- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นอ๋องตกอับ ขอพลิกชะตาด้วยระบบก๊อปปี้สุดโกง
- บทที่ 74 - ยกระดับมาตรฐานศัตรู
บทที่ 74 - ยกระดับมาตรฐานศัตรู
บทที่ 74 - ยกระดับมาตรฐานศัตรู
บทที่ 74 - ยกระดับมาตรฐานศัตรู
เนื่องจากจงหลิงอวี่นำอาวุธระดับสวรรค์ออกมาใช้อย่างเปิดเผย หลังจากนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปท้าประลองกับนางอีก ทว่าจงหลิงอวี่ก็ไม่ได้ไปท้าประลองกับผู้ที่อยู่ในอันดับสูงกว่าแต่อย่างใด นางทำเพียงรั้งอยู่ในอันดับที่เจ็ดสิบสี่ของนางต่อไป
หลังจากการท้าประลองรอบแรกผ่านพ้นไป อันดับที่อยู่ต่ำกว่ายี่สิบลงไปก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทว่าอันดับในช่วงท้ายๆ ก็เริ่มทรงตัวแล้ว ผู้คนต่างก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตารอคอยการต่อสู้ของกลุ่มผู้ที่อยู่ในยี่สิบอันดับแรกแล้ว
โดยเฉพาะสี่อันดับแรก อันดับของคนทั้งสี่นี้ถือเป็นตัวแทนบ่งบอกถึงสถานะของทั้งสี่สำนัก ดังนั้นผู้คนจึงอยากเห็นว่า หวงเหยียนจะยังคงรักษาก้าวยืนในอันดับหนึ่งไว้ได้อย่างมั่นคงหรือไม่ และเซิ่งจื่อแห่งสำนักเทียนอวิ๋นอูจ้ง จะสามารถพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้หรือไม่
นอกจากศิษย์ของทั้งสี่สำนักใหญ่แล้ว ผู้ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุดก็คือหลิวอี้ ท่านอ๋องแห่งมหาฮั่นผู้นี้ ในเวลานี้จะยังคงรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้หรือไม่ จะกล้าขึ้นไปท้าประลองยอดฝีมือที่อยู่เหนือกว่าตนหรือไม่
และแล้วท่ามกลางความคาดหวังของผู้คน ในที่สุดก็มีคนเปิดฉากท้าประลองขึ้น
ผู้ที่ขึ้นมาท้าประลองมีนามว่า ฟู่ปั๋ว รั้งอันดับสิบเก้า ส่วนผู้ที่เขาต้องการท้าประลองก็คือฝานเยียน
เมื่อฝานเยียนก้าวขึ้นไปบนลานประลอง ฟู่ปั๋วก็ประสานมือคารวะพลางกล่าว "แม่นางฝาน เชิญ!"
แม้การที่ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขามาท้าประลองกับสตรีจะดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก ทว่าเพื่อให้อนาคตสำนักของตนสามารถรับสมัครศิษย์ได้มากขึ้น อันดับบนศิลาลิขิตฟ้าของเขาย่อมต้องยิ่งสูงก็ยิ่งดี
"เชิญ!" ฝานเยียนเอ่ย
ฟู่ปั๋วเรียกขวานศึกขนาดยักษ์ออกมาไว้ในมือ สับขวานฟาดฟันเข้ามาเต็มแรง เสียงลมพัดกรรโชกดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ขวานศึกอันหนักอึ้งกลับดูเบาหวิวราวกับขนนกเมื่ออยู่ในมือของเขา ฟาดฟันรวดเร็วจนมองเห็นเพียงประกายคมขวานที่สว่างวาบ
ฝานเยียนก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว พลิกฝ่ามือเรียกผลึกแก้วก้อนหนึ่งขว้างออกไป ประกายจันทราสาดส่องลงมา ฟู่ปั๋วก็ถึงกับชะงักงันแข็งค้างอยู่กับที่ในทันที
ฝานเยียนทะยานร่างพริ้วไหวไปเบื้องหน้า ฟาดฝ่ามือออกไปเพียงครั้งเดียว ร่างของฟู่ปั๋วก็ปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบเมตร
และในยามนี้เอง จิตวิญญาณของฟู่ปั๋วถึงเพิ่งจะหลุดพ้นจากการแช่แข็งของประกายจันทรา เขาจ้องมองฝานเยียน นัยน์ตาฉายแววหวาดผวาอยู่ลึกๆ หากเมื่อครู่ฝานเยียนต้องการจะสังหารเขา เขาคงได้ตายตกไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
"วิชาของแม่นางฝานช่างล้ำเลิศนัก ข้าน้อยขอยอมแพ้"
สิ้นคำกล่าว ฟู่ปั๋วก็หมุนตัวเดินจากไป ส่วนฝานเยียนก็เดินลงจากลานประลองเช่นกัน
การโจมตีของฝานเยียนช่างดูแปลกประหลาดยิ่งนัก ดังนั้นในช่วงเวลาหนึ่งจึงไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปท้าประลองกับนางอีก
ผ่านไปอีกสองการประลอง ในที่สุดก็มีคนเบนเป้าหมายมาที่หลิวอี้จนได้
ผู้มาเยือนรั้งอันดับสิบสอง มีนามว่าหูอิ้น อายุล่วงเลยเข้าสู่วัยสามสิบแล้ว ความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นขุนพลวิญญาณระดับสูงสุด เนื่องจากเขามีของวิเศษที่ใช้ปกปิดกลิ่นอายติดตัวอยู่ ศิลาลิขิตฟ้าจึงไม่อาจตรวจสอบระดับความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาได้ มิเช่นนั้นเขาคงรั้งตำแหน่งอยู่ในสิบอันดับแรกไปแล้ว
"ข้าน้อยหูอิ้นแห่งเขาหวงซาน ขอรับคำชี้แนะจากท่านอ๋อง" หูอิ้นยืนประสานมืออยู่บนลานประลอง
"ตกลง ข้าหวังว่าเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าหลินฝูนะ"
หลิวอี้หัวเราะพลางก้าวขึ้นไปบนลานประลอง ทว่าในมือของเขากลับไม่ได้ถือกระบี่พก แต่กลับเป็นคันธนูและลูกศรธรรมดาๆ ดอกหนึ่ง
ธนูและลูกศรชุดนี้เป็นสิ่งที่เขาเก็บไว้ในช่องเก็บของของระบบ ช่องเก็บของมีทั้งหมดหลายสิบช่อง หนึ่งช่องสามารถเก็บของได้หนึ่งชิ้น จึงนับว่าทำหน้าที่ได้เทียบเท่ากับแหวนมิติ
เมื่อเห็นหลิวอี้นำเพียงธนูและลูกศรธรรมดาๆ ออกมา ผู้คนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ ท้ายที่สุดแล้ว อาวุธธรรมดาสามัญเช่นนี้ จะสามารถใช้งานได้จริงหรือในการประลองที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
หูอิ้นทอดสายตามองธนูและลูกศรในมือของหลิวอี้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านอ๋อง จะใช้ธนูและลูกศรชุดนี้สู้จริงๆ หรือ"
"ก็คงต้องใช้สิ่งนี้แหละ หากใช้อย่างอื่นข้าเกรงว่าจะทำร้ายเจ้าเอาได้" หลิวอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
คำพูดของหลิวอี้ไม่ได้เป็นการคุยโตโอ้อวดแต่อย่างใด ด้วยระดับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ หากเขาใช้เพลงกระบี่พิรุณสารท เขาย่อมสามารถเอาชนะหูอิ้นได้อย่างแน่นอน ทว่ามันต้องใช้เวลานานเกินไป แต่หากเขาใช้วิชายุทธ์อื่น หูอิ้นก็ไม่อาจต้านทานได้อย่างแน่นอน
วิชาดรรชนีเอกะของเขาในยามนี้ได้ฝึกฝนจนบรรลุขั้นรู้แจ้งแล้ว ต่อให้หูอิ้นจะอยู่ในขั้นขุนพลวิญญาณระดับสูงสุด เขาก็สามารถใช้เพียงหนึ่งดรรชนีสังหารอีกฝ่ายให้สิ้นซากได้ ส่วนเพลงกระบี่หยินหยาง แม้จะบรรลุเพียงขั้นทะลุปรุโปร่ง ทว่ามันจำเป็นต้องใช้กระบี่เฉิงอิ่ง หากเขานำมันออกมาใช้ หูอิ้นก็มีแต่ทางตายสถานเดียว
ดังนั้น หนทางเดียวที่ทำได้ ก็คือการใช้ศรทะลวงเมฆา
"ช่างสามหาวนัก"
หูอิ้นตวาดกร้าว ปลดปล่อยพลังความแข็งแกร่งทั้งหมดในร่างออกมาอย่างไม่ปิดบัง เขาเรียกทวนยาวออกมาไว้ในมือ กวัดแกว่งทวนพุ่งทะยานเข้าใส่หลิวอี้
"สยบเจ้า ใช้ลูกศรเพียงดอกเดียวก็เกินพอ"
หลิวอี้ง้างคันธนู โคจรพลังวิญญาณ ริมฝีปากขยับท่องมนตร์ อักขระเวทมากมายถูกสลักลงบนลูกศรอย่างรวดเร็ว วินาทีที่ลูกศรถูกปล่อยออกไป ท้องฟ้าก็พลันแปรปรวน เมฆสายฟ้ากังวานก้อง
ฟิ้ว! ฉัวะ!
ลูกศรแหวกอากาศพุ่งทะยานออกไป ทะลวงผ่านหัวไหล่ของหูอิ้นในชั่วพริบตา ทว่าลูกศรดอกนั้นยังคงพุ่งทะยานต่อไปอย่างดุดันดุจสายรุ้ง จนไปปักเข้ากับกำแพงหิน ส่งผลให้กำแพงถึงกับเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
"ศรทะลวงเมฆา ศรทะลวงเมฆาแห่งสำนักโองการสวรรค์"
หวงเหยียนที่อยู่เบื้องล่างลานประลองถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยนในทันที
ก่อนหน้านี้เขาได้ส่งคนไปจ้างวานให้คนของสำนักโองการสวรรค์ไปสังหารหลิวอี้ ทว่าท้ายที่สุดหลิวอี้กลับไม่ตาย ซ้ำคนของสำนักโองการสวรรค์ก็ยังขาดการติดต่อไปเสียเฉยๆ มาบัดนี้เมื่อได้เห็นหลิวอี้ใช้ศรทะลวงเมฆาแห่งสำนักโองการสวรรค์ เขาก็ยิ่งรู้สึกงุนงงสับสน
สำนักโองการสวรรค์สืบทอดวิชาแบบสายตรงเพียงผู้เดียวในแต่ละรุ่นอย่างเข้มงวด ย่อมไม่มีทางถ่ายทอดให้ผู้อื่นอย่างเด็ดขาด ทว่าศรทะลวงเมฆาที่หลิวอี้ใช้ออกมานี้ เขาถึงกับสงสัยว่าหลิวอี้คงใช้เวลาฝึกฝนมันมานานหลายปีแล้วเป็นแน่ ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือศรทะลวงเมฆาในขั้นเหนือมนุษย์ การจะสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ระดับสวรรค์จนบรรลุถึงขั้นเหนือมนุษย์ได้นั้น ต่อให้เป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ ก็ยังต้องใช้เวลาขัดเกลานานนับปี
"นายน้อย ต้องให้พวกเราจัดการมันหลังจากที่มันออกจากเขาเทียนอวิ๋นไปแล้วหรือไม่..." ชายผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายหวงเหยียนเอ่ยขึ้น พลางทำท่าปาดคอเป็นเชิงสัญลักษณ์
"นอกเขาเทียนอวิ๋นงั้นรึ อาจจะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น อย่าลืมสิว่าภายในแดนลับเมฆาศักดิ์สิทธิ์นั้นอันตรายเพียงใด เว้นเสียแต่ว่ามันจะไม่ยอมเข้าไป" หวงเหยียนเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม
"ดูท่านายน้อยคงมีแผนการอยู่ในใจแล้ว" ชายผู้นั้นถอยกลับไป ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเขารู้ดีว่าขอเพียงหวงเหยียนลงมือด้วยตนเอง หลิวอี้ย่อมต้องตกตายอย่างแน่นอน
เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักใหญ่ต่างจ้องมองไปยังหลิวอี้ด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น วิชายุทธ์ระดับสวรรค์ขั้นเหนือมนุษย์ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทัดเทียมกับยอดฝีมือระดับผู้นำของบรรดาสำนักใหญ่ได้แล้ว
และในเวลานี้ อันดับของหลิวอี้บนศิลาลิขิตฟ้าก็กระโดดขึ้นไปรั้งอันดับห้า ตามหลังบรรดายอดฝีมือระดับผู้นำของทั้งสี่สำนักใหญ่ไปติดๆ
ส่วนหูอิ้น ยามนี้ไหนเลยจะมีเรี่ยวแรงต่อสู้อีก เขารีบขอตัวลงจากลานประลองเพื่อไปรักษาอาการบาดเจ็บโดยด่วน
เมื่อหลิวอี้ก้าวลงมา ฝานเยียนก็เอ่ยด้วยความกังวล "ท่านอ๋อง การที่ท่านสำแดงความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าในภายภาคหน้าผู้ที่ต้องการจะสังหารท่านคงจะไม่ใช่แค่ตำหนักชิงซวีเสียแล้ว"
"ต่อให้ข้าไม่แสดงมันออกมา ก็ยังคงมีคนมากมายที่ต้องการจะสังหารข้าอยู่ดี สาเหตุที่ข้าต้องแสดงความแข็งแกร่งให้มากขึ้นสักหน่อย ก็เพียงเพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ที่จะมาเป็นศัตรูให้สูงขึ้นเท่านั้น" หลิวอี้กล่าว
หากผู้ที่ถูกส่งมาสังหารเขานั้นอ่อนแอเกินไป แม้แต่ค่าประสบการณ์ก็ไม่อาจมอบให้เขาได้ มันก็เป็นได้แค่การสร้างความรำคาญเท่านั้น เขาไม่อยากให้ในภายภาคหน้ามีพวกปลายแถวโง่เขลาแห่แหนกันมาที่เมืองไต้จวิ้น
การที่เขาเผยวิชายุทธ์ระดับสวรรค์ออกมาหนึ่งถึงสองชุด ก็ไม่ได้นับว่าเป็นไพ่ตายของเขา ไพ่ตายที่แท้จริงของเขาก็คือไม้มังกรฝ่าทัณฑ์ บงกชขาวเก้ามรณะ และระบบต่างหากเล่า ผู้คนย่อมไม่มีทางหยั่งรู้ถึงรากฐานที่แท้จริงของเขาได้ การมาไล่ล่าสังหารเขา มีแต่จะพาตัวเองมาตายเปล่าๆ เท่านั้น
หลังจากหลิวอี้ลงจากลานประลอง ก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาท้าประลองกับเขาอีก รวมถึงอันดับที่หก เจ็ด และแปดด้วย
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าถึงเวลาที่จะได้ชมการต่อสู้ของยอดฝีมือจากทั้งสี่สำนักใหญ่แล้ว จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปบนลานประลอง
"ข้าน้อยอยากจะขอท้าประลองกับแม่นางฝูแห่งสำนักสหัสสำเนียง"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศก็ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมา ชายแปลกหน้าที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก จู่ๆ กลับประกาศกร้าวท้าประลองกับยอดฝีมือระดับผู้นำของสำนักสหัสสำเนียง จะมีสิ่งใดที่น่าประหลาดใจไปกว่านี้อีก
[จบแล้ว]