เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 เก็บไว้ก่อน

บทที่ 110 เก็บไว้ก่อน

บทที่ 110 เก็บไว้ก่อน 


บทที่ 110 เก็บไว้ก่อน 

เจอแล้ว!

เยว่เหวินรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงด้วยคลื่นแสงสีทองก็กลับมาเต้นระรัวอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะโดนสัตว์ประหลาดวิ่งไล่ แต่เป็นความลุ้นระทึกที่จะได้เห็นสมบัติล้ำค่าต่างหาก

ของที่แค่ตั้งไว้เฉยๆ ไม่มีใครควบคุม ก็สามารถแผ่พลังขับไล่พวกสิ่งชั่วร้ายในเขตแดนรกร้างส่วนลึก สร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้กว้างขนาดนี้ มันต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่ๆ!

เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้หน้าต่างและประตูเฮลิคอปเตอร์ที่แตกละเอียด ใช้สัมผัสวิญญาณสแกนดูข้างในก่อน พอไม่พบความผิดปกติอะไร ถึงได้ก้าวขาเข้าไป

แต่แล้วรูม่านตาก็ต้องหดเกร็งทันที!

แวบแรกที่มองเข้าไป เยว่เหวินก็เห็นศพไหม้เกรียมร่างหนึ่งนอนขวางอยู่ใต้เบาะหลัง ที่ทำให้เขาตกใจก็คือ ศพนั้นมันเป็นสีทอง!

ทั้งๆ ที่โดนไฟคลอกจนดำปี๋ แยกไม่ออกว่าไหนเสื้อผ้าไหนผิวหนัง แต่พื้นผิวกลับดูเหมือนถูกเคลือบด้วยผงทองคำ พอมองดูดีๆ รูปร่างมันเหมือนโดนไฟแผดเผาจนหลอมละลายออกมาเป็นแบบนั้นมากกว่า

และศพแบบนี้ไม่ได้มีแค่ร่างเดียว ตรงที่นั่งคนขับก็มีศพ "ทองคำไหม้เกรียม" นั่งอยู่เหมือนกัน ดูท่าทางจะไม่ใช่ความพิเศษเฉพาะบุคคลซะแล้ว แต่เป็นไฟวิเศษที่แผดเผาพวกเขามันไม่ธรรมดาต่างหาก

พวกเขาก็ไม่ได้ตายเพราะฮอตกจริงๆ ด้วย แต่โดนไฟวิเศษอะไรสักอย่างแผดเผาจนตายก่อน ฮอถึงได้เสียการควบคุมแล้วตกลงมาที่นี่ เยว่เหวินสแกนดูอีกรอบ ก็พบกล่องผ้าไหมหักๆ ใบหนึ่งตกอยู่ใต้เบาะหน้า ในกล่องมีกระบี่ทองเหลืองเล่มเล็กดูโบราณๆ วางอยู่

กระบี่เล่มนี้ขนาดพอๆ กับฝ่ามือ ดูเผินๆ เหมือนตีขึ้นจากทองเหลือง แต่กลับมีประกายแวววาวไหลเวียนอยู่จางๆ วัสดุที่ใช้ตีต้องไม่ใช่เหล็กธรรมดาแน่ๆ และคลื่นแสงที่แผ่ออกมาขับไล่สิ่งชั่วร้าย ก็มาจากกระบี่เล่มนี้นี่แหละ

เยว่เหวินยื่นมือไปแตะเบาๆ ก็รู้สึกได้ว่ากระบี่เล่มนี้ร้อนผ่าวไปทั้งเล่ม สัมผัสแล้วรู้สึกเหมือนโดนลวก—อารมณ์ประมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดทิ้งไว้นานๆ จนเครื่องร้อนนั่นแหละ

แต่ก็ยังดี ที่มันไม่ได้ร้อนจนทำอันตรายผู้ฝึกตนได้

เขาเลยหยิบกระบี่เล่มเล็กนั่นขึ้นมาดื้อๆ แค่ชั่วพริบตา เขาก็สัมผัสได้ถึงเจตจำนงอันดุดันเกรี้ยวกราดที่ซ่อนอยู่ภายในกระบี่ เจตจำนงนั้นกำลังลิงโลดดีใจ

มันเหมือนกับ—ดีใจมากที่ได้เจอข้า?

เยว่เหวินสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแบบนั้น

วินาทีต่อมา ก็มีเส้นชีพจรพลังปราณสายหนึ่งพุ่งเข้ามาเชื่อมต่อกับร่างเขา แล้วเริ่มสูบพลังไปจากเขา

พรึ่บ เยว่เหวินลองปล่อยพลังปราณดู พลังปราณคุ้มกายที่มีอยู่น้อยนิดก็ถูกสูบไปจนเกลี้ยงในพริบตา กระบี่เล่มเล็กขยายขนาดขึ้นทันตาเห็น กลายเป็นกระบี่ทองคำยาวสามฉื่อสุดแสนจะน่าเกรงขาม! บนตัวกระบี่มีเปลวไฟสีทองแดงลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง แผ่รังสีอำมหิตพร้อมจะกวาดล้างมารร้ายให้สิ้นซาก!

ราวกับมันกำลังประกาศกร้าวว่าจะกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายในเขตแดนรกร้างแห่งนี้ให้เหี้ยนเตียน!

"เฮ้ย!" เยว่เหวินร้องลั่น รีบตัดการเชื่อมต่อของเส้นชีพจรพลังปราณทันที

เมื่อกี้เขายังแอบคิดอยู่แวบหนึ่งเลยว่า กระบี่วิเศษที่ดูไม่ธรรมดาแบบนี้ทำไมถึงหลอมรวมได้ง่ายดายจัง?

ที่แท้ที่มันยอมเชื่อมต่อกับเขาก็เพื่อจะสูบพลังเขาให้แห้งเหือด! แล้วจะได้เอาไปซัดกับสิ่งชั่วร้ายทั้งเขตแดนรกร้างให้ตายกันไปข้างนึง

นี่เอ็งจะห้าวไปไหนเนี่ย?

พอตัดการป้อนพลังปราณ กระบี่เล่มโตที่เพิ่งจะโชว์ความเท่ไปเมื่อกี้ก็หดกลับไปเป็นกระบี่ทองเหลืองเล่มจิ๋วเหมือนเดิม พอกำไว้ในมือ มันก็ยังสั่นหงิงๆ แสดงความไม่พอใจออกมาเป็นระลอก

เยว่เหวินหน้าซีดเผือด ลองคำนวณคร่าวๆ ดู จากปริมาณพลังปราณคุ้มกายที่มันสูบไปในหนึ่งวินาที ต่อให้จุดตันเถียนของเขาจะเต็มเปี่ยม ก็คงควบคุมกระบี่เล่มนี้ได้เต็มที่แค่สองสามนาทีเท่านั้น—และนี่คือกรณีที่พลังปราณคุ้มกายของเขามีคุณภาพสูงปรี๊ดแล้วนะ

ถ้าเป็นผู้ฝึกตนขั้นพลังปราณคุ้มกายช่วงเริ่มต้นคนอื่นมาจับ อาจจะจุดไฟไม่ติดเลยด้วยซ้ำ

นี่มันกินพลังงานดุกว่ารถสปอร์ตอีก

เยว่เหวินไม่สนอาการสั่นดิกๆ ของมัน ลองเก็บมันเข้าของวิเศษเก็บของดู ปรากฏว่าเก็บได้ฉลุย ดูเหมือนว่าความรู้สึกที่เส้นชีพจรพลังปราณเชื่อมต่อกันเมื่อกี้ ก็คือการที่มันยอมรับเขาเป็นเจ้านายแล้วนั่นเอง

นี่คือกระบี่วิเศษที่มีเจตจำนงของตัวเองรุนแรงมาก ดูเหมือนมันจะเกลียดชังกลิ่นอายสิ่งชั่วร้ายรอบๆ ตัวเข้าไส้ อยากจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกมันให้หมด มันก็เลยร้องขอพลังจากเจ้านาย เพื่อจุดไฟศักดิ์สิทธิ์สยบมารของตัวเองขึ้นมา

เยว่เหวินเคยได้ยินมาว่า ของวิเศษที่มีเจตจำนงของตัวเองได้ จะต้องเป็นของระดับสูงลิบลิ่ว ที่เขาเรียกกันว่า "ของวิเศษจิตวิญญาณ" อาวุธเทพในตำนานบางชิ้น ถึงขั้นมีจิตวิญญาณแห่งอาวุธที่เก่งกาจไม่แพ้ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เลยด้วยซ้ำ

เพียงแต่เขาไม่เคยเจอมาก่อนเท่านั้นเอง

ดูจากความพลุ่งพล่านของเจตจำนงในกระบี่เล่มนี้แล้ว ก็น่าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตของของวิเศษจิตวิญญาณแล้วล่ะ

พอเก็บกระบี่ไป คลื่นแสงสีทองที่แผ่กระจายอยู่ก็หายวับไปทันที พื้นที่สะอาดบริสุทธิ์ที่มันเคลียร์ไว้ ก็ถูกกลิ่นอายปีศาจร้ายของเขตแดนรกร้างกลืนกินกลับไปอย่างรวดเร็ว

และกระบี่เล่มนี้ก็ดูเหมือนจะเอาแต่ใจไม่เบา ถึงจะอยู่ในของวิเศษเก็บของ แต่พอมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายรอบนอก มันก็ยังคงส่งอารมณ์เกรี้ยวกราดมาให้เยว่เหวินอย่างต่อเนื่อง อยากจะให้เขาป้อนพลังให้มันอยู่ตลอดเวลา

ไอ้อารมณ์ร้อนแบบนี้มัน—

นี่มันจ้าวซิงเอ๋อร์ในร่างกระบี่วิเศษชัดๆ!

เยว่เหวินแอบบ่นในใจ แต่ก็ยอมหยิบกระบี่ออกมาวางไว้ข้างๆ

ตอนนี้พลังปราณคุ้มกายของเขาแห้งขอด พลังบำเพ็ญว่างเปล่า ไม่มีทางเดินออกจากพื้นที่นี้ได้เลย ต้องนั่งสมาธิเดินลมปราณฟื้นฟูพลังตรงนี้สักพักก่อน ถ้าไม่มีกระบี่เล่มนี้คอยคุ้มกัน เขาก็ไม่กล้ามานั่งสมาธิกลางเขตแดนรกร้างแบบนี้หรอก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนเวลาเข้าเขตแดนรกร้างถึงต้องพกยาฟื้นฟูพลังปราณมาด้วย ถึงพลังที่ได้จากยาจะไม่บริสุทธิ์และมั่นคงเท่าการเดินลมปราณเอง แต่มันก็สะดวกและรวดเร็วกว่าเยอะ ขืนมานั่งสมาธิเดินลมปราณเอาเอง ใครจะไปรู้ว่าลืมตาขึ้นมาแล้วจะเจอตัวอะไร?

ต่อให้มีเพื่อนร่วมทีมคอยเฝ้าให้ เจ้ากล้าฟันธงไหมล่ะว่าเพื่อนร่วมทีมจะไว้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์?

แต่ตอนนี้เยว่เหวินมั่นใจได้ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่า กระบี่เล่มนี้พึ่งพาได้ชัวร์

หลังจากเดินลมปราณไปหนึ่งรอบใหญ่ ฟื้นฟูพลังบำเพ็ญกลับมาได้แล้ว เยว่เหวินก็ลืมตาขึ้น ภายใต้การคุ้มครองของคลื่นแสงสีทอง ไม่มีสิ่งชั่วร้ายหน้าไหนกล้าเฉียดเข้ามาใกล้จริงๆ

"เอาล่ะๆ" เยว่เหวินหยิบกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง กำไว้ในมือแน่น "เลิกโมโหได้แล้วน่า ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านเดี๋ยวนี้แหละ พอเข้าเมืองไปก็จะไม่มีพวกสิ่งชั่วร้ายเยอะแยะแบบนี้แล้ว"

มีกระบี่เล่มนี้คอยคุ้มกาย ตลอดทางกลับพวกสิ่งชั่วร้ายกระจอกๆ น่าจะหลีกทางให้หมดล่ะมั้ง?

แต่ทางกลับมันก็ไกลเอาเรื่อง แถมยังไม่กล้าเหาะเหินเดินอากาศมั่วซั่วเหมือนตอนขามาด้วย เกิดไปเตะตาพวกสิ่งชั่วร้ายระดับบิ๊กๆ เข้า กระบี่ที่ไม่มีพลังสนับสนุนอย่างเต็มที่เล่มนี้ อาจจะข่มพวกมันไม่อยู่ก็ได้

ค่อยๆ เดินกลับไปแล้วกัน

เมืองหมายเลขเจ็ด สำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่

คืนวันที่สองหลังจากเยว่เหวินจากไป ฉีเตี่ยนที่เพิ่งจะวุ่นวายกับการทำงานมาทั้งวัน ในที่สุดก็กลับมาถึงห้องพักเล็กๆ เขาแบกสังขารอันเหนื่อยล้าค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนโซฟา แล้วแกะถุงอาหารเดลิเวอรี่ที่เพิ่งมาส่ง

ทันใดนั้น รอยยิ้มแห่งความสุขก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยยิ้มหรอก เพราะชีวิตเขาไม่เคยต้องเจอกับอุปสรรคความยากลำบากอะไร แต่ก็ไม่ได้มีความสุขหรือความเบิกบานใจอะไรเป็นพิเศษเหมือนกัน ในหัวมีแต่เรื่องอยากจะปีนป่ายขึ้นไปสู่ระดับพลังที่สูงขึ้นเท่านั้น

แต่พอมาอยู่ที่สำนักงานแห่งนี้ เขาก็เปลี่ยนไป

แค่สองสามวัน เขาก็เหมือนจะได้สัมผัสกับรสชาติที่แท้จริงของชีวิตแล้ว—มีข้าวกินก็มีความสุข ทำงานพาร์ทไทม์วันละสามที่แล้วได้พักแป๊บเดียวก็มีความสุข ตอนสั่งเดลิเวอรี่แล้วมีคูปองส่วนลดก็มีความสุข—

ต้องขอบคุณพี่เยว่จริงๆ

ฉีเตี่ยนคิดในใจเงียบๆ ถ้าไม่ได้เขา ตัวเองก็คงไม่รู้ว่าชีวิตนี้มันยังมีรสชาติขมๆ ให้ลิ้มลองอีกเยอะแยะ

พี่เยว่บอกว่า สิ่งเหล่านี้คือขั้นตอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการบำเพ็ญเพียร เป็นกุญแจสำคัญในการขัดเกลาจิตวิถี

มิน่าล่ะก่อนหน้านี้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขาถึงสู้พี่เยว่ไม่ได้ ที่แท้ก็มาตกม้าตายตรงนี้นี่เอง

ถ้าเขาต้องกลับไปสืบทอดกิจการของที่บ้านเลย ชีวิตเขาคงขาดประสบการณ์อันล้ำค่าพวกนี้ไปอย่างน่าเสียดายแย่

กำลังจะลงมือกินข้าว จู่ๆ ประตูสำนักงานก็ถูกเปิดออก มีชายหญิงทั้งหนุ่มและมีอายุกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

"พวกท่านคือ?" ฉีเตี่ยนรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ

คนกลุ่มนี้หน้าตาเศร้าหมองสุดๆ พวกเขาก็คือหลัวปาเหวิน คุณป้าตุ้ยนุ้ย ตงฝูเมิ่งเหยา และเซียวฉู่เป่ย ที่เพิ่งกลับมาจากเขตแดนรกร้างนั่นเอง

หลังจากออกจากทะเลสาบชิวอวิ๋น พวกเขาก็ไม่ได้เร่งเดินทางในเขตแดนรกร้างตอนกลางคืน แต่เลือกที่จะพักแรมอยู่กับที่จนกว่าจะสว่างแล้วค่อยเดินทางกลับ ตลอดทางพวกเขาเดินกันช้ามาก คอยหันกลับไปมองอยู่บ่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเยว่เหวิน

โชคดีที่ตงฝูเมิ่งเหยาจำได้ว่า ในไลฟ์สดครั้งนั้น เยว่เหวินใส่เสื้อที่เขียนว่า "สำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่"

พวกเขาเลยตามหาจนเจอที่นี่

"พวกเราเป็นคนที่ไปลุยเขตแดนรกร้างทีมเดียวกับเยว่เหวินน่ะ ที่นี่คือบ้านของเขาใช่ไหม?" ตงฝูเมิ่งเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "เขา—เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ"

"ว่าไงนะ?!" ฉีเตี่ยนตกใจสุดขีด

จากนั้น ทั้งสี่คนก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดทางให้เขาฟัง โดยเน้นไปที่เหตุการณ์สุดท้ายที่เยว่เหวินยอมเสี่ยงอันตรายล่อฝูงนกนางแอ่นเหินคลื่นฝูงมหึมาไปคนเดียว เพื่อให้ทุกคนหนีรอดปลอดภัย

"นี่มันนิสัยพี่เยว่ชัดๆ!" ฉีเตี่ยนเสียงสั่น "เขาเป็นคนที่มีคุณธรรมและเสียสละแบบนี้แหละ!"

"ใช่แล้ว" เซียวฉู่เป่ยก้มหน้า "เขาคือคนที่ข้าเคารพนับถือที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลย"

"นี่มัน—นี่มัน—" ฉีเตี่ยนเริ่มลนลาน ตัวเขาเองเพิ่งจะมาเข้าร่วมสำนักงาน กำลังเตรียมตัวจะกางใบเรือออกสู่ทะเลกว้างอยู่แท้ๆ

ผลปรากฏว่ากัปตันเรือดันมาด่วนจากไปซะงั้น?

เขายืนงงอยู่ไม่กี่วินาที ก็ลุกขึ้นเดินไปเคาะประตูห้องเก็บของข้างหลัง—จ้าวซิงเอ๋อร์เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในนั้นมาสองวันแล้ว

"ซิงเอ๋อร์! รีบออกมาเร็วเข้า!" ฉีเตี่ยนทุบประตูรัวๆ "เยว่เหวินตายในเขตแดนรกร้างแล้ว! ซิงเอ๋อร์?"

"ไสหัวไป!" เสียงด่าทอใสแจ๋วดังมาจากในห้อง "ต่อให้พ่อเจ้าตาย เขาก็ยังไม่ตายหรอก อย่ามาขัดจังหวะข้าบำเพ็ญเพียรนะ!"

"?" ฉีเตี่ยนโดนด่าจนหน้าเหวอ "พ่อข้าไม่ได้ไปเขตแดนรกร้างสักหน่อย—"

เขาหันกลับมามองหน้าคนแปลกหน้าทั้งสี่คนอย่างเก้อเขิน "ทุกท่าน ข้า—ข้าก็เพิ่งมาใหม่เหมือนกัน เรื่องที่นี่ข้าคงตัดสินใจอะไรไม่ได้หรอก แต่ว่า ในเมื่อยังไม่เห็นศพ งั้นข้าจะไปเชิญยอดฝีมือสักสองสามคน เข้าไปตามหาเขาในเขตแดนรกร้างดูดีกว่า"

ฉีเตี่ยนตัดสินใจเด็ดขาด ตอนนี้เขาไม่สนเรื่องรอยร้าวกับพ่อตัวเองแล้ว รีบกลับบ้านไปขอให้พ่อช่วยจ้างยอดฝีมือเข้าไปค้นหาในเขตแดนรกร้าง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เผลอๆ อาจจะช่วยพี่เยว่กลับมาได้

"ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ" หลัวปาเหวินวางกล่องใบเขื่องลงบนโต๊ะรับแขก "พวกเราเอาดอกบัวหิมะเมฆามาให้คนละดอก ถือซะว่าเป็นการ—ตอบแทนน้ำใจของน้องเยว่เล็กๆ น้อยๆ และมันก็เป็นสิ่งที่เขาสมควรได้จริงๆ"

เขาเปิดกล่องออก ข้างในมีดอกบัวหิมะที่แผ่ไอเย็นของพลังปราณออกมาสี่ดอก

"เงินประกันของพี่เยว่พวกเราก็ช่วยเอาคืนมาให้แล้ว แล้วก็มีเงินที่พวกเรารวบรวมกันมาอีกนิดหน่อย ถือเป็นน้ำใจของพวกเรา" เซียวฉู่เป่ยก็วางบัตรธนาคารใบหนึ่งลงบนโต๊ะ

"ทุกปีมีคนตายในเขตแดนรกร้างเยอะแยะ ถึงคนหนุ่มเก่งๆ อย่างน้องเยว่จะต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้ มันน่าเสียดายก็จริง—" คุณป้าตุ้ยนุ้ยถอนหายใจเศร้าๆ "แต่มันก็ช่วยไม่ได้ รบกวนเจ้าช่วยแจ้งข่าวให้ครอบครัวเขารู้ทีนะ บอกให้พวกเขารักษาสุขภาพ อย่าเศร้าเสียใจจนเกินไป"

"ได้ครับ—"

ฉีเตี่ยนเพิ่งจะรับคำ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เยว่เหวินมีครอบครัวที่ไหนล่ะ?

คนที่พอจะนับเป็นครอบครัวของเขาได้ ก็มีแค่ตัวเอง จ้าวซิงเอ๋อร์ แล้วก็ต้าไป๋เท่านั้นแหละ—

เขาเลยยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้จะไปแจ้งข่าวให้ใครฟังดี ชะงักไปพักหนึ่ง ฉีเตี่ยนถึงนึกขึ้นได้ว่า เขาควรจะลองพิสูจน์ดูสักหน่อยดีไหม?

เกิดไอ้สี่คนนี้มันมาหลอกเขาขึ้นมาล่ะ?

ถึงดูจากหน้าตาแล้วจะไม่น่าใช่ก็เถอะ

แต่เขาก็ยังลองส่งข้อความหาเยว่เหวินดู "พี่เยว่ จู่ๆ ก็มีคนมาที่สำนักงานหลายคนเลย พวกเขาบอกว่าไปเขตแดนรกร้างทีมเดียวกับพี่ พวกเขาบอกว่าพี่ตายแล้ว แล้วก็เอาสมุนไพรวิเศษกับเงินมาปลอบขวัญด้วย—"

"พี่เยว่ นี่มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม?"

"ถ้าพี่ยังปลอดภัยดี รีบตอบข้ากลับมาหน่อยนะ"

"——"

ตอนที่ส่งข้อความไป ลึกๆ ในใจของฉีเตี่ยนก็รู้สึกสิ้นหวังอยู่เหมือนกัน

เพราะในเขตแดนรกร้างมันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ต่อให้เยว่เหวินยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีทางตอบกลับมาได้หรอก ความหวังมันริบหรี่เหลือเกิน แต่สิ่งที่ทำให้มือเขาสั่นระริกก็คือ ข้อความประโยคที่สามยังพิมพ์ไม่ทันเสร็จ ทางนั้นก็มีข้อความตอบกลับมาแล้ว

"เก็บไว้ก่อน"

จบบทที่ บทที่ 110 เก็บไว้ก่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว