- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 109 พี่น้องที่ดีชั่วชีวิต
บทที่ 109 พี่น้องที่ดีชั่วชีวิต
บทที่ 109 พี่น้องที่ดีชั่วชีวิต
บทที่ 109 พี่น้องที่ดีชั่วชีวิต
บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ อักขระเงาสี่แผ่นหมุนวนขึ้นลงราวกับนกนางแอ่นที่พลิ้วไหว ความเร็วไม่แพ้นกนางแอ่นเหินคลื่นเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้เยว่เหวินควบคุมอักขระเงาได้ในระดับที่เรียกว่าบรรลุขั้นสุดยอดแล้ว อักขระแต่ละแผ่นหมุนวนเสร็จก็กลับมาอยู่ในมือได้อย่างแม่นยำ ส่วนจะให้ไปตกตรงไหนก็สั่งได้ดั่งใจนึก
ภายใต้การรุมโจมตีของฝูงนกมหาศาล เขาเดี๋ยวก็พุ่งขึ้นบน เดี๋ยวก็ดิ่งลงล่าง การเคลื่อนไหวพลิกแพลงจนคาดเดาไม่ได้เลย
และทุกครั้งที่ฝูงนกโจมตีพลาด ก็จะถูกกระบี่บินของเขาดักยิงสวนกลับไปทันที
เสากระบี่ปราณขนาดใหญ่พุ่งวาบผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน โดนเข้าก็ตาย สัมผัสปุ๊บก็ดับอนาถ ถึงแม้นกนางแอ่นเหินคลื่นจะปราดเปรียวแค่ไหน แต่ก็ยังมีหลายตัวที่โดนปราณกระบี่ม้วนเข้าไปปั่นจนแหลกเป็นผุยผง
มองจากไกลๆ แสงจากอักขระเงากับแสงปราณกระบี่สลับตัดกันไปมา ราวกับกำลังถักทอเป็นตาข่ายผืนใหญ่ ค่อยๆ บีบรัดเข่นฆ่านกปีศาจพวกนี้ไปทีละก้าวๆ
เงินสยบมารจากนกนางแอ่นเหินคลื่นตัวเดียวอาจจะไม่ได้เยอะอะไร แต่พอมารวมกันเป็นฝูงใหญ่ขนาดนี้ ความสะใจตอนกวาดล้างมันฟินพอๆ กับตอนล่าผีโคมไฟเลย ยิ่งนกนางแอ่นเหินคลื่นแห่กันมาเยอะเท่าไหร่ เยว่เหวินก็ยิ่งสู้สนุกขึ้นเท่านั้น
ติดก็ตรงที่พอใช้วิชาอักขระเงาเหินติดๆ กันหลายครั้ง พลังปราณคุ้มกายของเขาก็เริ่มจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้เยว่เหวินกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะกินคุกกี้ปราณโลหิตสักชิ้นแล้วลุยต่อดีไหม
นานๆ จะได้เข้าเขตแดนรกร้างสักที โอกาสทองแบบนี้ต้องใช้ให้คุ้มสิ
ส่วนพวกหลัวปาเหวินที่อยู่ข้างหลัง ด้วยความซาบซึ้งใจและไม่อยากให้ความหวังดีของเยว่เหวินต้องสูญเปล่า ก็เลยรีบเก็บดอกบัวหิมะเมฆากันอย่างรวดเร็ว ตลอดทางแทบจะไม่มีนกนางแอ่นเหินคลื่นมาขัดขวางเลย ทุกคนก็เลยเก็บกันอย่างคล่องแคล่วว่องไว
บรรยากาศในทีมก็สามัคคีปรองดองสุดๆ มีเยว่เหวินเป็นแบบอย่าง ทุกคนก็เลยมีน้ำใจให้กัน ไม่มีการแย่งชิงกันเลยแม้แต่น้อย เก็บดอกบัวหิมะเมฆากันไปคนละสามดอกก็เตรียมตัวกลับ
ทุกคนหน้าบานเป็นกระด้ง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การได้ดอกบัวกลับไปคนละสามดอกนี่ถือว่าได้กำไรบานตะไทแล้ว
แถมครั้งนี้ยังราบรื่นไร้อุปสรรคอีกต่างหาก
จากประสบการณ์ของหลัวปาเหวิน ช่วงที่อันตรายที่สุดของการเดินทางก็คือตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นที่คอยเฝ้าสมบัติระหว่างเก็บดอกบัวนี่แหละ โดยเฉพาะตอนเก็บดอกท้ายๆ ฝูงนกจะแห่กันมารุมโจมตีแบบถวายหัวเลยทีเดียว
แต่ครั้งนี้ เยว่เหวินกลับรับเหมาภาระนี้ไปคนเดียวหมดเลย!
พอทุกคนกลับขึ้นฝั่งเรียบร้อย ก็หันไปตะโกนเรียกเยว่เหวินพร้อมกันว่า "กลับมาเถอะ! พวกเราเก็บเสร็จหมดแล้ว!"
"พอแล้วล่ะ!"
"น้องเยว่ กลับมาได้แล้ว!"
"…"
เสียงตะโกนลอยตามลมมาเข้าหู เยว่เหวินที่กำลังสนุกกับการตีมอนสเตอร์อยู่ถึงได้รู้ตัวว่าทุกคนกลับขึ้นฝั่งกันหมดแล้ว ถ้าเขายังมัวแต่สู้อยู่ ก็จะกลายเป็นว่ากำลังทำให้เสียเวลาเปล่าๆ
อีกอย่าง ทุกครั้งที่กินคุกกี้ปราณโลหิต เขามักจะรู้สึกคึกคักแปลกๆ—มันก็ดูพิลึกนิดหน่อยน่ะนะ
คิดไปคิดมา เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป
เก็บคุกกี้ปราณโลหิตชิ้นสุดท้ายไว้ก่อนดีกว่า
หลังจากซัดกระบี่ส่งท้ายไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ เขาก็บังคับอักขระเงาให้พุ่งลงต่ำ ร่างกายทะยานขึ้นฟ้าในชั่วพริบตา แล้ววาร์ปไปโผล่ข้างๆ ดอกบัวหิมะเมฆาที่อยู่ด้านล่าง คว้าต้นสมุนไพรที่มีไอเย็นแผ่ออกมาติดมือมาด้วย
ฟิ้ว
เสียงกิ่งก้านหักดังกร๊อบ พอฝูงนกเห็นว่าไอ้ตัวป่วนที่สู้ยืดเยื้อกับพวกมันมาตั้งนาน ฆ่าพวกพ้องของมันไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่ สุดท้ายดันฉกดอกบัวหิมะเมฆาดอกสุดท้ายไปต่อหน้าต่อตา
ฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นก็ระเบิดอารมณ์คลุ้มคลั่งทันที
นกนางแอ่นเหินคลื่นทุกตัวส่งเสียงร้องแหลมปรี๊ด ชั่วพริบตานกปีศาจมืดฟ้ามัวดินก็แห่กันมาจากทุกสารทิศ ปกติแล้วในฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นจะแบ่งหน้าที่กันเป็นสามกะ กะหนึ่งออกไปหาอาหาร กะหนึ่งนอนพักผ่อนอยู่ในป่า อีกกะหนึ่งเฝ้าดอกบัวหิมะเมฆาอยู่ที่ทะเลสาบ
วินาทีนี้ ทีมเฝ้าสมบัติได้ส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริมขั้นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นพวกที่กำลังหลับอยู่หรือพวกที่กำลังล่าเหยื่อ ต่างก็บินมารวมตัวกันเป็นกองทัพไล่ล่า!
ถ้าจะเปรียบเทียบว่าตอนที่มนุษย์คนอื่นแอบมาขโมยดอกบัวหิมะเมฆาไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ ท่ามกลางการโจมตี ความโกรธแค้นของฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นจะอยู่ที่ระดับหนึ่งร้อย—แต่ตอนนี้ การที่เยว่เหวินมากวนโอ๊ยขั้นสุดแล้วแถมยังฆ่าพวกมันไปเป็นเบือ ก่อนจะหน้าด้านๆ เด็ดดอกบัวไปแบบนี้ ความโกรธแค้นของฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นน่าจะทะลุสองล้านแปดแสนไปแล้ว!
ปกติเวลาผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่ขโมยดอกบัวหิมะเมฆาไปหนีรอดไปได้ ฝูงนกก็จะไม่ตามล่าต่อ อาณาเขตของพวกมันอยู่ที่ทะเลสาบชิวอวิ๋น พวกสิ่งชั่วร้ายทั่วไปก็ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ และพวกมันก็จะไม่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในอาณาเขตของสิ่งชั่วร้ายตัวอื่นเหมือนกัน
แต่ครั้งนี้ ตอนที่เยว่เหวินขี่กระบี่เหาะหนี ฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นมหาศาลกลับรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆสีดำทะมึน ไล่ตามหลังเขาไปติดๆ
สาบานว่าจะต้องเด็ดหัวไอ้หมอนี่ให้ได้!
ตอนนี้เยว่เหวินเลิกคิดเรื่องล่ามอนสเตอร์ไปเลย เขาสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของฝูงนกปีศาจพวกนี้ได้เลยว่าพวกมันกำลังคลั่งสุดๆ
จำนวนนกนางแอ่นเหินคลื่นที่แห่กันมาตอนนี้มันน่ากลัวมาก ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับห้ายังต้องคิดหนักถ้าจะหันกลับไปสู้ เขาเองก็หมดอารมณ์จะสนุกแล้วเหมือนกัน
"เยว่เหวิน รีบกลับมาเร็วเข้า—?"
พอเห็นเยว่เหวินลากฝูงนกฝูงใหญ่ตามมาด้วย ตอนแรกทุกคนยังโบกมือเรียกเขาอยู่เลย แต่พอเห็นแบบนั้นก็หันหลังวิ่งหนีกันกระเจิง
"ปกติตรงนอกเขตผิวน้ำ นกนางแอ่นเหินคลื่นก็ไม่ตามล่าแล้วนะ" หลัวปาเหวินวิ่งไปพูดไป "ดูท่าครั้งนี้พวกมันคงโกรธจัดจริงๆ"
"ฝูงนกเยอะขนาดนี้ ขืนมันตามมาทันพวกเราตายหมู่แน่!" คุณป้าตุ้ยนุ้ยรีบซัดยันต์เรียกวิญญาณจำแลงแสงขาวออกมารองรับร่างตัวเอง แล้ววิ่งสับขาโยกเยกหนีสุดชีวิต
ตงฝูเมิ่งเหยาก็หน้าเสีย ขาเพิ่งจะหายดีแท้ๆ ทำไมต้องมาวิ่งหนีตายอีกแล้วเนี่ย?
เยว่เหวินเห็นทุกคนแตกตื่นวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง ก็รู้ตัวว่าถ้าขืนบินตามไป พวกเขาก็คงโดนลูกหลงไปด้วยแน่ๆ เลยตะโกนบอกทุกคนจากบนฟ้า "ทุกท่าน! พวกท่านกลับไปตามทางเดิมก่อนเลย ข้าสลัดพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้หลุดแล้วเดี๋ยวจะตามไปสมทบ!"
ตะโกนเสร็จ เขาก็แปลงร่างเป็นแสงกระบี่อีกครั้ง วาดเส้นโค้งพุ่งทะยานไปบนท้องฟ้า
ทุกคนเหลียวหลังกลับไปมอง ก็เห็นว่าพอเยว่เหวินเปลี่ยนทิศทาง ฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นก็เปลี่ยนทิศทางตามไปไล่ล่าเขา ไม่ได้บินมาทางนี้แล้ว
เห็นได้ชัดเลยว่า ถึงพวกเขาจะขโมยดอกบัวหิมะเมฆามาตั้งสิบสองดอก แต่ในสายตาของฝูงนก ความแค้นที่มีต่อทุกคนรวมกันยังไม่เท่าความแค้นที่มีต่อเยว่เหวินคนเดียวเลย
ความจริงเยว่เหวินแค่อยากจะล่ามอนสเตอร์หาเงินสยบมารสนองตัณหาตัวเองต่างหาก ถึงได้ไปกวนโอ๊ยพวกมันเข้า ถ้าขืนลากพวกมันมาเดือดร้อนคนอื่น เขาคงรู้สึกผิดแย่
แต่คนอื่นๆ ที่เหลือดันไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คิดว่าเขาทำไปเพื่อความปลอดภัยของทีม
เซียวฉู่เป่ยแหงนมองท้องฟ้า ซาบซึ้งจนน้ำตาแทบจะไหลพราก
พอนึกทบทวนดูตั้งแต่เริ่มเดินทาง เยว่เหวินก็เป็นฝ่ายเข้ามาขอสงบศึกก่อน แถมยังอาสาเป็นด่านหน้าคอยจัดการสัตว์ประหลาดให้ พอโดนทุกคนรุมต่อว่า เขาก็ยังช่วยพูดแก้ต่างให้ ตอนที่เขาสลบก็ยังคอยดูแล แถมยังยอมเสี่ยงอันตรายไปล่อฝูงนกเพื่อช่วยทุกคนเก็บดอกบัวอีก—
แล้วสุดท้าย เขายังยอมเสียสละตัวเองล่อฝูงสัตว์ประหลาดไปทางอื่น เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย!
"พี่เยว่!" เซียวฉู่เป่ยตะโกนเรียกด้วยความซาบซึ้งใจ "ถ้าพี่รอดกลับมาได้ ต่อไปนี้พี่คือพี่น้องที่ดีของข้าไปตลอดชีวิตเลย!"
"ข้านึกว่าเขาจะให้พวกเราช่วยรับมือกับฝูงนกซะอีก" แววตาของหลัวปาเหวินก็ฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง "คลุกคลีอยู่ในเขตแดนรกร้างมาหลายสิบปี ข้ายังไม่เคยเจอใครที่เสียสละและตรงไปตรงมาเท่าน้องเยว่เลยจริงๆ"
"เยว่เหวิน—" ตงฝูเมิ่งเหยาก็พึมพำเบาๆ "เจ้าต้องกลับมาให้ได้นะ"
ส่วนคุณป้าตุ้ยนุ้ยก็หลับตาสวดมนต์ภาวนาอยู่เงียบๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น "คนดีผีคุ้ม น้องเยว่ต้องไม่เป็นไรแน่นอน"
ถึงจะพูดปลอบใจกันแบบนั้น แต่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า การที่มือใหม่หลงเข้าไปในเขตแดนรกร้างส่วนลึกเพียงลำพัง แถมยังมีฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นมืดฟ้ามัวดินไล่ตามหลังมา โอกาสรอดชีวิตมันช่างริบหรี่เหลือเกิน
"เมื่อก่อนในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกัน นอกจากพี่ชายทั้งสามคนของข้า ข้าไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครเลย" เซียวฉู่เป่ยกัดฟันกรอด "แต่จากนี้ไป ไม่ว่าพี่เยว่จะเป็นตายร้ายดียังไง เขาคือคนที่ข้านับถือที่สุด!"
ฟิ้ว แสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด ตามติดมาด้วยฝูงนกปีศาจที่มืดฟ้ามัวดินราวกับเมฆดำ เสียงร้องแหลมปรี๊ดของพวกมันดังก้องไปทั่ว ฟังดูน่าขนลุกขนพองสุดๆ
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่บังเอิญผ่านมาแถวนั้นเห็นเข้าก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก รีบหาที่ซ่อนตัวกันจ้าละหวั่น ไม่รู้ว่าในเขตแดนรกร้างเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ถึงได้มีฝูงสัตว์ประหลาดแห่กันมาเป็นพรวนขนาดนี้
เยว่เหวินไม่มีเวลามามัวระมัดระวังอะไรแล้ว ก้มหน้าก้มตาบินหนีลูกเดียว
ปกติแล้ว การใช้ร่างกายบินฝ่าเข้าไปในเขตแดนรกร้าง โดยเฉพาะตอนกลางคืน มันเป็นเป้านิ่งให้สัตว์ประหลาดรุมทึ้งได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้เยว่เหวินมีฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นที่กำลังคลุ้มคลั่งบินตามหลังมาเป็นพรวน สัตว์ประหลาดข้างล่างต่อให้ไม่กลัวเขา แต่ก็ต้องเกรงใจฝูงนกพวกนี้บ้างแหละน่า?
—
กลายเป็นว่าตลอดทางบินได้ฉลุย ไม่มีตัวอะไรมาขวางเลย
นี่มันยืมบารมีนกมาข่มขวัญสัตว์ประหลาดชัดๆ
เบื้องหน้ามียอดเขาที่สูงตระหง่านที่สุดในละแวกนี้ นั่นก็คือยอดเขาจูเชวี่ย เยว่เหวินเล็งเป้าหมายนี้ไว้ในความมืด พอเห็นว่าใกล้จะถึงยอดเขา เขาก็เปลี่ยนทิศทางทันที
จากทิศตะวันตกของยอดเขาจูเชวี่ย บินอ้อมไปทางทิศเหนือ
ที่บินมาทางนี้ก็เพราะเขานึกขึ้นได้เรื่องนึง—จุดที่เฮลิคอปเตอร์ตกตามที่แมวปีศาจสามตัวบอก ก็อยู่แถวๆ นี้นี่แหละ!
ตอนแรกเขายังคิดว่าการจะมาที่นี่มันไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะมากันเป็นทีม จะมาบอกคนอื่นเรื่องหาสมบัติมันก็ใช่ที่ กว่าเขาจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนเก่งพอจะมาลุยเขตแดนรกร้างคนเดียวได้ สมบัติมันก็คงโดนคนอื่นคาบไปแดกหมดแล้วมั้ง
ต่อให้เขามาเองได้ ก็ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ใครจะกล้าบินหน้าตั้งพุ่งตรงมาที่นี่โต้งๆ แบบนี้ล่ะ?
ทิศเหนือของยอดเขาจูเชวี่ยถือว่าเป็นเขตแดนรกร้างส่วนลึกแล้วนะ ทั้งความหนาแน่นและความดุร้ายของสัตว์ประหลาดก็สูงกว่าฝั่งตะวันตกที่ติดกับเขตเมืองเยอะ ถ้าไม่มีฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นเป็น "บอดี้การ์ด" ให้ เยว่เหวินก็คงไม่กล้าเหิมเกริมขนาดนี้หรอก
หลังจากบินหนีสุดชีวิตด้วยวิชาควบคุมกระบี่มาได้พักใหญ่ เยว่เหวินก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณของเขาเริ่มจะไม่ไหวแล้ว กำลังจะหยิบคุกกี้ปราณโลหิตเข้าปาก
จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังประหลาดๆ
คลื่นพลังนั้นแผ่กระจายออกมาจากจุดใดจุดหนึ่งเบื้องล่าง ครอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายร้อยเมตร ฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นที่ตามหลังมาสัมผัสได้ไวกว่าเขาซะอีก พวกมันไม่กล้าตามเข้ามาแล้ว ได้แต่บินวนไปวนมาอยู่บนท้องฟ้าเหนือรัศมีนั้น พร้อมกับส่งเสียงร้องแหลมๆ อย่างเกรี้ยวกราด
ตรงนี้งั้นเหรอ?
เยว่เหวินเลยร่อนลงมา ดูลาดเลาซ้ายขวา แล้วก็ควักมือถือออกมาเปิดดูรูปที่ถ่ายมาจากมือถือของพวกแมวสามตัววันก่อน
เขาลองเทียบตำแหน่งคร่าวๆ ดู ถึงทิวทัศน์ในป่ามันจะดูยาก แต่โชคดีที่วิวยอดเขาข้างหลังในรูปมันดูเด่นพอสมควร
"ทางนี้"
เขากำหนดทิศทางได้อย่างรวดเร็ว แผ่สัมผัสวิญญาณออกไปคลำทาง ไม่นานก็เห็นแสงสีทองริบหรี่ราวกับเปลวไฟในความมืด ท่ามกลางคลื่นแสงสีทองที่แผ่กระจายออกมา เยว่เหวินก็รู้สึกสงบใจลงอย่างประหลาด ความร้อนรนกับความหวาดกลัวเมื่อกี้หายวับไปกับตา
วิ้ง—
ใช่ที่นี่แหละ สมบัติยังอยู่!
เยว่เหวินรู้สึกโชคดีสุดๆ เพราะเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ เขาทำใจไว้แล้วว่าสมบัติอาจจะโดนคนอื่นสอยไปแล้ว
เดาว่ายอดฝีมือเผ่ามนุษย์ที่แวะเวียนมาทางทิศเหนือของยอดเขาจูเชวี่ยน่าจะมีน้อย แล้วเขตแดนรกร้างมันก็กว้างใหญ่ไพศาล คนที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงนี่ก็คงมีเป้าหมายของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว คงไม่มีใครมาเดินเตะฝุ่นเล่นแถวนี้หรอก
สมบัตินี้ซ่อนอยู่กลางป่า แถวนี้ก็ไม่มีพืชวิเศษอะไรขึ้น แถมคลื่นแสงสีทองที่แผ่ออกมายังช่วยไล่พวกสัตว์ประหลาดให้ถอยห่างอีก มันก็เลยยากที่จะมีคนมาเจอเข้า
ที่เขารู้เรื่องนี้แล้วตามมาจนเจอ ก็ต้องยกความดีความชอบให้พวกแมวปีศาจลัทธิเหมียวเหมียวสามตัวนั่นแหละ
แล้วก็ต้องขอบคุณฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นที่บินตามมาเป็นพรวนด้วย ถ้าไม่มีพวกมันคอยเคลียร์ทางให้ แถมยังใช้สัญชาตญาณของสิ่งชั่วร้ายช่วยจับคลื่นพลังให้ เขาเองก็คงหาที่นี่ไม่เจอหรอก
งานนี้เขาคงมีความดีความชอบแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้นแหละ
เดินลึกเข้าไปอีกหน่อย ลัดเลาะผ่านซากต้นไม้ใหญ่ที่โค่นล้มลง ในที่สุดเยว่เหวินก็มองเห็นจุดศูนย์กลางที่แผ่คลื่นแสงสีทองออกมา
สภาพตรงนั้นไม่ค่อยเหมือนในรูปแล้ว มีเศษไม้แห้งๆ กับใบไม้ร่วงหล่นลงมาทับถมจนมิด แต่ก็ยังพอเห็นแสงสีทองลอดออกมาได้รำไร
และต้นตอของแสงสีทองนั้น ก็คือซากเฮลิคอปเตอร์ที่พังยับเยินลำนั้นนั่นเอง!