- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 17 : หวังเจวี๋ย
ตอนที่ 17 : หวังเจวี๋ย
ตอนที่ 17 : หวังเจวี๋ย
ตอนที่ 17 : หวังเจวี๋ย
ฉู่หลิงจ้องมองคนรวยรุ่นที่สองจากมุมที่สูงกว่า ในแววตาของเขาหลงเหลือเพียงความเย็นชาที่ไร้ก้นบึ้ง “นายอยากลงมือเหรอ? ถ้าจะลงมือก็รีบหน่อย อย่ามาเสียเวลา!”
“เหอะ ไอ้หนู ที่แท้แกก็วางแผนแบบนี้เอาไว้สินะ!” ดวงตาของคนรวยรุ่นที่สองเป็นประกายขึ้นมาทันที ราวกับจับจุดอ่อนของฉู่หลิงได้ “แกกำลังรอให้ฉันลงมือก่อน แล้วค่อยมาขูดรีดเงินจากฉันใช่ไหมล่ะ? แกนี่มันใจคอโหดเหี้ยมจริงๆ! ฉันบอกไว้เลยนะว่าฉันไม่หลงกลหรอก!”
คิดจะมาหลอกเอาเงินเขาเหรอ ฝันไปเถอะ
ฉู่หลิงคร้านจะชายตามองคนรวยรุ่นที่สองคนนี้อีก เขาสะบัดหน้าเดินแยกออกไปอีกทางทันที
คนรวยรุ่นที่สองมองตามแผ่นหลังของฉู่หลิงที่เดินจากไป แล้วพูดกับหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับว่า “พวกกระจอกพวกนี้พอรู้ตัวก็เจียมตัวดีนะ เห็นไหมล่ะว่าพอโดนฉันแฉแผนการเข้าหน่อย ก็ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ รีบเดินคอตกหนีไปเลย”
หญิงสาวคนนั้นกอดแขนคนรวยรุ่นที่สองอย่างประจบสอพลอ พร้อมกับใช้น้ำเสียงออดอ้อนว่า “พี่ชายน่ะเก่งที่สุดอยู่แล้ว! พี่เก่งขนาดนี้ ไม่คิดจะซื้อกระเป๋าให้แคสซี่สักใบให้ฉันเหรอคะ? ฮิๆ”
คนรวยรุ่นที่สองยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ให้หญิงสาว จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยกระซิบกระซาบกันอยู่ภายในรถ
ในขณะเดียวกัน ฉู่หลิงที่เดินเลี่ยงออกมาก็ได้โบกเรียกรถตู้หวู่หลิงคันหนึ่ง
“มีอะไรเหรอพ่อหนุ่ม?” คนขับรถตู้เป็นชายวัยกลางคน เมื่อถูกเรียกอย่างกะทันหันเขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่กลับมองฉู่หลิงด้วยแววตาที่เป็นมิตร เพราะดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนนิสัยดีมากคนหนึ่ง
ฉู่หลิงยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า “ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษากับพี่ชายหน่อยครับ”
ทั้งสองคนซุบซิบตกลงกันครู่หนึ่งด้วยความดังที่มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน พี่ชายคนนั้นก็ยื่นมือออกมานอกรถแล้วตบไหล่ฉู่หลิงพลางพูดอย่างใจนักเลงว่า “รถพังๆ ของฉันคันนี้นายซื้อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แค่จะเอาไปจอดขวางรถหมอนั่นใช่ไหมล่ะ? เรื่องเล็กน้อย! ยังไงฉันก็นานๆ ใช้ทีอยู่แล้ว จอดทิ้งไว้ที่นี่สักสองสามวันก็ไม่เป็นไรหรอก”
พี่ชายคนนี้เป็นคนเปิดเผยและปกติแล้วเขาก็เกลียดพวกคนรวยรุ่นที่สองที่มีเงินนิดหน่อยแล้วชอบทำตัวอวดดีแบบนี้ที่สุดอยู่แล้ว
เมื่อมีโอกาสดีๆ ที่จะได้สั่งสอนคนพวกนี้ เขาจึงตอบตกลงด้วยความเต็มใจ
จากนั้นเขาก็ลงจากรถและยื่นกุญแจรถให้ฉู่หลิง
ฉู่หลิงก็ย่อมไม่ปล่อยให้พี่ชายต้องเสียเวลาเปล่า เขาหยิบเงินปึกหนึ่งยัดใส่มือของอีกฝ่าย เป็นเงินปึกที่ค่อนข้างหนา ประมาณ 2,000 กว่าหยวนได้
ชายคนนั้นก็ปฏิเสธอยู่สองสามครั้งก่อนจะยอมรับมันไป จากนั้นฉู่หลิงก็ขึ้นรถแล้วเหยียบคันเร่งขับรถตู้เข้าไปจอดขวางที่จอดรถทั้งสองช่อง
หลังจากจอดขวางเสร็จเขาก็ดึงเบรกมือและล็อกประตูรถทันที
คนรวยรุ่นที่สองที่ยังคงหยอกล้อกับหญิงสาวอยู่ในรถ ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาทั้งสองคนถูกขังอยู่ในที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว
ฉู่หลิงเดินเข้าไปใกล้ๆ อย่างเชื่องช้าแล้วพูดกับคนรวยรุ่นที่สองคนนั้นว่า “ในเมื่อนายชอบที่จอดรถตรงนี้มาก ก็ขอให้สนุกกับการอยู่ที่นี่ไปนานๆ นะ”
เขาไม่เชื่อหรอกว่ารถของเจ้านี่จะวิ่งออกทางด้านข้างได้ ตราบใดที่ทำไม่ได้ มันก็ต้องถูกขังอยู่ข้างในนั้นต่อไป
“แม่งเอ๊ย ไอ้บ้านี่มันหาเรื่องกันชัดๆ!”
ในที่สุดคนรวยรุ่นที่สองก็ตระหนักได้ว่าพวกเขาถูกขังอยู่ข้างในแล้วจริงๆ เขามองตามแผ่นหลังของฉู่หลิงที่เดินจากไปอย่างแค้นเคือง
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโมโหจนต้องตะโกนด่าออกมาว่า “ไอ้กระจอก ไอ้พวกขี้แพ้แกนี่มันตื้อไม่เลิกจริงๆ! ขับแค่รถตู้หวู่หลิง เน่าๆ ยังกล้ามาจอดขวางรถฉันอีก! ไอเวร!”
แต่ทว่าต่อให้คนรวยรุ่นที่สองคนนั้นจะด่าทออย่างไร หรือจะดูถูกรถตู้หวู่หลิงแค่ไหน แต่รถคันนี้ก็ไม่มีทางหายวับไปกับตาได้
คนรวยรุ่นที่สองเดินวนรอบรถตู้หวู่หลิงอยู่พักใหญ่ ตำแหน่งที่รถคันนี้จอดขวางไว้นั้นมันพอดีเป๊ะเกินไป ช่องว่างที่เหลืออยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็ไม่มีทางที่รถของเขาจะขับออกไปได้เลย
นี่มันตั้งใจจะเป็นศัตรูกับเขาชัดๆ!
ฉู่หลิงไม่สนหรอกว่าคนรวยรุ่นที่สองคนนั้นจะกระโดดโลดเต้นหรือตะโกนด่าเขาอย่างไร แต่ตอนนี้เขาได้กลับไปขึ้นรถของตัวเองและกำลังจะไปหาที่ว่างใหม่ด้านบนแล้ว
เมื่อหลินหวั่นเอ๋อร์เห็นฉู่หลิงกลับมา เธอก็รีบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความห่วงใย
เธอพูดออกมาอย่างฉุนเฉียวว่า “พวกที่จงใจแย่งที่จอดรถคนอื่นแบบนี้ มันน่าโมโหที่สุดเลย!”
น้ำเสียงที่ดูแง่งอนประกอบกับใบหน้าที่แสนจะน่ารักนั้น ทำให้ฉู่หลิงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
ถ้าแม่สาวคนนี้ไปยืนด่าเอง มีหวังผู้ชายทั่วไปคงจะตาค้างจนลืมโต้ตอบไปหมดแน่ๆ
จากที่กำลังจะโมโหก็คงกลายเป็นยอมสยบเป็นทาสรักแทนในทันที
“ไปเถอะ พวกเราขึ้นไปเดินเล่นข้างบนกัน” ฉู่หลิงหาที่จอดรถได้แล้วจึงดับเครื่อง และชวนหลินหวั่นเอ๋อร์ไปเดินห้างด้วยกัน
หลินหวั่นเอ๋อร์ก็มาเดินที่ห้างนี้บ่อยๆ เช่นกัน แต่เธอที่ยังเป็นแค่นักศึกษาจึงไม่ได้มีเงินมากมายนัก ดังนั้นปกติแล้วเธอจึงมักจะแค่เดินดูเฉยๆ เท่านั้น
เธอเดินตามหลังฉู่หลิงมุ่งตรงไปยังโซนแบรนด์เนมหรูที่ชั้นบนทันที
ในดวงตาของหลินหวั่นเอ๋อร์ก็ฉายแววตกตะลึงออกมาวูบหนึ่ง แต่เธอก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
เพราะอย่างไรเสีย ฉู่หลิงก็เป็นคนที่เปย์ของขวัญให้เธอทีเดียวเป็นแสนหยวนอยู่แล้ว แถมยังขับบูกัตติอีกด้วย ดังนั้นฐานะทางการเงินของคนระดับนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เป็นความรวยที่เกินกว่าที่เธอจะจินตนาการถึง
การที่คนระดับนี้มาซื้อของแบรนด์เนม ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาที่ไปซื้อเกลือในซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละ
ฉู่หลิงนึกถึงนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ รุ่นหวังเจวี๋ยที่เขาลงชื่อเข้าใช้ได้ก่อนหน้านี้ วันนี้ก็ประจวบเหมาะที่เขาจะมารับของพอดี
เขาจึงพาหลินหวั่นเอ๋อร์ตรงไปยังหน้าร้านปาเต็ก ฟิลิปป์ทันที
สไตล์การตกแต่งหน้าร้านปาเต็ก ฟิลิปป์นั้นใช้โทนสีดำเป็นหลัก ดูทั้งหรูหราและสง่างาม
ในตอนนั้นเอง จ้าวหลันที่ยืนอยู่หน้าประตูก็เห็นฉู่หลิงและหลินหวั่นเอ๋อร์เดินเข้ามา เธอจึงรีบเดินเข้าไปต้อนรับทันที
“ยินดีต้อนรับทั้งสองท่านสู่ร้านปาเต็ก ฟิลิปป์ค่ะ ทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้บริการท่านทั้งสองค่ะ” จ้าวหลันกล่าวทักทายอย่างสุภาพพลางลอบสังเกตเสื้อผ้าบนตัวฉู่หลิงอย่างแนบเนียน
ในฐานะพนักงานของร้านแบรนด์หรูระดับโลก จ้าวหลันย่อมมีสายตาที่แหลมคมกว่าพวกคนรวยรุ่นที่สองเหล่านั้นมาก เพราะเธอจำชุดอาร์มานี่บนตัวฉู่หลิงได้ทันทีว่าเป็นของแท้อย่างแน่นอน
ถ้าไม่ใช่รุ่นล่าสุด ก็ต้องเป็นงานสั่งตัดระดับสูง
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทัศนคติของจ้าวหลันที่มีต่อฉู่หลิงและหลินหวั่นเอ๋อร์ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก น้ำเสียงของเธอก็ดูอ่อนนุ่มลงกว่าเดิม
หลินหวั่นเอ๋อร์รู้สึกว่าความรู้สึกนี้มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้เจอพนักงานขายที่มีระดับขนาดนี้!
เมื่อหลินหวั่นเอ๋อร์คิดได้ดังนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปมองฉู่หลิงที่อยู่ข้างๆ โดยไม่รู้ตัว
เป็นเพราะผู้ชายคนนี้จริงๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
“คุณผู้ชายคะ เดี๋ยวฉันจะพาท่านไปยังโซนระดับสูงของทางร้านนะคะ เพื่อลองดูว่ามีนาฬิการุ่นไหนที่ท่านถูกใจเป็นพิเศษไหมนะคะ!” จ้าวหลันผายมืออย่างนอบน้อมแล้วเดินนำฉู่หลิงไปยังโซนระดับสูงทันที
นาฬิกาในโซนระดับสูงของปาเต็ก ฟิลิปป์นั้น แต่ละเรือนมีราคาไม่ต่ำกว่าห้าแสนหยวน
ร้านปาเต็ก ฟิลิปป์สาขานี้ถือว่ามีระดับที่ค่อนข้างสูง แม้แต่รุ่นที่เป็นแพลทินัมบางรุ่นก็ยังมีสินค้าพร้อมส่ง เมื่อนาฬิกาตามตู้โชว์โดนแสงไฟสปอตไลท์มันก็ส่องประกายแวววาวออกมาเป็นพิเศษ ดูระยิบระยับสวยงามมากจริงๆ
หลินหวั่นเอ๋อร์ไม่ได้มีความรู้เรื่องนาฬิกามากนัก เธอเพียงแค่ชะโงกหน้าไปดูแวบหนึ่งแล้วก็ต้องเม้มริมฝีปากแน่น
ทำไมเลขศูนย์หลังราคาพวกนี้มันถึงได้เยอะขนาดนี้!
นาฬิกาแค่เรือนเดียวเนี่ยนะ ราคาตั้ง 500,000 กว่าหยวนเลยเหรอ?
ส่วนเรือนข้างๆ นั่น หน้าตาดูเหมือนกันเป๊ะๆ แต่ทำไมราคากลับพุ่งขึ้นไป 3 เท่า เป็น 1,500,000 กว่าหยวนเลยทีเดียว!
ในขณะที่หลินหวั่นเอ๋อร์กำลังยืนอึ้งอยู่นั้น ฉู่หลิงก็ได้เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตู้โชว์นาฬิกาอีกเรือนหนึ่งที่ตั้งอยู่แยกต่างหาก
ตรงกลางของไฟสปอตไลท์ทั้งสี่ดวงนั้น มีรูปถ่ายใบหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่น
ในรูปถ่ายนั้นคือภาพถ่ายจริงของนาฬิการุ่นหวังเจวี๋ย
ฉู่หลิงรู้สึกขบขันจนหลุดหัวเราะออกมา
เขาหันไปมองจ้าวหลันที่อยู่ข้างๆ แล้วยิ้มพลางพูดว่า “ร้านพวกคุณนี่น่าสนใจดีนะ มีตู้โชว์แยกต่างหากแต่กลับวางแค่รูปถ่ายไว้... อืม มีความคิดสร้างสรรค์ดีจริงๆ”
จ้าวหลันไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วน แต่กลับอธิบายอย่างสุภาพว่า “คุณผู้ชายคะ ท่านสนใจนาฬิการุ่นหวังเจวี๋ยของเราหรือเปล่าคะ? นี่คือหนึ่งในนาฬิกาข้อมือระดับท็อปภายใต้แบรนด์ของเราและยังเป็นรุ่นที่คลาสสิกที่สุดอีกด้วยค่ะ
มันใช้สไตล์สามเข็มเล็กแบบคลาสสิกและยังมีฟังก์ชันการจับเวลาที่ซับซ้อน ปฏิทินร้อยปี ข้างขึ้นข้างแรมและการจับเวลาที่แม่นยำ ทุกอย่างล้วนเป็นฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงทั้งสิ้นค่ะ อีกทั้งนาฬิการุ่นหวังเจวี๋ยของเรายังมีเพียงรุ่นแพลทินัมให้เลือกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นด้วยค่ะ ซึ่งจะยิ่งช่วยขับเน้นฐานะอันสูงส่งของนาฬิกาเรือนนี้ได้เป็นอย่างดีค่ะ!”
หลินหวั่นเอ๋อร์ฟังจนเคลิบเคลิ้ม ดวงตาทรงอัลมอนด์คู่สวยของเธอก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หลังจากจ้าวหลันพูดจบ เธอก็เอ่ยถามออกมาตามสัญชาตญาณว่า “นาฬิกาที่ดีขนาดนี้ มันราคาเรือนละเท่าไหร่เหรอคะ?”
“24 ล้านหยวนค่ะ!” จ้าวหลันตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและชัดเจน
และด้วยมูลค่าที่น่าตกใจของนาฬิกาเรือนนี้เอง ทางร้านจึงไม่ได้นำสินค้าตัวจริงออกมาวางโชว์ แต่กลับวางรูปถ่ายไว้เพื่อให้ผู้คนได้ชื่นชมมันแทน
อีกทั้ง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถครอบครองนาฬิกาหวังเจวี๋ยได้
ต่อให้จะเป็นในเว็บไซต์ทางการของปาเต็ก ฟิลิปป์เอง ก็ระบุไว้ชัดเจนว่านาฬิกาที่ซับซ้อนระดับท็อปแบบนี้ ในหนึ่งปีจะมีการผลิตออกมาเพียง 2 เรือนเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าทางแบรนด์จงใจสร้างกระแสให้มันดูหายาก แต่เป็นเพราะกำลังการผลิตไม่สามารถทำได้มากกว่านั้นจริงๆ
ต้องรู้ก่อนว่านี่คือนาฬิกาที่ผลิตด้วยมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ชิ้นส่วนเล็กๆ เพียงชิ้นเดียว อาจจะต้องใช้เวลาให้ช่างฝีมือระดับปรมาจารย์เจียระไนอยู่นานถึงครึ่งเดือน ถึงจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ได้
เมื่อมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของจ้าวหลัน ฉู่หลิงก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้ผมได้นัดหมายเพื่อมารับนาฬิการุ่นหนึ่งไว้ นี่บัตรประชาชนของผมครับ”
“ได้ค่ะคุณผู้ชาย เดี๋ยวฉันจะลองเช็คข้อมูลให้เดี๋ยวนี้เลยนะคะ”
จ้าวหลันอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหยิบแท็บเล็ตส่วนตัวออกมาตรวจสอบข้อมูล และทันทีที่เธอเห็นข้อมูลเธอก็ถึงกับชะงักไปทันที
คุณผู้ชายท่านนี้ ถึงกับสั่งซื้อนาฬิการุ่นหวังเจวี๋ยเอาไว้เลยเหรอ!
รุ่นหวังเจวี๋ยเรือนที่เธอเพิ่งจะยกย่องชมเชยไปเมื่อครู่นี้นี่แหละ!
“คือว่า... คุณ... คุณผู้ชายกรุณารอสักครู่นะคะ นาฬิการุ่นนี้ต้องถูกส่งมาจากสำนักงานใหญ่ในหางโจว ดังนั้นมันอาจจะต้องใช้เวลาสักครู่นะคะ” จ้าวหลันตื่นเต้นจนพูดจาติดขัด เธอรีบวิ่งไปที่ห้องด้านหลังเพื่อเตรียมจะโทรศัพท์หาผู้จัดการเพื่อแจ้งเรื่องนี้ทันที
และทันทีที่จ้าวหลันเดินจากไป คนรวยรุ่นที่สองคนเดิมก็พาหญิงสาวของเขาเดินเข้ามาในร้านพอดี