- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 18 : แสร้งทำเป็นรวย
ตอนที่ 18 : แสร้งทำเป็นรวย
ตอนที่ 18 : แสร้งทำเป็นรวย
ตอนที่ 18 : แสร้งทำเป็นรวย
“ที่รักจ๊ะ ขอแค่เธอทำให้พี่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าที่เธออยากได้ พี่ก็ซื้อให้แน่นอน!”
คนรวยรุ่นที่สองโอบไหล่หญิงสาวข้างกายพลางจ้องมองร่างกายของเธอด้วยสายตาหื่นกระหาย
ท่าทางที่ดูเหมือนกับปีศาจราคะนั้น ถ้าหากไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นที่สาธารณะ เขาคงจะลงมือทำอะไรต่อมิอะไรไปแล้ว
หญิงสาวก็หัวเราะออกมาคิกคัก นอกจากเธอจะไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย เธอยังจงใจยืดหน้าอกขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้รูปร่างที่โดดเด่นของเธอดูชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย
ในตอนนั้นเอง พนักงานขายอีกคนของร้านปาเต็ก ฟิลิปป์ก็เดินเข้ามาต้อนรับและพูดคุยกับทั้งสองคน ส่วนหญิงสาวก็กวาดสายตามองไปรอบๆ จนไปสะดุดตาเข้ากับฉู่หลิงและหลินหวั่นเอ๋อร์
ในดวงตาของหญิงสาวก็ฉายแววประหลาดใจออกมาวูบหนึ่ง เธอรีบกระตุกชายเสื้อของคนรวยรุ่นที่สองเบาๆ
ใบหน้าของหลินจิ้งก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ใช้นิ้วชี้ไปทางตำแหน่งที่ฉู่หลิงและหลินหวั่นเอ๋อร์กำลังยืนอยู่
ทันทีที่คนรวยรุ่นที่สองเห็นฉู่หลิง เขาก็เดือดดาลขึ้นมาทันทีและตั้งใจจะเดินเข้าไปด่าทอฉู่หลิงให้สาสม
เป็นเพราะไอ้เด็กเหลือขอนี่แท้ๆ ที่มาจอดรถขวางทางเขาไว้ เขาจะไม่มีวันปล่อยมันไปง่ายๆ อย่างแน่นอน!
ถ้าหากไม่เจอเขาก็คงแล้วไป แต่นี่ฉู่หลิงกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาพอดี นี่แหละคือบทลงโทษจากสวรรค์ที่มอบให้มัน!
“แม่งเอ๊ย คอยดูนะฉันจะด่ามันให้เสียหมาเลย!” คนรวยรุ่นที่สองพูดพลางทำท่าจะเดินไปทางฉู่หลิง
ไม่คิดเลยว่าเขายังไม่ทันจะขยับตัว เขาก็ถูกหญิงสาวข้างกายคว้าแขนเอาไว้ก่อน
เมื่อเห็นหญิงสาวคว้าแขนตัวเองไว้ คนรวยรุ่นที่สองก็อึ้งไป “มีอะไรเหรอ?”
หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ พลางเหลือบมองพนักงานขายที่อยู่ข้างๆ แล้วเขยิบเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของคนรวยรุ่นที่สองว่า “ฉันไม่ได้จะห้ามค่ะ! แต่ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ไอ้เด็กนั่นน่ะสิ นั่นแหละคือน้องสาวห่างๆ ที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง!”
หลินจิ้งเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลินหวั่นเอ๋อร์ ส่วนคนรวยรุ่นที่สองที่อยู่ข้างกายเธอนั้นมีชื่อว่าฟางจวิ้น ซึ่งเป็นแฟนใหม่ของเธอ
จะพูดให้ถูกก็คือ เป็นมหาเศรษฐีคนใหม่ที่เธอเพิ่งจะไปเกาะได้นั่นเอง
หลินจิ้งมองไปที่หลินหวั่นเอ๋อร์ ในดวงตาก็มีความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่งฉายออกมา
จะพูดยังไงดี หลินหวั่นเอ๋อร์ก็คือเด็กบ้านอื่นที่แม่ของหลินจิ้งชอบเอามาพูดชมอยู่ทุกวันนั่นแหละ
เธอเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก แถมยังหน้าตาสวยและทำอะไรก็ดูเรียบร้อยไปหมด
ต่อมา หลินจิ้งก็ได้ยินแม่ของเธอพูดว่า น้องสาวคนนี้ยังสอบติดวิทยาลัยศิลปะจินหลิงอีกด้วย!
นั่นคือสถาบันการศึกษาระดับสูงอันดับต้นๆ ของจินหลิงเลยทีเดียว
เรียกได้ว่า นอกจากฐานะทางบ้านของหลินหวั่นเอ๋อร์จะไม่ดีเท่าเธอแล้ว อย่างอื่นอีกฝ่ายก็ดูดีกว่าไปเสียหมด
แต่ยิ่งเป็นแบบนั้น มันก็ยิ่งทำให้หลินจิ้งรู้สึกอยากจะหัวเราะเยาะออกมาบ่อยๆ
เพราะอะไรกันล่ะ?
เด็กจากครอบครัวยากจน คิดอยากจะถีบตัวขึ้นมางั้นเหรอ?
เธอจะเอาอะไรมาถีบตัวให้ขึ้นมาได้?
เดิมทีหลินจิ้งที่ทั้งอิจฉาและโกรธเคืองที่มาเจอหลินหวั่นเอ๋อร์ที่นี่ในวันนี้ กลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที
เพราะความรู้สึกที่เหมือนกับมีภูเขาลูกใหญ่กดทับหน้าอกมาหลายปีในที่สุดก็ได้ถูกยกออกไป
วันนี้เธอได้เห็นหลินหวั่นเอ๋อร์อยู่กับฉู่หลิง เธอจึงรู้สึกว่าทุกอย่างมันสมเหตุสมผลแล้ว
ต่อให้หลินหวั่นเอ๋อร์จะยอดเยี่ยมแค่ไหน จะยอดเยี่ยมไปเสียทุกด้าน แต่แล้วจะยังไงล่ะ?
เธอก็ยังอุตส่าห์หาผู้ชายที่ขับรถหวู่หลิงมาเป็นแฟนจนได้ไม่ใช่เหรอ?
นึกดูแล้วมันก็น่าขำจริงๆ นั่นแหละ!
ดาวโรงเรียนคนสวยจากวิทยาลัยศิลปะจินหลิง ตกหลุมรักกับผู้ชายที่ขับรถตู้เนี่ยนะ?!
อย่างที่คิดไว้เลย คนจนก็ทำได้แค่หาเด็กจากครอบครัวจนๆ มาเป็นคู่นอนเท่านั้นแหละ!
ความคิดที่ยากจนมันจำกัดพวกเขาเอาไว้ และก็จงอยู่ในวงจรนั้นตลอดไปเถอะ!
เมื่อหลินจิ้งคิดได้ดังนั้น ที่มุมปากของเธอก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฟางจวิ้นได้ยินคำพูดของหลินจิ้งก็ขมวดคิ้ว น้องสาวเหรอ?
เหมือนเขาจะพอจำได้ลางๆ อยู่บ้าง
“คนๆ นี้เหรอ น้องสาวห่างๆ ที่เธอเคยเล่าให้ฟัง? คนที่เรียนมหาวิทยาลัยจินหลิงคนนั้น?”
ฟางจวิ้นพูดไปพลางมองไปทางหลินหวั่นเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายฉู่หลิง
เพียงแค่แวบเดียว ฟางจวิ้นก็ถึงกับอึ้งค้างอยู่กับที่ทันที
เขาเองก็ไม่อยากจะจ้องมองอย่างเสียมารยาทแบบนั้นหรอก แต่ดวงตามันไม่รักดี มันเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้เลยน่ะสิ!
แม่สาวน้อยคนนี้ทำไมถึงได้... สวยขนาดนี้กันนะ!
ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะพูดได้เลยนะเนี่ย มันดูมีชีวิตชีวาเหลือเกิน ถ้าได้มองผู้หญิงแบบนี้ทุกวัน คงจะอายุยืนขึ้นอีกหลายปีเลยมั้ง?
ถ้าหากสามารถคว้ามาครองได้ล่ะก็ เกรงว่าคงจะต้องบำรุงร่างกายกันทุกวันเลยทีเดียวใช่ไหม?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของฟางจวิ้น มันก็เหมือนมีขนนกคอยมาปัดไล้หัวใจของเขาอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ภายในใจของเขารู้สึกคันยุบยิบไปหมด
ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ จะปล่อยให้มาอยู่ข้างกายไอ้ขี้แพ้แบบนั้นได้ยังไงกัน?
คนๆ นั้นมันก็แค่หน้าตาพอใช้ได้ แต่นิสัยใจคอและด้านอื่นๆ ดูไม่ได้เลยสักนิด
ดูมันสิ พอโกรธขึ้นมาก็จอดรถขวางทางคนอื่น แถมยังใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมปลอมๆ อีก มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกผู้ชายขี้อวด!
ไม่มีเงินแต่ยังอยากจะแต่งรวยงั้นเหรอ?
ฟางจวิ้นที่เพิ่งจะตัดสินใจได้ในตอนนี้เอง เขาก็เห็นหลินจิ้งแสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชาพลางมองฉู่หลิงและหลินหวั่นเอ๋อร์ด้วยสายตาดูแคลน พร้อมกับกระซิบเสียงเบาว่า “อย่างที่คิดไว้เลย ลูกหลานจากครอบครัวจนๆ ไม่ว่ายังไงก็ทิ้งกลิ่นความจนออกไปไม่ได้หรอก สุดท้ายก็ได้แค่คนขับรถหวู่หลิงมาครอง! โลกใบนี้นี่มันช่างสมเหตุสมผลเกินไปแล้ว ผู้ชายผู้หญิงที่ตาถั่วเนี่ยถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องมีชีวิตที่แย่ลงเรื่อยๆ! หึหึ ทั้งที่ไม่มีเงินแท้ๆ แต่กลับยังกล้าเข้ามาเดินเล่นในร้านปาเต็ก ฟิลิปป์อีก เข้ามาแสร้งทำเป็นคนรวยงั้นเหรอ?”
ที่นี่คือร้านนาฬิการะดับโลกนะ จะไปมีนาฬิการาคาถูกๆ ได้ยังไงกัน?
น้องสาวคนนั้นของเธอ ต้องถูกผู้ชายหลอกมาอย่างแน่นอน ถึงได้ยอมตามมาที่นี่จริงๆ
หึหึ เดี๋ยวผู้ชายคนนั้นต้องหาข้ออ้างหนีตอนจ่ายเงินอย่างแน่นอน เธอจะรออยู่ตรงนี้นี่แหละ เธอจะรอดูฉากที่หลินหวั่นเอ๋อร์ต้องอับอายขายขี้หน้า!
เมื่อหลินจิ้งคิดถึงเรื่องที่น่ายินดีนั้น ดวงตาของเธอก็แทบจะเปล่งประกายออกมา
ส่วนฟางจวิ้นเมื่อได้ยินคำพูดของหลินจิ้ง ภายในใจของเขาก็เริ่มมีแผนการบางอย่าง
เขาลอบแสยะยิ้มในใจ โอกาสดีๆ แบบนี้มาส่งถึงที่แล้ว ถ้าหากเขาไม่รีบคว้าไว้ล่ะก็ มันก็คงจะเสียแรงที่ฉู่หลิงอุตส่าห์ให้ความร่วมมือกับเขาขนาดนี้
เขากำลังคิดอยากจะโชว์ความเท่ต่อหน้าสาวสวยพอดี ไอ้ฉู่หลิงคนนี้ก็ดันรนหาที่เข้ามาแสร้งทำเป็นรวยให้เห็นซะงั้น
นึกว่าจะแกล้งทำเป็นคนรวยแล้วจะได้จีบสาวติดอย่างงั้นเหรอ?
ถ้าหากมันง่ายขนาดนั้น เขาก็คงจะทำสำเร็จไปตั้งนานแล้วล่ะ!
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่แสนจะงดงามของหลินหวั่นเอ๋อร์ ฟางจวิ้นก็หันไปมองทางฉู่หลิงและพอดีกับที่เขาที่เห็นฉู่หลิงพาหลินหวั่นเอ๋อร์ไปดูนาฬิกาเรือนหนึ่ง
ฟางจวิ้นเองก็เคยมาที่ร้านปาเต็ก ฟิลิปป์อยู่สองสามครั้ง เขาจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับการจัดวางของที่นี่ดีและสิ่งที่ฉู่หลิงกำลังดูอยู่นั้น ก็คือโซนราคาระดับล่างนั่นเอง
ฟางจวิ้นและหลินจิ้งสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหาทั้งสองคน
ฉู่หลิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างหลัง เขาจึงหันกลับไปมองและก็ได้พบกับฟางจวิ้นและหลินจิ้งทั้งสองคน เขามองทั้งคู่ด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
คนสองคนนี้เดินเข้ามาหาเขามันหมายความว่ายังไงกัน?
หลินจิ้งเพียงแค่เหลือบมองฉู่หลิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทางหลินหวั่นเอ๋อร์แล้วเอ่ยอย่างยิ้มๆ ว่า “หวั่นเอ๋อร์ พี่จิ้งจิ้งเองนะจ๊ะ! เธอนี่โตเป็นสาวแล้วสวยขึ้นมากจริงๆ เลยนะ พี่แทบจะจำเธอไม่ได้เลยนะเนี่ย!”
หลินหวั่นเอ๋อร์ขมวดคิ้วสวยครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะทำหน้าเหมือนเพิ่งจะนึกออกแล้วพูดว่า “เธอคือ... พี่ลูกพี่ลูกน้องหลินจิ้งเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ! เธอคงไม่ได้ลืมพี่ไปแล้วหรอกนะ?” หลินจิ้งพูดไปพลางแสร้งทำท่าทางเหมือนได้รับบาดเจ็บทางจิตใจ
หลินหวั่นเอ๋อร์รีบโบกมือแล้วพูดว่า “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ! แค่ช่วงไม่กี่ปีมานี้พวกเราไม่ได้ติดต่อกันเลย ฉันก็เลยนึกไม่ออกไปแปปหนึ่งน่ะค่ะ”
หลังจากหลินหวั่นเอ๋อร์อธิบายจบ หลินจิ้งก็แสยะยิ้มอยู่ในใจ
ก็ต้องติดต่อน้อยลงอยู่แล้วสิ พวกเธอมันยังเป็นแค่พวกคนจนอยู่เลยนี่นา ส่วนบ้านของฉันน่ะรวยขึ้นจนเข้าสู่ระดับพอมีพอกินแล้วล่ะ ก็ต้องตัดความสัมพันธ์กับพวกญาติจนๆ อย่างพวกเธอเป็นธรรมดา!
“อ้อ จริงด้วย เดี๋ยวพี่จะแนะนำให้รู้จักนะ นี่คือฟางจวิ้น แฟนของพี่เองจ๊ะ” หลินจิ้งแนะนำฟางจวิ้นให้หลินหวั่นเอ๋อร์รู้จักอย่างเปิดเผย
หลินหวั่นเอ๋อร์ไม่ค่อยชอบสายตาที่ฟางจวิ้นใช้มองเธอเท่าไหร่นัก เธอจึงทำเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นการรับรู้
ฉู่หลิงก็ก้มหน้าลงแล้วกระซิบถามที่ข้างหูหลินหวั่นเอ๋อร์เบาๆ ว่า “พวกเขาเป็นญาติเธอจริงๆ เหรอ?”
ถ้าหากมีญาติแบบนี้ล่ะก็ มันก็ช่างน่าเศร้าเกินไปแล้วล่ะ
หลินหวั่นเอ๋อร์ถูกน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ของฉู่หลิงทำให้สติหลุดลอยไปชั่วขณะ
นี่มันน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทรงพลังเกินไปแล้วไหม? เพราะจนขาของเธอเริ่มจะอ่อนแรงไปหมดแล้วนะเนี่ย!
แถมยังเป็นท่าทางที่ดูหวือวาขนาดนี้อีก หลินหวั่นเอ๋อร์รู้สึกได้ว่าไอร้อนที่ฉู่หลิงพ่นออกมานั้น ทำให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำไปหมดแล้ว
“ก็นับว่าเป็นญาติค่ะ แต่ก็แค่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดน่ะค่ะ... แถมยังค่อนข้างจะห่างไกลกันมากด้วย เพราะงั้นความสัมพันธ์จึงไม่ได้ดีเท่าไหร่ค่ะ” หลินหวั่นเอ๋อร์พูดออกมาอย่างอ้อมๆ
ฉู่หลิงพยักหน้า ถ้าพูดแบบนั้นเขาก็พอเข้าใจแล้ว
ในเมื่อความสัมพันธ์มันแค่ระดับธรรมดาๆ งั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรอีกต่อไปแล้ว
ฟางจวิ้นยังคงจ้องมองหลินหวั่นเอ๋อร์ด้วยความโลภ เพื่อที่จะได้รับความประทับใจจากสาวสวย เขาจึงแสร้งเปิดปากพูดออกมาว่า “ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ ที่แท้ทุกคนก็เป็นคนรู้จักกันนี่เอง! แหม นี่ก็ถือได้ว่าถ้าพวกเราไม่เจอกันก็คงไม่รู้จักกันล่ะนะ! เมื่อกี้ทัศนคติของผมอาจจะดูไม่ค่อยดีไปหน่อย แต่คุณน้องชายนี่ก็เหลือเกินจริงๆ นะครับ ไม่ยอมอ่อนข้อให้กันเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงขั้นพูดจาไม่เข้าหูก็เอารถหวู่หลิง ของนายมาจอดขวางหลังรถพานาเมร่าของผมจนขยับไปไหนไม่ได้เลย”
ตอนที่เขาพูด เขาจงใจเน้นคำว่าหวู่หลิงออกมาเสียงดังอย่างชัดเจน ราวกับเกรงว่าคนรอบข้างจะไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น
ลูกค้าที่กำลังเลือกดูนาฬิกาอยู่ในร้าน เมื่อได้ยินคำพูดของฟางจวิ้นพวกเขาต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว สายตาที่มองไปยังฉู่หลิงนั้นก็แฝงไปด้วยความดูแคลน
ขับแค่รถหวู่หลิง มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเข้ามาซื้อนาฬิกาในร้านระดับโลกอย่างปาเต็ก ฟิลิปป์ด้วยล่ะ?
เอาเงินจำนวนนั้น ไปปรับปรุงความเป็นอยู่ของคนในบ้านให้ดีขึ้นไม่ดีกว่าเหรอ?
และบางคนก็ถึงขั้นส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ และเริ่มซุบซิบนินทากับคนข้างๆ กันอย่างออกรส