- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นอ๋องตกอับ ขอพลิกชะตาด้วยระบบก๊อปปี้สุดโกง
- บทที่ 71 - สยบศัตรูอย่างง่ายดาย
บทที่ 71 - สยบศัตรูอย่างง่ายดาย
บทที่ 71 - สยบศัตรูอย่างง่ายดาย
บทที่ 71 - สยบศัตรูอย่างง่ายดาย
ชายผู้มาเยือนอายุราวๆ ยี่สิบปี ใบหน้าเย็นชามีรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ผู้ใดเห็นคนลักษณะนี้ย่อมต้องหลีกทางให้แต่ไกล เพราะเป็นตัวอันตรายที่ไม่ควรตอแย
"นั่นหลินฝูนี่ ดูท่าคงจะมาหาเรื่องหลิวอี้แล้ว" ใครบางคนจำชายผู้นี้ได้
"ตระกูลหลินเพิ่งจะส่งคนมาร่วมงานชุมนุมเทียนอวิ๋นเป็นครั้งแรก เดิมทีเขาอยู่อันดับที่แปด นึกไม่ถึงว่าจะถูกเบียดตกไปอยู่อันดับที่สิบ เกรงว่าคงจะมาท้าประลองหลิวอี้เพื่อทวงอันดับของตนคืนเป็นแน่" น้ำเสียงของผู้พูดแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง ท้ายที่สุดแล้ว การประลองของเหล่าอัจฉริยะเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะไม่อยากดู
"หลินฝูมีนิสัยมุทะลุดุดันมาแต่ไหนแต่ไร การที่เขาจะหมดความอดทนในยามนี้ก็เป็นเรื่องปกติ"
ขณะที่ผู้คนกำลังซุบซิบนินทากันอยู่ หลินฝูก็ชี้ปลายดาบไปทางหลิวอี้พลางเอ่ยเสียงเย็น "หลิวอี้ วันนี้ข้ามาท้าประลองกับเจ้า ไม่ทราบว่าเจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่"
"ภารกิจระดับดี รับคำท้าทายจากผู้ใดก็ตามและคว้าชัยชนะ รางวัล: ชิ้นส่วนทักษะ 5000 แต้ม"
เดิมทีหลิวอี้ไม่คิดจะใส่ใจ ทว่าเมื่อภารกิจถูกกระตุ้นขึ้นมากะทันหัน เขาย่อมยินดีน้อมรับอย่างเต็มใจ
"ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับ ก็ลงมือเถิด ทว่าเปิ่นหวางลงมือไม่เคยออมแรงหรอกนะ" หลิวอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"งั้นรึ เช่นนั้นข้าจะขอดูหน่อยว่าเจ้าจะมือหนักสักเพียงใด" สิ้นคำกล่าว ดาบยาวก็ถูกชักออกจากฝัก ร่างของหลินฝูพุ่งทะยานเข้าหาหลิวอี้ ประกายดาบสว่างวาบพร้อมกับเสียงสายลมและอสนีบาตดังกึกก้องกลางอากาศ
"วายุอัสนีคำรณ!" หลินฝูตวาดลั่น ปราณดาบอันแข็งแกร่งแผ่พุ่งออกมาจากรอบกาย ประกายดาบนับไม่ถ้วนโอบล้อมหลิวอี้เอาไว้ ราวกับต้องการจะปิดผนึกการเคลื่อนไหวของหลิวอี้ในชั่วพริบตา
"ดาบวายุอัสนี นึกไม่ถึงเลยว่าหลินฝูจะฝึกฝนดาบวายุอัสนีระดับปฐพีจนบรรลุถึงขั้นเหนือมนุษย์ได้ สมกับที่เป็นอัจฉริยะแห่งตระกูลหลินจริงๆ" มีคนทอดสายตามองไปยังสนามประลองพลางทอดทอนใจ
ทว่าในขณะที่ผู้คนยังคงทอดทอนใจกับความแข็งแกร่งของหลินฝู บรรยากาศกลางอากาศก็พลันแปรเปลี่ยน สายลมฤดูใบไม้ร่วงและสายฝนโปรยปรายพัดกระหน่ำเข้ามา ผู้คนมากมายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความโศกเศร้าที่เกาะกุมหัวใจ หากไม่รีบโคจรพลังวิญญาณมาป้องกันไว้ เกรงว่าหลายคนคงต้องหลั่งน้ำตาออกมาเป็นแน่
วินาทีต่อมา ผู้คนก็เห็นประกายกระบี่หลายสิบสายพุ่งทะลวงผ่านประกายดาบออกมา เสียงใสกระจ่างดังสนั่น ดาบยาวในมือของหลินฝูกระเด็นหลุดมือไป
วินาทีถัดมา หลินฝูก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตอันเย็นเยียบที่จ่ออยู่ที่ลำคอของตน กระบี่เล่มนี้เป็นเพียงกระบี่พกธรรมดา ทว่าในยามนี้ขอเพียงมันขยับเข้าไปอีกเพียงนิดเดียว ก็สามารถพรากชีวิตของเขาไปได้ในทันที
"นิสัยของเจ้ายังไม่นิ่งพอ เมื่อครู่ถูกเพลงกระบี่พิรุณสารทครอบงำ หากเปิ่นหวางต้องการสังหารเจ้า ป่านนี้เจ้ากลายเป็นศพไปแล้ว หากไม่เห็นแก่บิดาของเจ้าที่คอยพิทักษ์แดนเหนือ ปกป้องราษฎรฝ่ายหนึ่ง การที่เจ้าล่วงเกินเบื้องสูงเช่นนี้ เจ้าได้ตายไปแล้ว" หลิวอี้เอ่ยเสียงเย็น
บิดาของหลินฝูคือแม่ทัพพิทักษ์อุดร แม้แม่ทัพพิทักษ์อุดรผู้นี้จะไม่ได้จงรักภักดีต่อมหาฮั่นแล้วก็ตาม ทว่าเขาก็ยังคงต่อสู้กับเผ่าเหมันต์ทางตอนเหนือ เพื่อปกป้องราษฎรทางตอนเหนือเอาไว้ แม้นี่จะเป็นเพียงการปกป้องอาณาเขตของตนเอง ทว่าการที่เขาสามารถทำให้ราษฎรเหล่านั้นรอดพ้นจากการคุกคามของเผ่าเหมันต์ได้ เขาก็สมควรได้รับความเคารพจากผู้คนเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำสั่งสอนที่ราวกับเป็นผู้อาวุโสของหลิวอี้ นัยน์ตาของหลินฝูก็ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ ทว่าเขากลับไม่กล้าระเบิดอารมณ์ออกมา ท้ายที่สุดแล้วในยามนี้ขอเพียงหลิวอี้ตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาก็จะจบสิ้นลงทันที
ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ในขั้นขุนพลวิญญาณระดับหก อีกทั้งยังฝึกฝนดาบวายุอัสนีระดับปฐพีจนบรรลุขั้นเหนือมนุษย์ เดิมทีเขาคิดว่าจะสามารถเอาชนะหลิวอี้ได้ ทว่าใครจะคาดคิดว่าเขาจะพ่ายแพ้อย่างยับเยินถึงเพียงนี้
"ข้าแพ้แล้ว ทว่าคราวหน้าข้าจะมาท้าประลองใหม่ รอจนกว่าดาบวายุอัสนีของข้าจะบรรลุขั้นรู้แจ้ง ข้าจะไปหาเจ้าที่เมืองไต้จวิ้น" หลินฝูกัดฟันกรอด
"ถึงตอนนั้นหากเจ้ามีความกล้าก็มาเถิด" หลิวอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลิวอี้เก็บกระบี่เข้าฝักแล้วหันไปกล่าวกับฝานเยียน "พวกเราไปกันเถิด"
"อืม" ฝานเยียนเดินตามไปอย่างว่าง่าย ชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่ามีสายตาอิจฉาริษยากี่คู่ที่จับจ้องมายังหลิวอี้ ท้ายที่สุดแล้วฝานเยียนไม่เพียงแต่มีความแข็งแกร่งสูงส่ง เป็นอัจฉริยะอันดับเก้าเท่านั้น ทว่ายังเป็นหญิงงามล่มเมืองอีกด้วย
เมื่อหลิวอี้และฝานเยียนเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งเข้ามาขวางทางพวกเขาเอาไว้
"จ้าวอ๋อง ข้าน้อยฮั่วหยง เป็นตัวแทนนายน้อยของพวกเรามาเชิญท่านอ๋องไปพูดคุยด้วยสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านอ๋องจะสะดวกให้เกียรติไปหรือไม่" ชายผู้นั้นประสานมือเอ่ยถาม
"ฮั่วหยงงั้นรึ" หลิวอี้ลอบยินดีในใจ เขากำลังคิดอยากจะไปหาฮั่วหยงอยู่พอดี นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมาหาถึงที่เสียเอง
"เรื่องนี้ย่อมไม่มีปัญหา" หลิวอี้พอจะเดาออกแล้วว่าพวกเขามีแผนการอันใด
เมื่อครู่หลิวอี้เพิ่งจะใช้เพลงกระบี่พิรุณสารท เพลงกระบี่พิรุณสารทขั้นรู้แจ้งย่อมต้องทำให้จงหลิงอวี่ตกตะลึงเป็นเรื่องปกติ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลิวอี้ประหลาดใจก็คือ นึกไม่ถึงเลยว่าฮั่วหยงจะเป็นคนของฝั่งจงหลิงอวี่ ต้องรู้ก่อนว่าอันดับของฮั่วหยงบนศิลาลิขิตฟ้านั้นคืออันดับเจ็ด สูงกว่านายน้อยอย่างจงหลิงอวี่ไม่รู้ตั้งเท่าใด
"เชิญ!" ฮั่วหยงผายมือเชิญ
ขณะที่เดินตามไป หลิวอี้ก็โคจรพลังวิญญาณมารวมไว้ที่ดวงตา พลังไขความลับสวรรค์เริ่มทำงาน เมื่อมองไปที่ฮั่วหยงเพียงแวบเดียว เขาก็ได้รับข้อมูลของฮั่วหยงมาในทันที
ฮั่วหยง ขั้นวิญญาณมายาระดับสอง ศิษย์ลำดับที่สองของตำหนักชิงซวี ทายาทของเจ้าเมืองเหอลู่ วิชายุทธ์: ก้าวป้องกันสวรรค์ระดับปฐพีขั้นเหนือมนุษย์ เคล็ดแบ่งวารีระดับสวรรค์ขั้นทะลุปรุโปร่ง กระบี่เมฆาม่วงระดับสวรรค์ขั้นทะลุปรุโปร่ง...
หลังจากเห็นข้อมูลเหล่านี้ หลิวอี้ก็รู้แล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่ตอนที่เขาสู้กับหลินฝู แม้เขาจะใช้เพลงกระบี่พิรุณสารทขั้นรู้แจ้งแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแซงหน้าฮั่วหยงได้ ข่าวลือภายนอกบอกว่าฮั่วหยงอยู่ในขั้นขุนพลวิญญาณระดับสูงสุด ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นยอดฝีมือขั้นวิญญาณมายาระดับสองเสียได้
ในเมื่อฮั่วหยงเป็นถึงขั้นวิญญาณมายาระดับสองแล้ว เช่นนั้นหวงเหยียนเล่าจะมีระดับตบะสูงส่งเพียงใด
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงศาลาแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้ หลิวอี้ก็ได้พบกับจงหลิงอวี่อย่างไม่มีอะไรผิดคาด ทว่าเบื้องหลังของจงหลิงอวี่กลับมีหญิงชราผู้หนึ่งติดตามมาด้วย
"จ้าวอ๋องนี่ช่างไม่ร้องก็แล้วไป ถ้าร้องต้องให้สะเทือนฟ้าดินจริงๆ" จงหลิงอวี่ประสานมือกล่าว
"แม่นางจง ที่เจ้าตามหาข้าก็เพราะเพลงกระบี่พิรุณสารทสินะ" หลิวอี้เอ่ยตรงประเด็น
"ถูกต้อง ในเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ ท่านกลับสามารถฝึกฝนจนบรรลุขั้นรู้แจ้งได้ ข้าอยากจะรู้ว่าท่านมีเคล็ดลับอันใดหรือไม่ แน่นอนว่าข้าจะไม่เอาเปรียบสิ่งของของท่านเปล่าๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ข้าจะมอบข้อมูลภายในของตำหนักชิงซวีที่เป็นภัยต่อท่านให้" เมื่อเห็นหลิวอี้เปิดเผยตรงไปตรงมา จงหลิงอวี่จึงบอกจุดประสงค์ของตนออกไปตามตรงเช่นกัน
"เคล็ดลับอันใดยังไม่มีหรอก ทว่าเจ้าสามารถเอาเคล็ดวิชาเพลงกระบี่พิรุณสารทของเจ้ามาให้ข้าดูได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะเพลงกระบี่พิรุณสารทของเจ้ามีปัญหาอันใดก็ได้" หลิวอี้กล่าวเสียงขรึม
แม้เพลงกระบี่พิรุณสารทจะมีอานุภาพร้ายกาจ ทว่าก็เป็นเพียงวิชายุทธ์ระดับปฐพีเท่านั้น ต่อให้วิชายุทธ์ระดับปฐพีจะฝึกฝนยากเย็นเพียงใด ก็ไม่มีทางยากไปกว่าการฝึกฝนวิชายุทธ์ระดับสวรรค์ไปได้ พรสวรรค์ของจงหลิงอวี่เป็นที่เลื่องลือว่าทัดเทียมกับหวงเหยียน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่การฝึกฝนวิชายุทธ์ระดับปฐพีจะยากเย็นถึงเพียงนี้
"เรื่องนี้... ก็ได้" นางลังเลอยู่ชั่วครู่ จู่ๆ ก็มีคัมภีร์วิชายุทธ์ปรากฏขึ้นในมือ แล้วยื่นส่งให้หลิวอี้
หลิวอี้ไม่ได้ใส่ใจกับวิธีการนี้นัก คาดว่าคงจะเป็นแหวนมิติ สำหรับจงหลิงอวี่แล้ว การมีแหวนมิติสักวงย่อมเป็นเรื่องปกติ
หลิวอี้รับคัมภีร์เพลงกระบี่พิรุณสารทมาเปิดดูได้เพียงสามหน้า เขาก็ส่งมันคืนให้จงหลิงอวี่ทันที
"มีอะไรหรือ มองเห็นปัญหาอันใดแล้วงั้นหรือ" จงหลิงอวี่เอ่ยถาม เพราะหากไม่ได้มองเห็นเบาะแสอันใด หลิวอี้ก็ควรจะอ่านมันต่อไปสิ
"คัมภีร์เล่มนี้ไม่ใช่แค่มีข้อบกพร่อง ทว่ามันสับสนวุ่นวายไปหมด หากแม่นางจงต้องการ ข้าสามารถเขียนคัมภีร์ของข้าให้เจ้าได้ ทว่าข้าอยากจะขอยืมสิ่งของบางอย่างจากพวกเจ้าสักชิ้นหนึ่ง พร้อมกับข้อมูลบางอย่างของตำหนักชิงซวีด้วย"
[จบแล้ว]