เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 487 ประมุขสำนักเรียกตัว

ตอนที่ 487 ประมุขสำนักเรียกตัว

ตอนที่ 487 ประมุขสำนักเรียกตัว


ศิษย์สายในอีกสองคนมีสีหน้าสลับซับซ้อน ทว่าพวกเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน

"ได้ยินมาว่าพวกเขาล้วนเป็นคนที่ผู้อาวุโสฉีพาตัวกลับมา คนที่เข้าตาผู้อาวุโสฉีได้ พรสวรรค์ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว!"

"ถึงแม้พวกเขาจะมาจากดินแดนเบื้องล่าง แต่พวกเขาก็คืออัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในดินแดนแห่งนั้น ย่อมต้องมีทั้งพรสวรรค์และฝีมืออย่างแน่นอน"

ด้านนอกหอฝึกฝนสายกายา

เจียงเสียนเยวี่ยแย้มรอยยิ้มบางเบา เอ่ยขึ้นว่า

"มาที่สำนักเฉียนคุนก็นับว่าดีไม่เลวเลย ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาและทักษะต่อสู้มากมายถึงเพียงนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว ตอนที่พวกเราอยู่สถาบันแดนประจิมแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจริง ๆ"

เมื่อเสิ่นเยียนและคนอื่น ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ล้วนเห็นพ้องต้องกันอย่างยิ่ง

ในยามที่อยู่สถาบันแดนประจิม เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขามักจะหมดไปกับการวิ่งวุ่นทำภารกิจและออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ แทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เคล็ดวิชาและทักษะต่อสู้อย่างเป็นระบบเลย

พวกเขาทำได้เพียงพึ่งพาประสบการณ์จากการต่อสู้จริงเพื่อยกระดับฝีมือของตนเองเท่านั้น

ทว่าที่สำนักเฉียนคุนแห่งนี้กลับแตกต่างออกไป

สถานที่แห่งนี้ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยปล่อยให้เหล่าศิษย์ออกไปหาประสบการณ์

เสิ่นเยียนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจว่า

"ดังนั้นพวกเราต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จะรีบร้อนเพื่อให้บรรลุผลโดยเร็วไม่ได้ มิเช่นนั้นก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า ทั้งยังไม่แตกฉานในสิ่งที่เรียนมาเลยสักอย่าง และจะเกียจคร้านไม่ยอมเรียนก็ไม่ได้เช่นกัน"

ยามที่กล่าวประโยคสุดท้าย สายตาของนางก็ทอดมองไปยังร่างของฉือเยว่

ในเวลานี้ฉือเยว่กำลังง่วงเหงาหาวนอนเป็นอย่างมาก ดูท่าทางไร้เรี่ยวแรง ราวกับจะรับรู้ได้ถึงสายตาของเสิ่นเยียน เขาจึงช้อนสายตาขึ้นสบตากับนาง

เดิมทีเสิ่นเยียนอยากจะกล่าววาจาตักเตือนให้เขาตั้งใจฝึกฝน ทว่าเมื่อได้สัมผัสกับแววตาที่ดูไร้เดียงสาและว่างเปล่าของเขา นางก็จำต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป

สำหรับฉือเยว่แล้ว การนอนหลับก็ถือเป็นวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรในรูปแบบหนึ่งของเขา

ยิ่งไปกว่านั้น อาการง่วงนอนของเขายังเป็นสิ่งที่มิอาจควบคุมได้

เสิ่นเยียนรู้สึกว่าตนเองไม่ควรเข้มงวดกับเขาจนเกินไปนัก

นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ

"ทำความเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยนอน ดีหรือไม่?"

ฉือเยว่ตอบกลับอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

"ดี"

เผยซู่กล่าวแทรกขึ้นมา

"พวกเราไม่เน้นความรวดเร็ว แต่เน้นความมั่นคง"

จากนั้นเสิ่นเยียน เผยซู่ อวี๋ฉางอิง เซียวเจ๋อชวน และเจียงเสียนเยวี่ย ทั้งห้าคนก็มุ่งหน้าไปยังหอฝึกฝนสายยุทธ์ ส่วนฉือเยว่กับเวินอวี้ชูก็มุ่งหน้าไปยังหอฝึกฝนสายสนับสนุน และเริ่มเข้าเรียนบทเรียนต่อไป

ช่างไม่มีเวลาให้พักผ่อนเสียจริง ๆ

ทว่าในฐานะผู้ฝึกตน ย่อมเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะสามารถอยู่ได้เป็นเดือน ๆ โดยไม่ต้องพักผ่อน เว้นเสียแต่ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าจนทนไม่ไหว หรือได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้นจึงจะจำเป็นต้องพักผ่อน

ในขณะเดียวกัน

ณ นครไป๋เฟิ่ง

ตระกูลฮู่

"เจ้าว่ากระไรนะ?! ท่านจุนซ่างกลับมาแล้วจริง ๆ หรือ!"

น้ำเสียงตื่นตะลึงดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน เจือไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

เห็นเพียงชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรุนแรง ชายผู้นี้มีคิ้วเข้มตาโต รูปหน้าคมคายชวนมอง ทว่าเมื่อเขากดสีหน้าให้เคร่งขรึมลงกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายอันดุร้ายน่าเกรงขามออกมา

เขาสาวเท้าเดินเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าสิงชุนอย่างรวดเร็ว

"ใช่แล้ว"

สีหน้าของสิงชุนแลดูสงบนิ่ง มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

"ข้าเองก็ได้รับคำสั่งจากท่านจุนซ่างให้มาที่นี่ ท่านจุนซ่างมีภารกิจชิ้นหนึ่งจะมอบหมายให้ตระกูลฮู่ของพวกเจ้า หากพวกเจ้าทำได้ไม่ดี ตระกูลฮู่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องดำรงอยู่อีกต่อไป"

คำกล่าวนี้ทำเอาชายคิ้วเข้มตาโต หรือก็คือ ฮู่ซิน เจ้าเมืองนครไป๋เฟิ่ง สะดุ้งตกใจสุดขีด เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลัง เขารีบตวัดชายเสื้อคลุมก่อนจะทรุดเข่าลงข้างหนึ่งในทันที

"ฮู่ซินน้อมรับคำสั่ง!"

"ท่านจุนซ่างต้องการให้ตระกูลฮู่ของพวกเจ้าทุ่มเทกำลังทั้งหมด เพื่อปกป้องคนผู้หนึ่งในเขตแดนฉางหมิงให้ปลอดภัย"

"คนผู้นั้นคือ?"

สีหน้าของฮู่ซินแปรเปลี่ยนไปมา เขาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับสั่นสะท้านราวกับคลื่นลูกใหญ่ ท่านจุนซ่างถึงกับสั่งให้พวกเขาปกป้องมนุษย์ผู้หนึ่งเชียวหรือ!

นี่มันเพราะเหตุใดกัน?

สิงชุนแย้มยิ้มบางเบา

"ศิษย์ใหม่ของสำนักเฉียนคุน... เสิ่นเยียน"

ฮู่ซินถึงกับชะงักงัน

ศิษย์ใหม่ของสำนักเฉียนคุนที่ชื่อเสิ่นเยียนงั้นหรือ?

เขาไม่เคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาก่อน แต่ก็ไม่กล้าซักไซ้ให้มากความ

"ขอรับ ฮู่ซินรับบัญชา!"

ณ สำนักเฉียนคุน

เมื่อผู้อาวุโสเก้าได้รับรู้ว่ากล่องดวงใจของอันต้าชิ่งผู้เป็นหลานชาย ถูกศิษย์หญิงที่เพิ่งเข้ามาใหม่เตะจนแหลกละเอียด เขาก็เดือดดาลจนแทบคลั่ง

ใบหน้าของอันต้าชิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น

"ท่านลุง ท่านต้องแก้แค้นให้ข้านะขอรับ! หมอบอกว่าตรงนั้นของข้าแหลกละเอียดไปแล้ว ต่อให้รักษาจนหายดี ภายภาคหน้าก็ยากที่จะ... แข็งตัวได้อีก!"

เมื่อเอ่ยถึงประโยคสุดท้าย ใบหน้าของอันต้าชิ่งก็มืดครึ้ม แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันรุนแรง

ในฐานะที่เป็นบุรุษ หากตรงนั้นไร้ประโยชน์เสียแล้ว เช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับขันทีเลยมิใช่หรือ?!

"วางใจเถิด ลุงจะแก้แค้นให้เจ้าเอง"

ผู้อาวุโสเก้าเอ่ยรับปากก่อนจะหรี่ตาลง

"ศิษย์หญิงผู้นั้นคืออัจฉริยะที่มาจากดินแดนเบื้องล่างอย่างนั้นรึ?"

อันต้าชิ่งโกรธแค้นจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

"ถูกต้องขอรับ!"

"เช่นนี้ก็ค่อนข้างจะยุ่งยากเสียแล้ว"

ผู้อาวุโสเก้าขมวดคิ้วมุ่น เขาทอดสายตามองอันต้าชิ่ง

"อย่างไรเสียนางก็เป็นคนที่ผู้อาวุโสฉีพาตัวมา หากทำเรื่องนี้ให้ใหญ่โตขึ้นมา ย่อมต้องสะเทือนไปถึงผู้อาวุโสฉีอย่างแน่นอน"

รูม่านตาของอันต้าชิ่งหดเกร็ง เอ่ยขึ้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"ท่านลุง! หรือท่านจะปล่อยให้ข้าต้องทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้หรือขอรับ? ท่านไม่รู้หรอกว่านังแพศยานั่นมันกำเริบเสิบสานเพียงใด มันถือดีว่ามีผู้อาวุโสฉีคอยหนุนหลัง ซ้ำยังไม่เห็นท่านอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ!"

"ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตางั้นรึ?"

แววตาของผู้อาวุโสเก้าเย็นเยียบลง ก่อนจะแค่นยิ้มออกมาอย่างมีความหมายแอบแฝง

"ชิ่งเอ๋อร์ ศิษย์หญิงผู้นั้นหน้าตาสะสวยหรือไม่?"

อันต้าชิ่งไม่คิดฝันว่าผู้เป็นลุงจะเอ่ยถามเช่นนี้ ภาพร่างของเสิ่นเยียนผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เขาจำต้องยอมรับว่านังแพศยานั่นหน้าตาสะสวยมากจริง ๆ ผิวพรรณผุดผ่องดุจหยก งดงามเย้ายวนใจยิ่งนัก

อันต้าชิ่งลอบกลืนน้ำลายลงคอ

"งดงามยิ่งกว่าเยี่ยนซีเสียอีกขอรับ"

เยี่ยนซีคือศิษย์พี่หญิงใหญ่สายในแห่งสำนักเฉียนคุน เจ้าของฉายาสาวงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักเฉียนคุน

ผู้อาวุโสเก้าแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น

"ให้นางมาเป็นอนุภรรยาของเจ้า ดีหรือไม่?"

"อนุภรรยาหรือขอรับ?"

สีหน้าของอันต้าชิ่งเปลี่ยนไปมา เดิมทีเขาอยากจะสังหารเสิ่นเยียนทิ้งเสีย แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ เขากลับรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย

นั่นเป็นเพราะเสิ่นเยียนงดงามหยดย้อยจนเกินไปจริง ๆ

ดวงตาอันขุ่นมัวของผู้อาวุโสเก้าจ้องมองอันต้าชิ่ง น้ำเสียงแฝงความนัยลึกซึ้ง

"ในเมื่อนางกล้าทำลายกล่องดวงใจของเจ้า นางก็ต้องชดใช้ให้สาสม! ถึงเวลานั้นหากนางตกเป็นคนของเจ้า เจ้าจะทำอะไรกับนางก็ได้ทั้งสิ้น รวมถึง... การแก้แค้นด้วย"

ดวงตาของอันต้าชิ่งเปล่งประกายวาบขึ้นมา

เป็นเช่นนี้จริง ๆ ด้วย

เมื่อถึงเวลานั้นหากเสิ่นเยียนกลายเป็นคนของเขา ต่อให้ผู้อื่น รวมถึงผู้อาวุโสฉีอยากจะสอดมือเข้ามายุ่ง ก็คงจะยื่นมือเข้ามาสอดไม่ได้

อันต้าชิ่งเห็นด้วยกับแผนการนี้ เขาเอ่ยถามอย่างนอบน้อม

"ท่านลุง แล้วจะทำอย่างไรให้นางยอมมาเป็นอนุภรรยาของข้าได้ล่ะขอรับ?"

"เรื่องนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้า"

ผู้อาวุโสเก้ายกมือขึ้นตบไหล่อันต้าชิ่งเบา ๆ จากนั้นจึงกระซิบถ้อยคำบางอย่างข้างหูของเขา

ยิ่งอันต้าชิ่งได้ฟังสักเท่าใด ดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้างมากขึ้นเท่านั้น

"หลานเข้าใจแล้วขอรับ หลานจะรีบกลับไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้"

"ดี"

สองวันให้หลัง

ภายในกลุ่มศิษย์สายในของสำนักเฉียนคุนมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่า อันต้าชิ่งมีเจตนาอยากจะผูกมิตรกับศิษย์หญิงคนใหม่อย่างเสิ่นเยียน ทว่ากลับถูกเสิ่นเยียนเตะเข้าที่จุดยุทธศาสตร์เบื้องล่างจนได้รับบาดเจ็บสาหัส บัดนี้อันต้าชิ่งถึงกับต้องนอนเป็นผักอยู่บนเตียง จิตใจห่อเหี่ยว วัน ๆ เอาแต่เหม่อลอย กลายเป็นคนพิการไปแล้วครึ่งซีก

ส่วนผู้เป็นลุงอย่างผู้อาวุโสเก้าก็โกรธแค้นจนถึงขีดสุด จึงได้นำเรื่อง 'พฤติกรรมอันเลวทรามของเสิ่นเยียนที่ลงมือทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักจนต้องกลายเป็นคนพิการครึ่งซีก!' ขึ้นกราบทูลต่อประมุขสำนัก อีกทั้งเขายังยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าเสิ่นเยียนต้องรับผิดชอบชีวิตช่วงที่เหลือของอันต้าชิ่ง โดยต้องคอยดูแลอันต้าชิ่งไปชั่วชีวิต!

ผู้คนภายในสำนักแทบทุกคนล้วนได้ยินเรื่องราวนี้ พวกเขาต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน

ประมุขสำนักยังไม่ได้ตัดสินชี้ขาดในทันที

เขารู้ดีว่าเรื่องราวนี้มีความสลับซับซ้อน จะด่วนตัดสินจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงได้ส่งหมอผู้หนึ่งไปยังที่พักของอันต้าชิ่งเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอาการ

หลังจากวินิจฉัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หมอก็ได้ข้อสรุปที่ตรงกับคำกล่าวของผู้อาวุโสเก้า นั่นคือร่างกายท่อนล่างของอันต้าชิ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจริง อีกทั้งสภาพจิตใจก็ย่ำแย่หดหู่อย่างหนัก จนบัดนี้ต้องนอนซมเป็นผักอยู่บนเตียง

หลังจากนั้น ประมุขสำนักก็ได้ส่งคนไปพาตัวเสิ่นเยียนมายังโถงตำหนักเพื่อทำการไต่สวน

เสิ่นเยียน เจียงเสียนเยวี่ย และอวี๋ฉางอิง ทั้งสามคนเพิ่งเดินออกมาจากหอฝึกฝนสายยุทธ์ก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังพวกตน ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ขบคิดว่าสายตาเหล่านั้นมีเจตนาใด ก็เห็นผู้ดูแลสองคนเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาด้วยท่าทางถมึงทึงเสียแล้ว

เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ หนึ่งในนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เสิ่นเยียน ประมุขสำนักเรียกตัว!"

จบบทที่ ตอนที่ 487 ประมุขสำนักเรียกตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว