล่ยังคงมีเลือดไหลซึม
จ้าวกันแค่นเสียงเย็นชา เมินเฉยต่อคำครหาแล้วเบนสายตาไปจ้องลู่หยวน "หวังเมิ่ง ซุนลี่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้า คนที่เราตามหาคือไอ้เด็กที่ชื่อลู่หยวนต่างหาก! ที่มาของมันไม่แน่ชัด ซ่อนเร้นความแข็งแกร่ง และลอบแฝงตัวเข้ามาในสำนัก—มันต้องมีแผนการร้ายแน่! พวกเรามาตามคำสั่งของผู้ดูแลเพื่อตรวจสอบ หากมันขัดขืน สังหารได้ทันทีโดยไม่ต้องปรานี!"
เขาโยนความผิดข้อหาฉกรรจ์ให้ในทันที เพื่อหวังจะชิงความชอบธรรมในการลงมือ
"ผายลม!" หวังเมิ่งผู้มีนิสัยใจร้อนด่ากราดออกมาตรงๆ "ศิษย์น้องลู่เป็นคนของตำหนักหล่อหลอมกายาของเรา หากมีปัญหาอันใด ผู้อาวุโสย่อมเป็นผู้ตัดสิน! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ยอดเขาเทียนเสวียนมีสิทธิ์มาก้าวก่าย ซ้ำยังกล้าลงมือหมายเอาชีวิต?"
ลู่หยวนยื่นมือออกไปรั้งหวังเมิ่งที่กำลังจะก้าวออกไปโต้เถียง แล้วมองจ้าวกันด้วยสายตาราบเรียบ "ศิษย์พี่จ้าว ระหว่างเรามีเพียงแค่การกระทบกระทั่งทางวาจาเล็กน้อย เหตุใดถึงกับต้องหมายเอาชีวิตข้า? ถึงขั้นต้องลากศิษย์พี่อีกสองคนเข้ามาพัวพันด้วยเชียวหรือ?"
ความเยือกเย็นของเขายิ่งทำให้จ้าวกันรู้สึกไม่สบายใจ จ้าวกันตะคอกเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า "เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว! ไอ้หนู หมัดที่เจ้าใช้สังหารราชันหมาป่าเมื่อครู่นี้ ไม่มีทางเป็นวิชาที่ผู้ฝึกตนขั้นหล่อหลอมกายาทั่วไปจะใช้ได้แน่! ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่?!"
"ข้าเป็นใครงั้นหรือ?" มุมปากของลู่หยวนยกขึ้นเล็กน้อยขณะที่เขาก้าวไปข้างหน้า กลิ่นอายที่มองไม่เห็นเริ่มควบแน่น "ข้าก็คือลู่หยวน ศิษย์ตำหนักหล่อหลอมกายาแห่งสำนักชิงหลาน ส่วนเรื่องความแข็งแกร่งของข้านั้น..."
ยังไม่ทันสิ้นคำพูด ร่างของเขาก็พร่าเลือนไปในพริบตา!
"เร็วมาก!" รูม่านตาของจ้าวกันหดเกร็ง อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณระดับห้า สัมผัสเทวะของเขาย่อมเหนือกว่าคนทั่วไปมาก เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายในทันที "หยุดมันไว้!"
ลูกสมุนขั้นหลอมปราณระดับสี่ทั้งสองคนที่อยู่ข้างกายก็ตอบสนองไม่ช้าเช่นกัน คนหนึ่งประสานอินอักขระ สร้างโล่น้ำแข็งขนาดเท่าฝ่ามือสามบานขึ้นมาเบื้องหน้าในพริบตา ส่วนอีกคนตวัดกระบี่วิเศษ ปลดปล่อยอสรพิษเพลิงที่ลุกโชนพุ่งทะยานเข้าใส่ลู่หยวน
ข้อได้เปรียบของผู้หลอมปราณก็คือการโจมตีด้วยวิชาเวทจากระยะไกล!
ทว่าความเร็วของลู่หยวนกลับเหนือความคาดหมายของพวกมันไปมาก! เขาไม่ได้ปะทะกับโล่น้ำแข็งโดยตรง แต่กลับสไลด์ตัวออกด้านข้างราวกับภูตผี หลบการโจมตีโดยตรงของอสรพิษเพลิงไปได้อย่างฉิวเฉียด อากาศที่ร้อนระอุทำได้เพียงเผาชายเสื้อของเขาเล็กน้อยเท่านั้น ในเวลาเดียวกัน เขาก็รวบนิ้วมือเข้าหากันเป็นรูปดาบ ปราณหงเหมิงสีทองหม่นเคลือบคลุมสันมืออย่างเงียบเชียบ ก่อนที่เขาจะฟันลงบนขอบของโล่น้ำแข็งเบาๆ!
"ฉับ!"
โล่น้ำแข็งที่ดูแข็งแกร่งทนทาน ในวินาทีที่สัมผัสกับปราณหงเหมิง กลับถูกผ่าออกอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับมีดร้อนๆ ที่หั่นผ่านเนย! คุณสมบัติของปราณหงเหมิงในการทำลายล้างและดูดกลืนพลังงานทุกสรรพสิ่ง เริ่มเผยความคมกริบให้เห็นแล้ว!
ร่างของลู่หยวนพุ่งทะลวงผ่านช่องโหว่นั้น ประชิดตัวศิษย์ที่ร่ายเวทโล่น้ำแข็งในพริบตา!
"อะไรนะ?!" ศิษย์ผู้นั้นหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ทว่ามันสายเกินกว่าจะถอยหนี ฝ่ามือของลู่หยวนทาบทับลงบนทะเลปราณตรงจุดตันเถียนของเขาอย่างแผ่วเบา
"อั้ก!"
ศิษย์ผู้นั้นรู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าอย่างจัง ร่างกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ เลือดพุ่งกระฉูดออกจากปาก พลังประหลาดสายหนึ่งบุกรุกเข้าสู่ทะเลปราณและสะกดทับมันไว้ชั่วคราว เขาไม่สามารถรีดเร้นพลังวิญญาณออกมาได้แม้แต่เสี้ยวเดียว สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปในพริบตา
เพียงการปะทะแค่กระบวนท่าเดียว เขาก็จัดการผู้หลอมปราณระดับสี่จนสิ้นฤทธิ์!
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา! ศิษย์อีกคนที่ร่ายเวทอสรพิษเพลิงถึงกับตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แทบจะปล่อยกระบี่วิเศษหลุดมือ
จ้าวกันทั้งตกตะลึงและโกรธแค้น เขาตระหนักได้ว่าเขาประเมินลู่หยวนต่ำเกินไปมาก! ไอ้เด็กนี่ไม่เพียงแต่มีความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัว แต่ความเร็วและสัญชาตญาณการต่อสู้ยังเหนือกว่าผู้ฝึกกายาในระดับเดียวกันไปไกลโข! เขาไม่กล้าประมาทอีกต่อไป รีบโคจรพลังวิญญาณเต็มกำลังขณะที่สองมือประสานอินอักขระอย่างรวดเร็ว
"คมมีดวายุ! ไป!"
ในพริบตา คมมีดวายุสีครามรูปจันทร์เสี้ยวหลายสิบเล่มก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ส่งเสียงหวีดแหลมขณะพุ่งเข้าเฉือนลู่หยวนจากทุกทิศทุกทาง ปิดตายเส้นทางหลบหนีของเขาทั้งหมด! นี่คือวิชาเวทโจมตีหมู่ที่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณระดับกลางเท่านั้นถึงจะใช้งานได้ และอานุภาพของมันก็ร้ายกาจยิ่งนัก!
"ศิษย์น้องลู่ ระวัง!" หวังเมิ่งและซุนลี่ร้องตะโกนด้วยความตกใจ หวังจะก้าวเข้าไปช่วย แต่กลับถูกคมมีดวายุที่หนาแน่นบีบให้ต้องถอยร่นกลับไป
เมื่อเผชิญกับการโจมตีที่ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ แววตาของลู่หยวนกลับสว่างวาบด้วยความตื่นเต้น เขาบังเอิญอยากจะทดสอบความต้านทานของปราณหงเหมิงเมื่อต้องเผชิญกับวิชาเวทเบญจธาตุพอดี!
เขาคำรามเสียงต่ำและไม่จงใจปิดบังพลังอีกต่อไป เลือดและลมปราณภายในร่างพลุ่งพล่านอย่างรุนแรงขณะที่เขาเร่งเร้าเคล็ดวิชาหล่อหลอมกายาหินผาจนถึงขีดสุด ผิวหนังของเขาเปล่งประกายมันวาวราวกับโลหะ ในขณะเดียวกัน วังวนโกลาหลภายในจุดตันเถียนก็เร่งความเร็วขึ้น ปราณหงเหมิงเป็นเส้นสายแผ่ซ่านเข้าสู่แขนขาและกระดูกทั่วร่าง!
"เคร้ง เคร้ง... ฉึก ฉึก..."
คมมีดวายุฟาดฟันลงบนร่างของลู่หยวน ก่อให้เกิดเสียงดังราวกับโลหะปะทะกัน ส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้วยกายาเนื้อและพลังสายเลือดอันแข็งแกร่ง ทว่ามีคมมีดที่ทรงพลังบางส่วนทะลวงผ่านการป้องกันของเขามาได้ มันฉีกทึ้งเสื้อผ้าและทิ้งรอยริ้วสีขาวตื้นๆ ไว้บนผิวหนัง แต่ไม่อาจบาดลึกลงไปได้!
ผลลัพธ์ในการลดทอนการโจมตีทางพลังงานของปราณหงเหมิงนั้นเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก!
"เป็นไปได้ยังไงกัน?! รับคมมีดวายุของข้าเข้าไปตรงๆ เนี่ยนะ?!" ตาของจ้าวกันแทบจะถลนออกจากเบ้า นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!
ในเสี้ยววินาทีที่การร่ายเวทของเขาชะงักงันด้วยความตกตะลึง ลู่หยวนก็ขยับตัว! ราวกับโขดหินผาที่แหวกทะลวงเกลียวคลื่น เขาพุ่งฝ่าคมมีดวายุที่เหลืออยู่แล้วซัดหมัดเข้าใส่จุดศูนย์กลางโดยตรง! ที่ปลายหมัดนั้น แสงสีทองหม่นวาบขึ้นก่อนจะหายวับไป!
ด้วยความตื่นตระหนก จ้าวกันรีบควบแน่นโล่พลังวิญญาณขึ้นมาป้องกัน
"เปรี้ยง!"
หมัดและโล่เข้าปะทะกัน และโล่พลังวิญญาณก็แตกสลายไปในพริบตา! จ้าวกันรู้สึกเพียงว่ามีพลังอันสุดจะพรรณนาทะลวงผ่านเข้ามา ผสมผสานกับกลิ่นอายประหลาดที่กลืนกินพลังวิญญาณ ร่างของเขาลอยละลิ่วถอยหลังไปราวกับว่าวสายป่านขาด เลือดพุ่งกระฉูดออกจากปากก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง เขาดิ้นรนอยู่สองสามครั้งแต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ในทันที
ลูกสมุนที่เหลืออยู่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปนานแล้ว เขาทิ้งกระบี่วิเศษแล้วหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต
"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!" ซุนลี่ที่อัดอั้นด้วยความโกรธมาเต็มอกรีบพุ่งเข้าไปหา และตวัดพลองสั้นกวาดลานจนมันล้มกลิ้งไปกับพื้น
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
หวังเมิ่งและซุนลี่มองดูลู่หยวนที่ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยอยู่กลางลาน สลับกับกลุ่มของจ้าวกันสามคนที่พ่ายแพ้อย่างหมดสภาพ คลื่นความตกตะลึงโหมกระหน่ำอยู่ในใจ พวกเขาเพิ่งจะเข้าใจว่าความแข็งแกร่งของศิษย์น้องผู้นี้น่าจะเหนือกว่าพวกเขาไปไกลมากแล้ว เผลอๆ อาจจะทัดเทียมกับผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณระดับปลายทั่วๆ ไปเลยด้วยซ้ำ!
ลู่หยวนเดินเข้าไปหาจ้าวกันแล้วก้มมองด้วยสายตาเย็นชา "ศิษย์พี่จ้าว ท่านคิดว่าเรื่องในวันนี้ควรจะจัดการเช่นไรดี?"
ใบหน้าของจ้าวกันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขณะที่เขาฝืนตะเบ็งเสียงแข็ง "ลู่หยวน! เจ้า... เจ้ากล้าทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักเชียวรึ! สำนักไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!"
"ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักงั้นหรือ?" ลู่หยวนแค่นเสียงหยัน "ใครกันที่ลอบยิงศรลับก่อน? ใครกันที่อยากให้ข้าตาย? หากข้าไม่มีความสามารถพอจะป้องกันตัวได้ คนที่ต้องลงไปนอนอยู่ตรงนี้ก็คงเป็นข้ากับศิษย์พี่ทั้งสอง! ศิษย์พี่หวัง ศิษย์พี่ซุน พวกท่านยินดีจะเป็นพยานให้ข้าหรือไม่?"
"แน่นอน!" หวังเมิ่งและซุนลี่ตะโกนตอบเสียงดังทันที "จ้าวกันกับพวกลอบใช้ศรลับทำร้ายผู้คน ซ้ำยังมีเจตนาร้าย พวกเราเป็นพยานได้!"
ลู่หยวนมองจ้าวกันที่หน้าซีดเผือดราวกับคนตายแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การสังหารพวกมันทิ้งโดยตรงจะสร้างปัญหาตามมามากเกินไป เขาย่อตัวลงแล้วกระซิบเสียงต่ำ "ศิษย์พี่จ้าว วันนี้ข้าจะไม่ฆ่าท่าน แต่ท่านต้องกล่าวสัตย์สาบานแห่งเต๋าว่าจะไม่ปริปากเรื่องในวันนี้กับใครเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องความแข็งแกร่งของข้า มิฉะนั้น ข้ามีวิธีของข้าที่จะทำให้ท่านรู้สึกว่าอยู่สู้ตายไม่ได้ ท่านยินดีหรือไม่?"
สัตย์สาบานแห่งเต๋ามีพันธะผูกมัดที่รุนแรงมากสำหรับผู้ฝึกตน หากละเมิดคำสาบาน อย่างเบาที่สุดคือระดับการฝึกตนจะหยุดชะงัก และอย่างเลวร้ายที่สุดคือจิตมารจะก่อกำเนิดขึ้น
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารในคำพูดของลู่หยวน และได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของเขา จ้าวกันก็ไม่กล้าขัดขืน ทำได้เพียงกล่าวสัตย์สาบานแห่งเต๋าด้วยความอัปยศอดสู
หลังจากจัดการกลุ่มของจ้าวกันเสร็จ ลู่หยวนก็หันกลับมาประสานมือคำนับหวังเมิ่งและซุนลี่ "ศิษย์พี่ทั้งสอง รบกวนช่วยเก็บเรื่องในวันนี้เป็นความลับให้ข้าชั่วคราวด้วย กายาของข้าค่อนข้างพิเศษ และข้าไม่อยากดึงดูดความสนใจมากจนเกินไป"
หวังเมิ่งและซุนลี่สบตากันแล้วรับคำอย่างจริงจัง แม้พวกเขาจะเป็นคนซื่อตรง แต่ก็ไม่ได้โง่ พวกเขารู้ว่าลู่หยวนมีความลับซ่อนอยู่ และในเมื่อเขาได้ช่วยชีวิตพวกตนเอาไว้ในวันนี้ การช่วยเหลือเขาจึงเป็นเรื่องสมควรทำอย่างยิ่ง
หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ โดยพื้นฐานแล้วลู่หยวนได้สถาปนาบารมีอันเด็ดขาดขึ้นภายในตำหนักหล่อหลอมกายา แต่มันก็เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งภัยแฝงเร้นที่ใหญ่หลวงกว่าเช่นกัน แม้ว่าจ้าวกันจะกล่าวคำสาบานไปแล้ว แต่ขุมอำนาจเบื้องหลังของมัน รวมถึงสายตาจากเบื้องบนของสำนัก ก็ยังคงแขวนอยู่เหนือหัวราวกับดาบเพชฌฆาตที่รอวันร่วงหล่นลงมา