- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 4 : ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ
ตอนที่ 4 : ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ
ตอนที่ 4 : ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ
ตอนที่ 4 : ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ
ต้องขอบคุณสุภาพบุรุษเจ้าของรถบูกัตติ เวย์รอนคนนั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้นวันนี้เธอคงจะต้องเจอเรื่องยุ่งยากไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังวางใจไม่ได้ ผู้จัดการสาวสวยจึงส่งพนักงานรักษาความปลอดภัยอีกสองคนไปช่วยเฝ้ารถคันอื่นๆ ทันทีก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ในเวลานี้ฉู่หลิงก็ได้เดินเข้ามาภายในล็อบบี้ของโรงแรมแล้ว ทันทีที่ก้าวเข้ามาเขาก็ได้เห็นน้ำพุประดับสีม่วงตั้งตระหง่านอยู่
แก้วประดับสีม่วงถูกห้อยย้อยลงมาจากเพดานของห้องโถง รูปทรงของมันดูเหมือนกับพายุทอร์นาโดที่กำลังโอบล้อมน้ำพุเอาไว้อย่างมิดชิด
พอมองดูอย่างรวดเร็วแล้ว มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับสายน้ำสีม่วงที่กำลังไหลรินลงมาจากเพดาน
การออกแบบที่ประณีตเช่นนี้ทำให้ฉู่หลิงอดไม่ได้ที่จะต้องหยุดมองดูอีกสองสามครั้ง
การออกแบบห้องโถงทั้งหมดล้วนแฝงไปด้วยความใส่ใจและมีเอกลักษณ์ มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมโรงแรมแห่งนี้ถึงได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งก็มาจากผลพวงของการตกแต่งที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้นี่เอง
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องรับรองอีกด้านหนึ่ง เพื่อนร่วมชั้นจำนวนไม่น้อยก็ได้เดินทางมาถึงแล้วและกำลังนั่งล้อมวงพูดคุยกับหลิวฮ่าวอยู่
เนื่องจากคนยังมากันไม่ครบ ทุกคนจึงสั่งเพียงน้ำชามาจิบพลางพูดคุยกันไปก่อน
หลิวฮ่าวพูดคุยกับเพื่อนๆ ไปพลางยกข้อมือขึ้นดูเวลาไป ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉันว่าน่าจะใกล้ถึงเวลาแล้ว ตอนนี้ใครยังมาไม่ถึงอีกบ้าง?”
คิ้วของหลิวฮ่าวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เพราะดาวโรงเรียนอย่างฉวี่เสี่ยวปิงที่เขาเฝ้ารออยู่ยังมาไม่ถึง มันเลยทำให้เขาเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ
เธอคงจะไม่เบี้ยวนัดหรอกใช่ไหม?
ถึงแม้ภายในใจของหลิวฮ่าวจะรู้สึกร้อนรนแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา
เพื่อนร่วมชั้นต่างก็หันมองหน้ากันไปมา ก่อนจะมีคนหนึ่งรีบตอบกลับมาว่า “ฉวี่เสี่ยวปิงยังมาไม่ถึง แล้วก็ยังมีฉู่หลิงกับจางเฉียงที่ยังไม่มาด้วย! ส่วนคนอื่นๆ มากันครบหมดแล้ว”
สิ้นเสียงคำพูดนั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกแล้วหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดกระโปรงสีขาวนวลสะอาดตาก็ก้าวเดินเข้ามาภายในห้อง
“ต้องขอโทษทุกคนด้วยจริงๆ นะ พอดีฉันมาสายไปนิดหน่อย”
น้ำเสียงที่อ่อนหวานและนุ่มนวลนั้นก็ราวกับเสียงขลุ่ยไม้ที่ก้องกังวานอยู่ในหุบเขาอันเงียบสงบ ทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกรื่นหูและเมื่อประกอบกับรอยยิ้มที่แสนจะอ่อนโยนบนใบหน้าของเธอแล้ว มันก็ยิ่งทำให้ผู้คนยากที่จะละสายตาออกไปจากเธอได้
ฉวี่เสี่ยวปิงในวันนี้แต่งหน้าบางๆ และคิ้วทรงใบหลิวของเธอก็ถูกตัดแต่งมาอย่างประณีต จนเผยให้เห็นรูปคิ้วที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
ผงเขียนคิ้วสีน้ำตาลกาแฟที่ปัดไล้ไปตามแนวคิ้วอย่างแผ่วเบา ก็ยิ่งขับเน้นให้ดวงตาของฉวี่เสี่ยวปิงนั้นดูคมชัดและอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เข้ากับบุคลิกของเธอได้เป็นอย่างดี
ดวงตาของเธอนั้นทั้งกลมและดำสนิท จนทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงลูกกวางตัวน้อยที่แสนจะน่ารัก ยามที่ดวงตาที่ฉ่ำวาวคู่นั้นจ้องมอง มันก็ส่งความรู้สึกหวังดีและมิตรภาพที่แสนบริสุทธิ์ให้กับคนที่ได้เห็นมัน
เมื่อได้เห็นดวงตาคู่นี้ ต่อให้ภายในใจจะมีความโกรธมากมายขนาดไหน แต่มันก็จะสลายหายไปจนหมดสิ้นในทันที
ขนตาของฉวี่เสี่ยวปิงนั้นทั้งดกดำและงอนงาม ซึ่งแตกต่างจากผลลัพธ์ของการต่อขนตาตามร้านเสริมสวยทั่วไป เพราะนี่คือขนตาที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด ดูแล้วทั้งเป็นธรรมชาติและสวยงามมากจริงๆ
ดวงตาของเธอนั้นก็ราวกับถูกใส่เอฟเฟกต์พิเศษลงไป จนทำให้มันดูงดงามมากยิ่งขึ้นไปอีก
ริมฝีปากที่ไม่ได้บางหรือหนาจนเกินไปนั้นก็ดูสวยงามพอเหมาะพอดี เธอทาลิปกลอสสีส้มที่มีประกายมุกระยิบระยับเอาไว้ จนทำให้ริมฝีปากคู่นั้นดูแวววาวและน่าดึงดูดใจจนอยากจะลิ้มลองรสชาติของมันดูสักครั้ง
เมื่อประกอบเข้ากับชุดกระโปรงยาวผ้าลูกไม้สีขาวในวันนี้ด้วยแล้ว ภาพลักษณ์ทั้งหมดของเธอก็ดูสวยงามราวกับนางฟ้าที่เพิ่งจะโบยบินลงมาจากสรวงสวรรค์ จนไม่มีใครกล้าที่จะคิดเรื่องลามกกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ภาพลักษณ์ของสาวงามผู้บริสุทธิ์เช่นนี้แหละ คือตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจของผู้ชายหลายๆ คนสำหรับตำแหน่งแฟนสาว!
ไม่เพียงแต่เพื่อนผู้ชายที่พากันตกตะลึงจนตาค้าง แม้แต่พวกเพื่อนผู้หญิงที่ก่อนหน้านี้กำลังคุยกันอยู่ต่างก็หยุดบทสนทนาไว้ แล้วหันไปมองทางฉวี่เสี่ยวปิงเป็นตาเดียว
ในพริบตานั้นเอง ความรู้สึกอิจฉาริษยาก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจของพวกเธอ
เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ๆ ทำไมยัยนี่ถึงได้สวยขนาดนี้กันนะ
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนยืนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ฉวี่เสี่ยวปิงก็เริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูก เธอจึงกระแอมไอออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า “อะแฮ่ม ขอโทษนะที่ทำให้ต้องรอนาน”
ประโยคนี้เองที่ช่วยดึงสติของเพื่อนร่วมชั้นทุกคนให้กลับมาจากความตกตะลึง
โดยเฉพาะพวกผู้ชายทั้งหลายที่เริ่มพากันเดินเข้าไปรุมล้อมและพูดคุยกับฉวี่เสี่ยวปิงไม่หยุด
“โอ้โห เทพธิดาของเรานี่ยิ่งโตก็ยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ เลยนะเนี่ย! มิน่าล่ะเขาถึงว่ากันว่า คนสวยยิ่งโตเป็นสาวความสวยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น!”
“จุ๊ๆ! ถ้าพูดแบบนั้นฉันก็ชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วสิ! ดาวโรงเรียนฉวี่ของเรานี่เดิมทีก็สวยอยู่แล้ว แต่ยังมีที่ว่างให้สวยขึ้นได้อีกอย่างนั้นเหรอ?”
“พวกนายนี่ไม่รู้อะไรเอาซะเลย! พวกเรามันก็แค่คนธรรมดา ยิ่งโตขึ้นหน้าตาก็ยิ่งบิดเบี้ยวไปตามอายุ แต่เทพธิดาฉวี่น่ะเป็นนางฟ้านะ ก็ต้องยิ่งโตยิ่งสวยสิถึงจะถูก!”
เมื่อได้ยินคำประจบสอพลอของทุกคน ฉวี่เสี่ยวปิงก็ทำแค่ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “เอาละๆ อย่าเอาฉันมาล้อเล่นแบบนี้เลย”
พูดจบ ฉวี่เสี่ยวปิงก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่ในดวงตาของเธอจะฉายแววผิดหวังออกมาเล็กน้อยพร้อมกับพูดว่า “เอ๊ะ เมื่อกี้ฉู่หลิงบอกว่าเขาจะมาร่วมงานเลี้ยงด้วยไม่ใช่เหรอ? ทำไมเขาถึงยังไม่มาอีกล่ะ?”
ฉู่หลิง... เพื่อนร่วมโต๊ะสมัยมัธยมปลายคนนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เจอกันมา 4 ปีกว่าแล้ว
ก่อนหน้านี้หลายๆ ครั้งที่มีการนัดรวมตัวกัน ฉวี่เสี่ยวปิงก็มักจะเดินทางมาด้วยความคาดหวัง แต่เธอก็ต้องกลับไปด้วยความผิดหวังตลอด ถ้าไม่ใช่เพราะเธออยากจะมาเจอเพื่อนร่วมโต๊ะคนนั้น งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยการโอ้อวดและการเปรียบเทียบกันแบบนี้เธอก็คงจะขี้เกียจมาแล้ว
ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเปลี่ยนไปเป็นยังไงบ้างแล้วนะ
เมื่อพวกผู้ชายได้ยินคำพูดของฉวี่เสี่ยวปิง สีหน้าของแต่ละคนก็เริ่มเปลี่ยนไปจนดูแย่มาก
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เทพธิดาในดวงใจของพวกเขา พอมาถึงงานปุ๊บก็ถามถึงผู้ชายคนอื่นปั๊บเลยอย่างนั้นเหรอ?
ถ้าคนที่เธอถามถึงเป็นผู้ชายระดับสูงที่พวกเขาไม่สามารถเทียบเคียงได้เลยก็ว่าไปอย่าง แต่นี่กลับเป็นฉู่หลิงที่แม้แต่มหาวิทยาลัยก็ยังสอบไม่ติดด้วยซ้ำ!
มันจะมากเกินไปแล้วนะ
ภายในใจของพวกเขาต่างก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก จนอยากจะจับฉู่หลิงมาแขวนคอแล้วทุบตีสักรอบ
แต่ทว่าพวกผู้ชายก็ได้แต่คิดอยู่ในใจเท่านั้น และไม่มีใครกล้าพูดออกมาจริงๆ
เพราะยังไงซะ ฉวี่เสี่ยวปิงก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมชั้นหญิงของพวกเขาเท่านั้นและไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งอะไรไปมากกว่านี้
ถ้าหากโพล่งพูดออกไปแบบนั้น ฉวี่เสี่ยวปิงก็อาจจะรู้สึกถูกคุกคามเอาได้ และเมื่อถึงตอนนั้นความสัมพันธ์ก็จะเริ่มเหินห่างกัน ซึ่งนั่นคงเป็นการได้ไม่คุ้มเสียเลย
หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นชายก็กระแอมไอออกมาเบาๆ บนใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มประดับอยู่ เขาเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “ฉู่หลิงยังมาไม่ถึงเลย พวกเราเองก็รอเขาอยู่นานแล้วเหมือนกัน แต่พูดตามตรงนะ ฉู่หลิงคนนี้นี่ก็เหลือเกินจริงๆ ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่มาอีก? ก่อนหน้านี้ก็รับปากไว้ดิบดีแล้วไม่ใช่เหรอ? คงไม่ใช่ว่าจะเบี้ยวนัดตอนนี้หรอกนะ?”
ทันทีที่ชายคนนี้พูดจบ คนอื่นๆ ก็รีบรับช่วงต่อพากันพูดจาถากถางทันที
“พวกนายก็อย่าไปว่าฉู่หลิงเลย ฉันได้ยินมาว่าหลังจากที่ฉู่หลิงสอบพลาดในปีนั้น เขาก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาแทนแล้ว แถมฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย เขาคงจะนั่งรถไฟใต้ดินสลับกับรถเมล์มาที่นี่อยู่นั่นแหละ ยังไงซะตำแหน่งของโรงแรมนี้ก็อยู่ห่างจากป้ายรถเมล์พอสมควรเลย ฉันเดาว่าเขาคงจะต้องเดินเท้ามาอยู่แน่ๆ ทุกคนก็เห็นใจเขาหน่อยเถอะ”
“นั่นสิ พวกเราน่ะได้นั่งรถมาพร้อมกับหัวหน้าห้องเลยนะ ไม่อย่างนั้นตอนนี้ก็คงยังมาไม่ถึงเหมือนกันนั่นแหละ การได้อยู่ใกล้ชิดกับหัวหน้าห้องมันดีจริงๆ เลยนะ ฮ่าๆๆ!”
“แต่ถ้ามีปัญหาอะไรก็ควรจะบอกกันล่วงหน้าสิ การปล่อยให้คนจำนวนมากต้องมารอเขาอยู่แบบนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องนะ!”
ดูเผินๆ เหมือนพวกผู้ชายกำลังหาข้อแก้ตัวให้ฉู่หลิง แต่ความจริงแล้วพวกเขากำลังหาโอกาสเหยียบย่ำฉู่หลิงอยู่ต่างหาก
การที่ฉู่หลิงได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากฉวี่เสี่ยวปิงนั้น ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกโมโห
เพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนต่างก็ไม่อยากจะคุยเรื่องของฉู่หลิงมากนัก เพื่อนร่วมชั้นหญิงคนหนึ่งจึงหันไปมองหลิวฮ่าวด้วยความสนใจ แล้วถามเรื่องซุบซิบออกมาว่า “หัวหน้าห้อง ได้ยินมาว่านายซื้อรถใหม่มางั้นเหรอ?”
ทุกคนเพิ่งจะเรียนจบกันมา ตอนนี้อย่างมากพวกเขาก็แค่เพิ่งจะหางานได้เท่านั้นเอง ดังนั้นเรื่องการซื้อรถจึงไม่ต้องพูดถึงเลย แม้แต่เรื่องที่ว่าเดือนหน้าจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลยด้วยซ้ำ
ของฟุ่มเฟือยขนาดใหญ่อย่างรถยนต์น่ะเหรอ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเลยด้วยซ้ำ
แต่พอมองดูหัวหน้าห้องหลิวฮ่าวคนนี้แล้ว ฐานะทางบ้านของเขานั้นดีมาก พอเรียนจบปุ๊บก็ถอยรถใหม่ปั๊บเลย
เปรียบเทียบกันแล้วมันช่างน่าเจ็บใจจริงๆ!
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ต่างก็ชะเง้อคอฟังกันอย่างจดจ่อ เพราะอยากจะรู้เหลือเกินว่าหัวหน้าห้องซื้อรถอะไรมา
ก่อนที่หลิวฮ่าวจะได้เอ่ยปาก เพื่อนร่วมชั้นชายคนที่นั่งรถมากับเขาก็ชิงตอบออกมาว่า “เป็นรถ Audi A6L รุ่นล่าสุดเลยล่ะ! ตอนที่หัวหน้าห้องขับรถไปรับพวกเรา พวกคุณตาคุณยายใต้ตึกนี่ถึงกับตกตะลึงไปเลยล่ะ ฮ่าๆ มีหน้ามีตาในสังคมสุดๆ เลย!”
ในย่านชุมชนเก่าๆ ธรรมดาแบบนั้น พวกเขาจะไปเคยเห็นรถดีๆ แบบนี้ได้ยังไง แถมคนที่ขับมารับยังเป็นเด็กที่คุ้นหน้าคุ้นตาอีก จะไม่ให้แปลกใจได้ยังไงล่ะ?
เพื่อนร่วมชั้นชายคนนั้นก็เล่าเรื่องราวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ออกรสชาติเป็นอย่างมาก ส่วนหลิวฮ่าวก็นั่งจิบชาอยู่ตรงนั้น แม้จะทำท่าทีนิ่งเฉยแต่ภายในใจกลับกำลังมีความสุขมาก
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ได้ยินว่าเพื่อนเก่าของพวกเขาซื้อรถออดี้ พวกเขาต่างก็พากันอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“สมกับเป็นหัวหน้าห้องจริงๆ เลยนะ เฮ้อ แค่เริ่มออกตัวพวกเราก็ตามไม่ทันแล้ว”
“พวกนายที่เป็นผู้ชายน่ะแรงกดดันคงจะเยอะหน่อย แต่สำหรับพวกเราที่เป็นผู้หญิง ซื้อออดี้มาขับแก้ขัดไปก่อนก็น่าจะพอได้อยู่”
“จุ๊ๆ ตอนนี้พวกเราก็ตามไม่ทันแล้ว วันข้างหน้าคงจะยิ่งยากขึ้นไปอีก! พวกเธอที่เป็นผู้หญิงไม่อยากจะเกาะคนรวยงั้นเหรอ ที่นี่ก็มีตัวจริงเสียงจริงอยู่คนหนึ่งแล้วนะ แถมยังรู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้วด้วย รีบคว้าโอกาสไว้ซะล่ะ”
“นั่นมันออดี้ A6L เชียวนะ ราคาน่าจะตั้ง 4 ถึง 5 แสนหยวนเลยไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อหลิวฮ่าวได้ยินเพื่อนร่วมชั้นถามถึงราคา เขาก็โบกมือทำท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจนักแล้วพูดว่า “โธ่ รถคันนี้มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายหรอก ก็แค่ 4 แสนกว่าหยวนเท่านั้นเอง”
แค่ 4 แสนกว่าหยวนเองเหรอ?
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นได้ยินคำพูดของหลิวฮ่าว พวกเขาต่างก็อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปาก
นี่ขนาดเรียกว่าเงินเล็กน้อย แล้วต้องเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเยอะกันล่ะ?
“ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะพึ่งพาเงินของที่บ้านเพื่อซื้อรถหรอกนะ พวกนายก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมเป็นพวกกัดกินพ่อแม่เพื่อสร้างภาพให้ตัวเองดูดีหรอก ตอนแรกฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อรถดีขนาดนี้เหมือนกัน แต่พอดีช่วงนี้คุณพ่อให้เงินฉันมา 2 ล้านหยวนเพื่อเอามาซื้อกองทุนน่ะ เพื่อให้ฉันได้ฝึกทักษะการบริหารเงินดูบ้าง ใครจะไปคิดล่ะว่าพอดวงมันจะเฮง อะไรมันก็ฉุดไม่อยู่จริงๆ ฉันใช้เวลาสั้นๆ ก็ทำกำไรได้ถึง 6 แสนหยวนแล้ว เลยตัดสินใจซื้อรถที่มีราคาหน่อยมาใช้” หลิวฮ่าวพูดจบในรวดเดียวพร้อมกับกระดกน้ำชาลงคอไปหนึ่งแก้ว
ท่าทางของเขาดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ความจริงแล้วหลิวฮ่าวได้กลั่นกรองคำพูดเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัวอยู่หลายรอบแล้ว
การพูดแบบนี้แหละที่ดูเป็นงานเป็นการและดูดีที่สุด
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นได้ยินคำพูดของหลิวฮ่าว พวกเขาต่างก็หันมามองหน้ากันไปมา แล้วก็เงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลย
ดูฐานะของหัวหน้าห้องสิ มันช่างน่าเจ็บใจจริงๆ
ให้เงิน 2 ล้านหยวนมาลองซื้อกองทุนเพื่อฝึกบริหารเงินเนี่ยนะ?
ให้ตายเถอะ ถ้าฉันมีพ่อที่ใจป้ำแบบนี้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย
พวกผู้ชายยังคงมีความรู้สึกอิจฉาริษยาอยู่ต่อไป แต่ความคิดของพวกผู้หญิงนั้นกลับแตกต่างออกไป สายตาที่พวกเธอมองไปยังหลิวฮ่าวนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
รถออดี้คันนี้พูดตามตรง มันก็มาจากน้ำพักน้ำแรงที่หลิวฮ่าวหามาได้ด้วยตัวเองนั่นแหละ
ถึงแม้ทางบ้านจะเป็นคนให้เงินมาลงทุนในกองทุน แต่เงินต้นของเขาก็ยังอยู่ครบถ้วน ส่วนเงินที่เขาเอามาใช้นั้นก็คือส่วนที่เป็นผลกำไรล้วนๆ
หลิวฮ่าวไม่เพียงแต่จะมีฐานะทางบ้านที่ดีเท่านั้น แต่ความสามารถในการหาเงินของเขาก็ยังถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ถ้าหากได้สามีแบบนี้มาครองก็คงจะดีไม่น้อย อย่างน้อยๆ เรื่องการใช้ชีวิตก็คงจะสุขสบายอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาที่เพื่อนร่วมชั้นหญิงมองไปยังหลิวฮ่าวจึงแฝงไปด้วยความคาดหวังและการเชื้อเชิญอย่างปิดไม่มิด
หลิวฮ่าวเองก็เป็นเสือผู้หญิงอยู่แล้ว แต่เขากลับแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของพวกเธอ
นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ วันนี้เขาตั้งใจจะมาหาฉวี่เสี่ยวปิงต่างหาก พวกผู้หญิงไร้รสนิยมคนอื่นๆ น่ะเขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาเลยสักนิด
ยิ่งเขาวางท่าแบบนี้ ความสนใจของพวกผู้หญิงก็ยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้น พวกเธอต่างพากันรุมล้อมถามเรื่องของหลิวฮ่าวกันอย่างต่อเนื่อง
ดูเหมือนพวกเธอจะเตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะตบเท้าก้าวเข้าสู่ตระกูลหลิว
เมื่อต้องเผชิญกับความกระตือรือร้นขนาดนี้ แม้แต่เสือผู้หญิงอย่างหลิวฮ่าวก็ต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไป เขาได้แต่นั่งจิบน้ำชาไปเรื่อยๆ โดยไม่พูดจาอะไรอีก
ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นกำลังพากันประจบเอาใจหลิวฮ่าวอยู่นั้น ฉวี่เสี่ยวปิงกลับเลือกที่จะไปนั่งเงียบๆ ตรงตำแหน่งที่อยู่ห่างจากหลิวฮ่าวพอสมควรและนั่งเปิดโทรศัพท์ดูเพียงลำพัง
เธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะมาเจอฉู่หลิงสักครั้ง ฉวี่เสี่ยวปิงก็คงไม่อยากจะมาร่วมงานเลี้ยงรุ่นแบบนี้จริงๆ
ตอนนี้งานเลี้ยงรุ่นมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่งานที่ทุกคนกลับมาเพื่อความคิดถึง แต่มันกลายเป็นงานมหกรรมโอ้อวดความรวยไปซะอย่างนั้น
ในตอนนั้นเอง ประตูห้องรับรองก็ถูกเปิดออกกว้างจากภายนอก แล้วร่างหนึ่งก็ก้าวเดินเข้ามาภายในห้อง ซึ่งคนๆ นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นฉู่หลิงนั่นเอง
เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็พากันหันไปมองโดยสัญชาตญาณ
ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันมานานถึง 4 ปีแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงของฉู่หลิงนั้นกลับไม่ได้มีมากมายนัก เพียงแต่เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าตอนสมัยมัธยมปลายเล็กน้อยก็เท่านั้น
ทว่าชุดวอร์มที่เขาสวมใส่อยู่นั้นกลับดูขัดหูกับการแต่งตัวที่ประณีตของคนอื่นๆ ในห้องอย่างสิ้นเชิง
เมื่อหลิวฮ่าวเห็นสภาพของฉู่หลิง เขาก็แสยะยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ฉู่หลิง ไม่ได้เจอกันมาตั้ง 4 ปี พวกเรานึกว่าวันนี้นายจะเบี้ยวนัดของพวกเราไปซะแล้วนะ”
ฉู่หลิงส่ายหน้า “เปล่าหรอก แค่ระหว่างทางมีเรื่องติดขัดนิดหน่อยน่ะ”
เพื่อนร่วมชั้นหันมาสบตาแล้วยิ้มให้กัน ฐานะของเพื่อนเก่าคนนี้พวกเขาจะไม่รู้ได้ยังไงกันล่ะ?
คงจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมารอรถเมล์ แต่บังเอิญรถติดระหว่างทางจนมาไม่ทันล่ะสิ!
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเราเข้าใจดี!” เพื่อนร่วมชั้นหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วกวาดมือเรียกให้ฉู่หลิงรีบหาที่นั่งลง “ในเมื่อมาแล้วก็รีบหาที่นั่งเถอะ ปล่อยให้พวกเรารอตั้งนานแล้ว”
หลิวฮ่าวคอยสังเกตฉู่หลิงอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามค้นหาจุดบกพร่องตามร่างกายของฉู่หลิงราวกับว่าการทำแบบนี้จะทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น
หึหึ ดูสภาพจนๆ ของแกสิ มาร่วมงานเลี้ยงรุ่นแท้ๆ แต่กลับสวมชุดวอร์มมาเนี่ยนะ สงสัยปกติคงจะไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่เลยล่ะสิ
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับคราบกาแฟบนชุดวอร์มเข้าพอดี เขาจึงหัวเราะออกมาเสียงเย็นแล้วพูดว่า “นี่ฉู่หลิง หรือว่าฉันจะชวนนายกระทันหันเกินไปจนนายไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย? นายดูสิ มีคราบกาแฟติดอยู่ตรงนั้นเบ้อเริ่มเลย ขอโทษทีๆ มันเป็นความผิดของฉันเอง”
คราบกาแฟนั้นทำความสะอาดยากมาก ต่อให้มันจะเปื้อนลงบนเสื้อผ้าสีดำ แต่พอมันแห้งแล้วสีของเนื้อผ้าก็จะดูไม่สม่ำเสมอกันอยู่ดี
ถ้าสังเกตดีๆ เพียงแวบเดียวก็จะมองออกได้ในทันที
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ต่างก็พากันมองไปที่หน้าอกของฉู่หลิง แล้วยกมือขึ้นป้องปากแอบหัวเราะเยาะเย้ยกันคิกคัก
ในตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
ถึงแม้ตัวเองจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมายอะไร แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนที่แย่กว่าตัวเองอยู่อีกคนหนึ่ง
ในพริบตานั้นเอง ความรู้สึกในใจของแต่ละคนก็เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลมากขึ้น
โดยเฉพาะพวกผู้ชายทั้งหลาย เดิมทีพวกเขาก็ไม่พอใจในตัวฉู่หลิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งพอได้เห็นสภาพที่ดูตกต่ำของเขาแบบนี้ พวกเขาก็รีบประสานเสียงสนับสนุนคำพูดของหลิวฮ่าวและเริ่มถากถางกันทันที
“หัวหน้าห้อง วันหลังก็น่าจะเผื่อเวลาเอาไว้ให้เพื่อนบ้างนะครับ”
“แต่ฉู่หลิงนายนี่ก็ไม่ระวังเอาซะเลย ลองดูตัวเองสิ หรือว่าตอนนี้นายกำลังทำงานพิเศษอยู่ในร้านกาแฟงั้นเหรอ? ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้มีรอยเปื้อนติดมาแบบไม่รู้ตัวแบบนี้”
“พวกนายนี่ก็อย่าพูดไปแบบนั้นสิ งานน่ะมันไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำหรอกนะ! แต่ทำงานในร้านกาแฟเนี่ย เขาไม่มีชุดพนักงานให้เปลี่ยนใส่เลยเหรอ?”
เพื่อนร่วมชั้นยิ่งพูดก็ยิ่งออกนอกลู่นอกทางมากขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าท่าทางที่แสดงความรังเกียจนั้นก็ถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนโดยไม่มีการปิดบังเลยแม้แต่นิดเดียว
มีเพียงฉวี่เสี่ยวปิงที่จ้องมองฉู่หลิงด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ เธอโบกมือเรียกเขาแล้วพูดว่า “ฉู่หลิง อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนั้นเลย มานั่งตรงนี้กับฉันสิ”
พูดจบ มือเล็กๆ ของเธอก็ตบลงบนที่นั่งข้างกาย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ฉวี่เสี่ยวปิงจงใจเว้นว่างเอาไว้ให้ฉู่หลิงโดยเฉพาะ พร้อมกับส่งยิ้มที่แสนจะสดใสมาให้เขา
ตำแหน่งข้างๆ เธอพอดีมีที่ว่างเหลืออยู่ ซึ่งฉวี่เสี่ยวปิงตั้งใจจะเก็บเอาไว้ให้ฉู่หลิงโดยเฉพาะอยู่แล้ว
เธอไม่ได้เจอฉู่หลิงมาตั้งนานแล้ว ฉวี่เสี่ยวปิงเองก็อยากจะอาศัยโอกาสนี้พูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะที่ไม่ได้เจอกันมานานคนนี้ให้เต็มที่
ทุกคนไม่คิดเลยว่าฉวี่เสี่ยวปิงจะแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อฉู่หลิงขนาดนี้ ในพริบตานั้นเสียงพูดคุยทั้งหมดก็เงียบกริบลงทันที
ในตอนนั้นเองฉู่หลิงก็ได้เห็นฉวี่เสี่ยวปิงแล้ว เขาก็เดินมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของเธอโดยตรงและเอ่ยทักทายออกไปว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เธอดูสวยขึ้นมากเลยนะเนี่ย”
การแต่งตัวของฉวี่เสี่ยวปิงในวันนี้เข้ากับบุคลิกของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ สวยงามราวกับเทพธิดาที่ได้แต่มองอยู่ไกลๆ แต่ก็ไม่กล้าที่จะล่วงเกินเลยแม้แต่นิดเดียว จนฉู่หลิงอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมออกมา
หลังจากนั้น ฉู่หลิงก็กวาดสายตามองไปที่ข้อมูลตรงหน้า
【ชื่อ : ฉวี่เสี่ยวปิง】
【ค่าความสวย : 98】
【ความสูง : 170 เซนติเมตร】
【ขนาดหน้าอก : C】
【ค่าความประทับใจ : 80】
เพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน ส่วนนั้นของเธอนี่... ไม่เห็นจะพัฒนาขึ้นเลยนะ.......
ในขณะที่ฉู่หลิงกำลังจ้องมองฉวี่เสี่ยวปิงอยู่นั้น
“ก็ใช่น่ะสิ บางคนน่ะผ่านไปตั้ง 4 ปีแล้วแม้แต่ข่าวคราวก็ไม่มีเลย งานเลี้ยงรุ่นกี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยมา แบบนี้จะไม่เรียกว่าไม่ได้เจอกันมาตั้งนานได้ยังไงล่ะ?” น้ำเสียงของฉวี่เสี่ยวปิงแฝงไปด้วยความตัดพ้อ แม้แต่ในแววตาก็ยังมีความขุ่นเคืองจางๆ ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่ทันได้สังเกตเห็น