เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72 - ภายในตำหนักชิงซวี

บทที่ 72 - ภายในตำหนักชิงซวี

บทที่ 72 - ภายในตำหนักชิงซวี


บทที่ 72 - ภายในตำหนักชิงซวี

เพลงกระบี่พิรุณสารทมีข้อบกพร่อง นี่คือสิ่งที่จงหลิงอวี่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ท้ายที่สุดแล้วนางก็ฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นทะลุปรุโปร่งเท่านั้น ต่อให้เป็นผู้อาวุโสในสายของพวกนาง ก็ฝึกฝนเพลงกระบี่พิรุณสารทจนบรรลุถึงขั้นเหนือมนุษย์เท่านั้น หากไม่บรรลุขั้นรู้แจ้ง ย่อมยากที่จะค้นพบข้อบกพร่องในนั้น ทว่าข้อบกพร่องนี้กลับเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างยิ่ง

"ท่านต้องการยืมสิ่งใด" นางไม่แปลกใจเลยที่หลิวอี้ต้องการสืบหาข้อมูล ทว่าการที่เขาต้องการขอยืมสิ่งของกลับทำให้นางประหลาดใจไม่น้อย

"ข้าได้ยินมาว่าป้ายอาญาสิทธิ์ของเจ้าเมืองเหอลู่ในยามนี้อยู่ในมือของพี่ฮั่ว ไม่ทราบว่าจะขอยืมใช้สักหน่อยได้หรือไม่ ข้าจำเป็นต้องใช้มันเพื่อไปช่วยคนในเจดีย์สยบชล" หลิวอี้หันไปเอ่ยกับฮั่วหยง

"เอ๊ะ ในเจดีย์สยบชลมีคนอยู่ด้วยงั้นหรือ หรือว่าจะเป็นคนที่ถูกสำนักพยัคฆ์ทมิฬ สำนักอัคคีโลกันต์ และสำนักพันดาบคุมขังไว้" ฮั่วหยงเอ่ยถาม

"ถูกต้อง" หลิวอี้ไม่ได้ปิดบัง ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด

"ศิษย์พี่รอง เช่นนั้นรบกวนท่านเดินทางไปเจดีย์สยบชลเพื่อช่วยคนกับจ้าวอ๋องหลังจากงานชุมนุมเทียนอวิ๋นจบลงด้วยเถิด" จงหลิงอวี่กล่าว

"เรื่องกล้วยๆ" ฮั่วหยงตอบรับอย่างรวดเร็ว

หลิวอี้นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถจัดการเรื่องของซั่งกวนเจี๋ยได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ การเดินทางมาในครั้งนี้ช่างคุ้มค่าเสียจริง

"พวกเจ้านำพู่กันกับน้ำหมึกออกมาเถิด ข้าจะเขียนวิธีการฝึกฝนเพลงกระบี่พิรุณสารทที่ถูกต้องให้พวกเจ้าเอง" หลิวอี้กล่าว

จากนั้นจงหลิงอวี่ก็นำพู่กันกับน้ำหมึกออกมา หลิวอี้จรดพู่กันเขียนเพลงกระบี่พิรุณสารทลงไปรวดเดียวจนจบ

จงหลิงอวี่รับมาพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเก็บคัมภีร์เข้าอกเสื้อ แล้วหันไปกล่าวกับหลิวอี้ "ต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาท เพียงแต่หลังจากได้อ่านแล้ว จู่ๆ ก็บังเกิดความรู้แจ้งขึ้นมา"

"ไม่เป็นไร ตอนนี้เจ้าบอกข้าเรื่องภายในของตำหนักชิงซวีมาเถิด ผู้ใดกันที่ต้องการจะสังหารข้า" หลิวอี้เอ่ย

"ตำหนักชั้นในของตำหนักชิงซวีแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจ ขั้วหนึ่งคือฝ่ายของเจ้าสำนัก อีกขั้วหนึ่งคือฝ่ายของเจ้าตำหนัก ทว่าเนื่องจากฝ่ายของพวกข้าไม่มีผู้ใดดำรงตำแหน่งเจ้าตำหนักมานานถึงห้าร้อยปีแล้ว ในยามนี้จึงตกต่ำลง กิจการงานส่วนใหญ่ของตำหนักชิงซวีล้วนถูกตัดสินโดยฝ่ายของเจ้าสำนัก"

"ผู้ที่ต้องการจะสังหารท่าน หรือจะพูดให้ถูกคือผู้ที่ต้องการจะโค่นล้มราชวงศ์ นั่นคือเจตนารมณ์ของเจ้าสำนัก ยอดฝีมือของตำหนักชิงซวีในปัจจุบัน มีถึงสามในสี่ส่วนที่รับฟังคำสั่งของเจ้าสำนัก" จงหลิงอวี่กล่าวด้วยความรันทด นางแม้จะเป็นถึงนายน้อยของตำหนักชิงซวี ทว่าขั้วอำนาจของพวกนางก็เสื่อมถอยลงเช่นกัน จึงไม่อาจควบคุมสถานการณ์โดยรวมได้ สำหรับการไล่ล่าหลิวอี้ของตำหนักชิงซวี นางจึงทำได้เพียงมอบข้อมูลบางอย่างให้เท่านั้น

"สามในสี่ส่วนเชียวหรือ ในตอนนี้พวกเขาตั้งใจจะส่งคนมาสังหารข้ากี่คนกัน" หลิวอี้ถาม

"ในเวลานี้เจ้าสำนักกำลังเก็บตัวฝึกตน ส่วนเหล่าผู้อาวุโสก็มีภารกิจอื่นต้องจัดการ โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเซ่าหรงเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้พวกเขายังไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ดังนั้น ในยามนี้หวงเหยียนจึงเป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆ ชั่วคราว" จงหลิงอวี่ตอบ

"หวงเหยียนงั้นรึ ขอเพียงไม่มีพวกตาเฒ่าลงมือก็พอ หากมีผู้อาวุโสจากตำหนักชั้นในของตำหนักชิงซวีเคลื่อนไหวเมื่อใด หากแม่นางจงมีโอกาส ก็ช่วยแจ้งข่าวให้ข้าทราบด้วยก็แล้วกัน" หลิวอี้กล่าว

"วางใจเถิด หากมีผู้อาวุโสในสำนักลงมือ ข้าจะหาวิธีแจ้งข่าวให้ท่านทราบอย่างแน่นอน" จงหลิงอวี่ดูมั่นใจมาก ราวกับว่านางสามารถส่งข้อมูลให้หลิวอี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

"ขอบคุณมาก!" หลิวอี้ประสานมือกล่าว

"จ้าวอ๋อง ครั้งนี้ท่านจะเข้าร่วมงานชุมนุมเทียนอวิ๋นหรือไม่เจ้าคะ" ฝานเยียนถาม

"พรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถิด หากมีคนต้องการจะท้าประลองกับข้า ข้าย่อมไม่อาจอยู่เฉยได้" หลิวอี้กล่าว

"ส่วนเจ้าก็ระวังหวงเหยียนไว้ให้ดี เคล็ดวิชาที่หวงเหยียนฝึกฝนนั้นค่อนข้างชั่วร้ายชั่วช้า คนที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเขานั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวิญญาณมายาอยู่มากมาย คนเหล่านั้นล้วนเคยเป็นยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีการอันใดจึงทำให้คนเหล่านั้นยอมเชื่อฟังคำสั่งของเขาได้" จงหลิงอวี่เอ่ยเตือน

"ชั่วร้ายชั่วช้างั้นรึ เช่นนั้นข้าก็ต้องจับตาดูให้ดีเสียแล้ว" หลิวอี้กล่าว

จากนั้นหลิวอี้ก็มองไปยังจงหลิงอวี่ ลอบคิดในใจว่า 'ขอลองใช้ไขความลับสวรรค์ดูหน่อยเถิดว่าจงหลิงอวี่ได้ซ่อนเร้นพลังเอาไว้หรือไม่'

หลิวอี้โคจรพลังวิญญาณมารวมไว้ที่ดวงตา เมื่อเขามองไปที่จงหลิงอวี่ เขากลับเห็นเพียงหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ตรงหน้า เมื่อแหวกม่านหมอกออก ในชั่วพริบตานั้นหลิวอี้ก็เห็นเพียงเงาร่างอันอรชรอ้อนแอ้นเท่านั้น

มันคือแผ่นหลังของสตรีผู้หนึ่ง ทว่ากลับเลือนรางเสียจนไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าหลิวอี้จะพยายามเพียงใด เขาก็ไม่อาจมองทะลุการขัดขวางของเงาร่างนี้ไปได้ หลังจากลองดูอยู่หลายครั้งก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ท้ายที่สุดเขาจึงทำได้เพียงรั้งพลังกลับคืนมา

"พลังเทวะก็ไม่อาจมองทะลุปรุโปร่งได้ เป็นเพราะตบะลึกล้ำเกินไป หรือเป็นเพราะของวิเศษบนตัวแข็งแกร่งเกินไปกันแน่" หลิวอี้พึมพำในใจ

"ท่านอ๋องมองอันใดอยู่หรือ" จงหลิงอวี่เอ่ยถาม เมื่อเห็นหลิวอี้จ้องมองตนนานสองนาน สายตานั้นก็ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกิน ทำให้นางนึกสงสัยว่ามีสิ่งสกปรกติดอยู่บนใบหน้าของนางหรือไม่

"ไม่มีอันใดหรอก แม่นางจงงดงามถึงเพียงนี้ ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะมองนานไปสักหน่อย" หลิวอี้กล่าว

"ท่านอ๋องก็ล้อเล่นไป ข้าก็เป็นเพียงสตรีหน้าตาธรรมดาสามัญ ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยชมหรอก" จงหลิงอวี่ไม่ได้มีท่าทีแปลกไปเพราะคำชมของหลิวอี้ นางยังคงดูสงบนิ่งเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้น หลิวอี้ก็ร่วมดื่มชาชั้นดีกับพวกเขาที่นี่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวลากลับ

...

ในขณะเดียวกัน หลังจากที่หลินฝูพ่ายแพ้ให้กับหลิวอี้ ระหว่างทางที่เขากำลังจะกลับไปที่ห้องพัก เขาก็ถูกชายวัยกลางคนไว้หนวดทรงแปดเลขจีนขวางทางเอาไว้

"คุณชายหลิน นายน้อยของข้าอยากขอเชิญท่านไปพบ ไม่ทราบว่าคุณชายหลินจะกรุณาไปกับข้าสักหน่อยได้หรือไม่" ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

"นายน้อยของเจ้างั้นรึ ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดกัน" แม้หลินฝูจะเย่อหยิ่งจองหอง ทว่าเขากลับสัมผัสไม่ได้ถึงความแข็งแกร่งของชายผู้นี้เลย คนที่มาเยือนที่นี่ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ ในเมื่อมองระดับพลังไม่ออก ย่อมหมายความว่าชายผู้นี้อยู่เหนือกว่าเขา และคงบรรลุถึงขั้นวิญญาณมายาแล้ว

"ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักชิงซวี" ชายวัยกลางคนตอบ

"หวงเหยียนงั้นรึ เขาหาข้ามีธุระอันใดกัน" หลินฝูถามอย่างไม่เข้าใจ

"คุณชายหลินไปถึงก็จะทราบเอง นายน้อยของข้ามีเรื่องดีๆ จะมาปรึกษาหารือกับคุณชายหลิน รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณชายหลินต้องผิดหวังอย่างแน่นอน บางทีอาจจะช่วยให้ท่านก้าวเข้าสู่ห้าอันดับแรกในการประลองครั้งนี้ก็เป็นได้" ชายวัยกลางคนยิ้มกริ่ม

"งั้นรึ" หลินฝูหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ ทว่าก็ยังรู้สึกลังเลอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วจวนแม่ทัพพิทักษ์อุดรของพวกเขาก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับตำหนักชิงซวีเลย

"ต่อให้เป็นเรื่องโกหก อย่างมากก็แค่เสียเวลาของคุณชายหลินไปสักเล็กน้อยเท่านั้น หรือว่าคุณชายหลินจะกลัวว่าต้องเสียเวลาเพียงน้อยนิดนี้ไป" ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างไม่เร่งร้อน

"ตกลง ข้าจะไปกับเจ้า" หลินฝูคิดดูแล้วก็เห็นด้วย ในเมื่อตอนนี้กลับไปก็ไม่มีอันใดทำอยู่แล้ว ลองไปดูก็ไม่เสียหาย

เมื่อทั้งสองมาถึงที่พักของหวงเหยียน ก็ถูกเชิญเข้าไปในศาลาที่อยู่สวนด้านหลัง ภายในศาลามีบุรุษหนุ่มในชุดขาวสะอาดตานั่งอยู่ ในมือถือพัดจีบ อีกมือหนึ่งถือจอกสุราหยกเขียว รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสง่างามราวกับเทพเซียนลงมาจุติก็ไม่ปาน

"นายน้อย คุณชายหลินมาถึงแล้ว" ชายวัยกลางคนก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยอย่างนอบน้อม

"ลุงเหอ ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องทำเช่นนี้ ท่านกับข้าก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ท่านทำเช่นนี้ ผู้น้อยอย่างข้าจะรับไหวได้อย่างไร" ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นกล่าว

"เจ้านายกับบ่าวมีฐานะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เรื่องนี้จะปล่อยให้วุ่นวายไม่ได้" ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างจริงจัง

"เจ้านายกับบ่าวมีฐานะที่แตกต่างกันงั้นรึ นั่นมันธรรมเนียมของราชสำนัก สำหรับข้าหวงเหยียนแล้ว เรื่องพรรค์นี้ใช้ไม่ได้ผลหรอก" หวงเหยียนส่ายหน้า จากนั้นเขาก็หันไปมองหลินฝู จอกสุราหยกเขียวในมือก็หลุดลอยพุ่งตรงไปยังหลินฝู

"สหายหลิน นี่คือสุราวายุบริสุทธิ์ที่ตำหนักชิงซวีของพวกเราบ่มขึ้นเป็นพิเศษ รบกวนสหายหลินช่วยประเมินรสชาติให้ที"

หลินฝูยื่นมือออกไปรับ เมื่อพิจารณาดูแล้วก็พบว่าน้ำสุรามีสีเขียวมรกต กลิ่นหอมของสุราหอมหวนโชยแตะจมูก ช่างเป็นสุราเลิศรสยิ่งนัก!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 72 - ภายในตำหนักชิงซวี

คัดลอกลิงก์แล้ว