- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 488 เรื่องประหลาดใจ
ตอนที่ 488 เรื่องประหลาดใจ
ตอนที่ 488 เรื่องประหลาดใจ
เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย
เจียงเสียนเยวี่ยและอวี๋ฉางอิงล้วนดูออกว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาดี พวกนางขมวดคิ้วด้วยความกังวล พลางลอบคิดในใจ หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องของตระกูลเฮ่อเหลียน?
"ขอเรียนถาม เหตุใดประมุขสำนักจึงเรียกตัวศิษย์ไปหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นเยียนที่มีแววตาคมกริบเอ่ยถามผู้ดูแลทั้งสองคนที่อยู่เบื้องหน้า
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางและสหายต่างมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝน จึงไม่ได้สนใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นในสำนักเฉียนคุนบ้าง
"เจ้าไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง"
หนึ่งในผู้ดูแลเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา
เมื่อเจียงเสียนเยวี่ยเห็นท่าทีดูถูกเหยียดหยามเช่นนั้น นางก็เตรียมจะบันดาลโทสะ ทว่ากลับถูกเสิ่นเยียนที่อยู่ข้างกายยกมือขึ้นห้ามปรามไว้เสียก่อน
เสิ่นเยียนมีสีหน้าเรียบเฉย
"ข้าจะไปกับพวกท่านเดี๋ยวนี้"
กล่าวจบ นางก็หันไปเอ่ยกับเจียงเสียนเยวี่ยและอีกคนว่า
"พวกเจ้าไปที่หอฝึกฝนสายสนับสนุนก่อนเถิด ไม่ต้องเป็นห่วงข้า"
"แต่ว่า..."
เจียงเสียนเยวี่ยร้อนใจ วาจาที่เตรียมจะเอื้อนเอ่ยเมื่อได้สบเข้ากับแววตาสงบนิ่งของเสิ่นเยียนก็จำต้องกลืนกลับลงไปในลำคอ
อวี๋ฉางอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางยื่นมือไปกุมมือของเสิ่นเยียนไว้ ทว่าเพียงชั่วพริบตานั้นประกายตาของนางก็วูบไหว
การสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ราวกับว่าทั้งสองมีความรู้ใจกันอย่างลึกซึ้ง
เจียงเสียนเยวี่ยและอวี๋ฉางอิงมองดูเสิ่นเยียนถูกผู้ดูแลทั้งสองคนพาตัวไปต่อหน้าต่อตา
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเปล่า? หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับ..."
เจียงเสียนเยวี่ยอึกอัก สิ่งที่นางกังวลคือตระกูลเฮ่อเหลียนล่วงรู้ฐานะของเสิ่นเยียนแล้ว จึงจงใจส่งคนมาหาเรื่องนางถึงสำนักเฉียนคุน
"อย่าเพิ่งร้อนใจไป"
อวี๋ฉางอิงมีสีหน้าเยือกเย็น นางเอ่ยปลอบเจียงเสียนเยวี่ย จากนั้นสายตาก็กวาดมองผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นทำทีราวกับอยากรู้เรื่องราว สุดท้ายสายตาของนางก็ไปหยุดอยู่ที่ศิษย์สายในหญิงสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล จึงรีบสาวเท้าเข้าไปหา
"ศิษย์พี่หญิงทั้งสอง พวกท่านพอจะรู้อะไรบ้างหรือไม่เจ้าคะ? ช่วยบอกข้าทีได้หรือไม่?"
ขอบตาของนางแดงระเรื่อ หญิงงามสะอื้นไห้ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ศิษย์พี่หญิงทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ของอวี๋ฉางอิง พวกนางก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา รีบเอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์น้อง เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป"
จากนั้นพวกนางทั้งสองก็เล่าเรื่องราวที่ได้ยินมาให้อวี๋ฉางอิงฟัง
หลังจากที่อวี๋ฉางอิงได้ฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ นางก็หลุบตาลงต่ำ แววตาลึกล้ำแฝงไปด้วยความเย็นเยียบ ภายในใจจดจำชื่อสามพยางค์นี้เอาไว้: อันต้าชิ่ง!
เจียงเสียนเยวี่ยเองก็ได้ยินเช่นกัน
ศิษย์พี่หญิงทั้งสองเห็นนางโศกเศร้าเช่นนี้ก็ไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไรดี เพราะในยามนี้เสิ่นเยียนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสเก้าออกหน้าแทนอันต้าชิ่ง โอกาสที่เสิ่นเยียนจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้นั้นยากยิ่งนัก
พวกนางล้วนรังเกียจอันต้าชิ่งเป็นอย่างมาก ทว่าก็ไม่อาจหาญกล้าไปตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาได้
เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่พวกนางได้ยินว่าอันต้าชิ่งถูกศิษย์หญิงที่เพิ่งเข้ามาใหม่เตะเข้าที่จุดสำคัญ ในใจของพวกนางล้วนเบิกบานยินดียิ่งนัก ทว่าหลังจากความดีใจผ่านพ้นไปก็กลายเป็นความกังวลว่าศิษย์หญิงคนใหม่ผู้นั้นจะถูกอันต้าชิ่งแก้แค้นหรือไม่
ไม่นึกเลยว่าเรื่องราวจะมาถึงรวดเร็วปานนี้
อวี๋ฉางอิงมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า แววตาเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ เอ่ยเสียงเบาว่า
"ขอบคุณศิษย์พี่หญิงทั้งสองมากเจ้าค่ะ"
ในเวลาเดียวกัน ณ มุมหนึ่งของหอฝึกฝน
ผู้อาวุโสหลายท่านกำลังรวมตัวกันอยู่ที่นี่
ปู่เฟิงกำลังชงชาป้านใหม่ กลิ่นหอมของชาหอมกรุ่นอบอวลไปทั่ว เข้มข้นเป็นพิเศษ
ผู้อาวุโสห้าจี้หลิวเฟิงหัวเราะร่วน
"ปู่เฟิง ฝีมือชงชาของเจ้านับเป็นเลิศจริง ๆ!"
"เป็นเพราะใบชาดีต่างหาก"
ปู่เฟิงยิ้มรับอย่างถ่อมตน
จี้หลิวเฟิงเอ่ยถาม
"ผู้อาวุโสหกมาหรือยัง?"
"ใครกำลังนินทาข้าอยู่หรือ!"
เสียงของผู้อาวุโสหกดังแว่วมาจากนอกประตู
จี้หลิวเฟิงผุดลุกขึ้นทันที หัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบาน
"มาได้จังหวะพอดีเลย ตงจู๋เสวี่ยบอกว่ามีเรื่องประหลาดใจจะให้พวกเราดู"
"เรื่องประหลาดใจรึ?"
ผู้อาวุโสหกเลิกคิ้วขึ้นพลางลูบเครา
"เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามันจะเป็นเรื่องตกใจเสียมากกว่า"
ตงจู๋เสวี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ เมื่อเห็นพวกเขาหันมามอง นางก็ค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ครั้งนี้รับรองว่าไม่ใช่เรื่องตกใจแน่นอน"
ผู้อาวุโสหกหัวเราะ
"พอเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่"
ยามนี้ปู่เฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน เขารินชาพลางเอ่ยว่า
"ยังจำศิษย์ใหม่หลายคนที่ผู้อาวุโสฉีพาตัวกลับมาได้หรือไม่?"
พอได้ยินเช่นนี้ จี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน สบตากันชั่วแวบหนึ่ง
จี้หลิวเฟิงเอ่ยถาม
"เรื่องประหลาดใจที่ว่าเกี่ยวข้องกับพวกเขางั้นรึ?"
"ใช่แล้ว"
มุมปากของตงจู๋เสวี่ยยกขึ้นเล็กน้อย
"วันแรกที่พวกเขาเพิ่งเข้ามาเรียนในหอฝึกฝน พวกเขาดูจะเกียจคร้านไปบ้าง ทว่าหลังจากนั้นพวกเขากลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
จี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกรู้ดีว่าตงจู๋เสวี่ยไม่มีทางนำเรื่องนี้มาล้อเล่นอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
ผู้อาวุโสหกหัวเราะ
"ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่าพวกเรามองคนผิดไปงั้นสิ?"
"เป็นเช่นนั้นจริง ๆ"
ปู่เฟิงวางป้านชาลงพลางเผยรอยยิ้มออกมา
ผู้อาวุโสหกเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้นจึงเอ่ยถามว่า
"แล้วพวกเขาสอบผ่านบทเรียนไปได้กี่บทแล้วล่ะ?"
ในขณะเดียวกัน จี้หลิวเฟิงก็เดินเข้าไปใกล้โต๊ะ เตรียมจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา ทว่ากลับถูกปู่เฟิงยกมือขึ้นขวางไว้เสียก่อน
จี้หลิวเฟิงงุนงง นี่หมายความว่าอย่างไร? ชานี้ไม่ได้ชงมาให้พวกเขาดื่มหรอกหรือ?
ปู่เฟิงยิ้มตอบ
"รอให้พวกท่านดูคะแนนของพวกเขาก่อนแล้วค่อยดื่มชาเรียกขวัญก็ยังไม่สาย"
จี้หลิวเฟิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"ปู่เฟิง มันจะเกินจริงไปหน่อยหรือไม่? คลื่นลมอันใดบ้างที่พวกเรายังไม่เคยพานพบ?"
ตงจู๋เสวี่ยเอ่ยแทรกขึ้นมา
"ก็เกรงว่าพวกท่านจะไม่เคยพบน่ะสิ"
มาถึงตอนนี้จี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกก็ยิ่งทวีความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น
"หวังว่าจะไม่ทำให้พวกเราต้องผิดหวังนะ"
ผู้อาวุโสหกหัวเราะเบา ๆ
"ตงจู๋เสวี่ย รีบเปิดผลคะแนนของพวกเขาให้พวกเราดูชัด ๆ เร็วเข้า"
ตงจู๋เสวี่ยแย้มยิ้มกว้าง
"ข้าก็ตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้ว"
นางสะบัดมือเบา ๆ ชั่วพริบตานั้น ภายในโถงตำหนักก็บังเกิดเสียงดังกังวาน ไม่นานภาพเงาจำลองก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา
เนื่องจากมีบทเรียนจากครั้งก่อน สายตาของจี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกจึงมองลงไปยังตำแหน่งรั้งท้ายสุดก่อนเป็นอันดับแรก
ทว่าพวกเขากลับไม่พบรายชื่อของคนทั้งแปด
"อยู่ที่ใดกัน?"
แท้จริงแล้วภายในใจของจี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกต่างก็พอจะกะเกณฑ์ตัวเลขเอาไว้บ้างแล้ว เวลาเพียงสามวัน อย่างมากที่สุดพวกเขาก็คงจะผ่านบทเรียนไปได้แค่ยี่สิบกว่าบทเท่านั้น
ปู่เฟิงเดินเข้ามาใกล้ ชี้นิ้วไปยังจุดหนึ่งบนภาพเงาจำลองพลางยิ้มกล่าว
"นี่คือผลคะแนนของหอฝึกฝนสายยุทธ์ พวกท่านดูสิ นี่คือหนึ่งในศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา เจียงเสียนเยวี่ย นางใช้เวลาเพียงสามวันสอบผ่านบทเรียนไปได้ถึงสามสิบบท"
จี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกมีสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย ทว่าก็ยังอยู่ในความคาดหมายจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจจนเกินไปนัก ทว่าหลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องเผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
"เจียงเสียนเยวี่ยเลือกเรียนทั้งสามสาย นางเรียนจบไปสามสิบสองบทในหอฝึกฝนสายสนับสนุน และเรียนถึงบทที่ 'เจ็ดสิบเอ็ดถึงแปดสิบ' ในหอฝึกฝนสายกายา"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ รูม่านตาของจี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกก็หดเกร็งลง
"เรียนทั้งสามสายเชียวหรือ?!"
พวกเขาคิดว่านางเลือกเรียนเพียงสายเดียวเสียอีก ผลปรากฏว่านางเรียนถึงสามสายเลยหรือนี่! วันหนึ่งมีเวลามากมายเพียงใดกันเชียว?!
นางถึงขั้นแบ่งเวลาออกเป็นสามส่วนเพื่อใช้มัน! นางสามารถสอบผ่านบทเรียนมากมายถึงเพียงนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้นเชียวหรือ! ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
จี้หลิวเฟิงหัวเราะอย่างตื่นเต้น
"อัจฉริยะ! นี่มันอัจฉริยะชัด ๆ! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ผู้อาวุโสหกเองก็หัวเราะเช่นกัน เขาดีใจจนแทบจะดึงเคราตัวเองหลุด
"ไม่นึกเลยว่าสำนักเฉียนคุนของพวกเราจะรับยอดอัจฉริยะเข้ามาได้! ต้องอบรมสั่งสอนให้ดี! ไม่แน่ว่าสำนักเฉียนคุนของพวกเราอาจจะมีเหวินเหรินจี้ปรากฏขึ้นมาอีกคนก็เป็นได้!"
"ตงจู๋เสวี่ย ปู่เฟิง เรื่องประหลาดใจที่พวกเจ้าอยากจะบอกพวกเราก็คือเรื่องนี้ใช่หรือไม่? ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง ข้าขอดื่มชาสักอึกเพื่อเรียกขวัญหน่อยเถอะ!" ใบหน้าของจี้หลิวเฟิงไม่อาจซ่อนเร้นความตื่นเต้นเอาไว้ได้ ขณะที่เอ่ยปาก เขาก็เตรียมจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา ทว่ากลับถูกตงจู๋เสวี่ยขวางเอาไว้อีกครั้ง
จี้หลิวเฟิงช้อนสายตาขึ้นมองนางด้วยความตกตะลึง
ตงจู๋เสวี่ยยิ้มอย่างมีเลศนัย "ยังไม่ถึงเวลาหรอก"