- หน้าแรก
- เหล่าเสนาบดีต่างอ้อนวอนให้ข้าขึ้นนั่งบัลลังก์
- ตอนที่ 110 บันทึกประจำวัน(ฟรี)
ตอนที่ 110 บันทึกประจำวัน(ฟรี)
ตอนที่ 110 บันทึกประจำวัน(ฟรี)
ตอนที่ 110 บันทึกประจำวัน
"พี่สี่ได้เข้าร่วมโครงการชำระประวัติศาสตร์ด้วยหรือขอรับ?!" จ้าวเหยาอุทานด้วยความตกใจ "พี่สี่อายุเท่าไหร่กันเอง ทำไมถึงได้เข้าร่วมงานใหญ่ระดับชาติแบบนี้ได้ล่ะขอรับ พี่สี่นี่สุดยอดไปเลย!" สมแล้วที่เป็นพี่สี่ของเขา
"เมื่อวานองค์ชายสี่ไปขออนุญาตฮ่องเต้เพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ แล้วฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาตจ้ะ" เหลียงเจาอี๋รู้สึกประทับใจในตัวองค์ชายสี่มาก "ถึงแม้องค์ชายสี่จะยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แต่เขาก็มีความคิดอ่านเป็นผู้ใหญ่ สุขุม นุ่มลึก แถมยังเก่งกาจและรอบรู้ประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี การที่ฮ่องเต้จะอนุญาตให้เขาเข้าร่วมโครงการนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหรอก"
"นอกจากพี่สี่แล้ว มีใครเข้าร่วมอีกบ้างหรือขอรับ?" การชำระประวัติศาสตร์ถือเป็นโอกาสทองในการสร้างชื่อเสียงให้จารึกไว้ในแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคนของรัชทายาท คนของอ๋องไต้ หรือคนขององค์ชายสามและคนอื่นๆ ต่างก็ต้องแย่งชิงสิทธิ์เพื่อส่งคนของตัวเองเข้าไปมีเอี่ยวในโครงการนี้แน่ๆ
"ราชครูหลิวมีความยุติธรรมมากเลยนะ ให้สิทธิ์คนขององค์ชายทุกพระองค์เข้าร่วมอย่างทั่วถึง" เหลียงเจาอี๋พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แต่หน้าที่หลักในการรวบรวมและชำระประวัติศาสตร์ ก็ยังคงตกเป็นของตระกูลหลี่และตระกูลข่งอยู่ดี"
"ราชครูหลิวเป็นคนคุมโครงการนี้ทั้งหมดเลยหรือขอรับ?"
"ใช่จ้ะ"
"ราชครูหลิวนี่เจ๋งจริงๆ เลยนะขอรับ ที่สามารถถ่วงดุลอำนาจของทุกฝ่ายได้ลงตัวแบบนี้" จ้าวเหยาเคยเห็นราชครูหลิวแค่ไม่กี่ครั้งตามงานเลี้ยงสำคัญๆ แต่ไม่เคยได้คุยด้วยเลยสักครั้ง ราชครูหลิวดูเป็นคนหยิ่งๆ เย็นชา แผ่รังสี "อย่ามายุ่งกับข้า" ออกมาตลอดเวลา ได้ยินมาว่าพวกขุนนางกลัวเขามากและไม่กล้าเข้าใกล้เลย
ว่ากันว่าสมัยก่อน ราชครูหลิวเคยเป็นกุนซือติดตามฮ่องเต้ไปทำศึก เขาเชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนการรบแบบพลิกแพลงและคาดไม่ถึง เคยเสนอแผนการที่เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมให้ฮ่องเต้หลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงของเขาในหมู่ขุนนางจึงไม่ค่อยดีนัก พวกขุนนางต่างก็หวาดกลัวในความเจ้าเล่ห์เพทุบายของเขา และมักจะแอบนินทาเขาเสียๆ หายๆ ลับหลังอยู่เสมอ
ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าไปล่วงเกินราชครูหลิวหรอก เพราะถ้าไปแหยมกับเขาล่ะก็ อาจจะตายไม่รู้ตัว แถมศพก็คงไม่สวยด้วย
ย้อนกลับไปตอนนั้น นอกจากราชครูหลิวแล้ว ยังมีกุนซืออีกคนหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาฮ่องเต้ กุนซือคนนี้เป็นคนมองการณ์ไกล วางแผนการรบได้อย่างแยบยล และกลยุทธ์ของเขาก็ไม่ได้ดุดันเหี้ยมเกรียมเหมือนของราชครูหลิว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นคนมีเมตตา เป็นที่รักและเคารพของทุกคน
นโยบายและกฎหมายหลายฉบับของต้าโจวในปัจจุบัน ก็เป็นผลงานการร่างของกุนซือคนนี้นี่แหละ หลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น 'ไท่เว่ย' (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) แต่หลังจากรับตำแหน่งได้ไม่กี่ปี เขาก็ล้มป่วยจนต้องลาออกจากราชการ แล้วกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮ่องเต้ก็พยายามส่งเทียบเชิญให้เขากลับมารับตำแหน่งไท่เว่ยอยู่เสมอ แต่เขาก็ปฏิเสธมาตลอด
จนถึงทุกวันนี้ ตำแหน่งไท่เว่ยในราชสำนักก็ยังคงว่างเปล่า เพราะฮ่องเต้ทรงเก็บเก้าอี้ตัวนี้ไว้รอเขาเพียงคนเดียว
พวกขุนนางก็อยากให้ไท่เว่ยคนนี้กลับมารับตำแหน่ง มากกว่าที่จะให้ราชครูหลิวมามีอำนาจบาตรใหญ่แบบนี้
นอกจากจะมีความเมตตาแล้ว ไท่เว่ยยังเป็นคนทำงานอย่างมีระบบระเบียบ ไม่เหมือนราชครูหลิวที่ชอบทำอะไรนอกกรอบและคาดเดาไม่ได้ พวกขุนนางตามความคิดของราชครูหลิวไม่เคยทันเลย อย่างเช่นเรื่องโครงการชำระประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ตอนแรกใครๆ ก็คิดว่าราชครูหลิวคงไม่ยอมให้คนของรัชทายาทหรืออ๋องไต้เข้ามามีส่วนร่วมแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ เขากลับรับคนของทุกฝ่ายเข้ามาร่วมงานหน้าตาเฉย
หลักการทำงานของราชครูหลิวก็คือ ไม่สนว่าจะเป็นคนของรัชทายาท อ๋องไต้ หรือองค์ชายคนไหน ขอแค่ทำงานเก่ง มีความสามารถ เขาก็ยินดีรับเข้ามาร่วมงานหมด
"ท่านแม่ นี่ยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยงเลย ข้าแวะไปหาพี่สี่ที่ศาลาหลานหยวนก่อนนะขอรับ"
"เจ้าแค่จะไปหาองค์ชายสี่จริงๆ หรือ?" เหลียงเจาอี๋มองจ้าวเหยาด้วยสายตาจับผิด "ไม่ได้กะจะไปแอบเด็ดดอกกล้วยไม้ที่ศาลาหลานหยวนอีกใช่ไหม?"
โดนเหลียงเจาอี๋จับไต๋ได้ จ้าวเหยาจะไปยอมรับได้ยังไงล่ะ เขาเท้าสะเอว แกล้งทำเป็นขึงขัง "ข้าจะไปหาพี่สี่จริงๆ นะขอรับ"
"อัครเสนาบดีเหอรักกล้วยไม้พวกนั้นยิ่งกว่าชีวิตตัวเองอีกนะ คราวที่แล้วเจ้าไปเด็ดกล้วยไม้ขอบเงินของเขามา เขาก็ตกใจจนเป็นลมไปทีนึงแล้ว" เหลียงเจาอี๋เตือนจ้าวเหยาเสียงดุ "ถ้าเจ้าไปเด็ดกล้วยไม้ของเขาอีก จนทำให้เขาจับไข้ล้มป่วยไปล่ะก็ เสด็จพ่อของเจ้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่"
"ข้าก็แค่จะไปหาพี่สี่เองขอรับ" จ้าวเหยาแอบคิดในใจ เขาไม่เด็ดกล้วยไม้ขอบเงินกระถางนั้นอีกแล้วล่ะ แค่จะเด็ดกล้วยไม้ธรรมดาๆ ดอกสองดอกเอง คงไม่เป็นไรมั้ง
"ให้มันจริงอย่างที่พูดเถอะ"
"ท่านแม่ ข้าไปก่อนนะขอรับ"
เหลียงเจาอี๋รีบตะโกนตามหลัง "เวลาไปหาองค์ชายสี่ ก็อย่าไปก่อเรื่องกวนใจพี่เขาล่ะ เข้าใจไหม?"
"เข้าใจแล้วขอรับ ท่านแม่นี่ขี้บ่นจังเลย" พูดจบ จ้าวเหยาก็รีบวิ่งแจ้นหนีไปทันที กลัวจะโดนเหลียงเจาอี๋ตีเอา
มองดูแผ่นหลังลูกชายที่วิ่งปรู๊ดไป เหลียงเจาอี๋ก็ยิ้มอย่างอ่อนใจและเอ็นดู บ่นเบาๆ ว่า "ไอ้เด็กแสบเอ๊ย!"
จ้าวเหยาพาถงซีเดินไปที่ศาลาหลานหยวน พอเดินเข้าไปปุ๊บ ก็เห็นอัครเสนาบดีเหอกำลังเดินสวนออกมาด้วยท่าทางรีบร้อนพอดี
พอได้ยินว่าจ้าวเหยามา อัครเสนาบดีเหอก็ใจหายวาบ รีบพุ่งออกมาดู พอเห็นว่าเป็นองค์ชายสิบจริงๆ เขาก็ตั้งป้อมระวังตัวแจทันที
"ถวายบังคมองค์ชายสิบพะยะค่ะ"
"อัครเสนาบดีเหอ ลุกขึ้นเถิดขอรับ" จ้าวเหยารีบเดินเข้าไปช่วยประคองอัครเสนาบดีเหอให้ลุกขึ้น
"ขอบพระทัยองค์ชายพะยะค่ะ" อัครเสนาบดีเหอลุกขึ้นยืน มองจ้าวเหยาด้วยสายตาหวาดระแวง "ไม่ทราบว่าลมอะไรหอบองค์ชายมาถึงศาลาหลานหยวนหรือพะยะค่ะ?"