- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 489 กล้าคิดเสียจริงนะ
ตอนที่ 489 กล้าคิดเสียจริงนะ
ตอนที่ 489 กล้าคิดเสียจริงนะ
"หมายความว่าอย่างไร?"
จี้หลิวเฟิงชะงักไป ภายในใจเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
เขาอดไม่ได้ที่จะลอบขบคิดในใจ หรือว่าตอนนี้ยังดื่มไม่ได้กันนะ? แล้วต้องรอไปถึงเมื่อใดกัน?
มุมปากของตงจู๋เสวี่ยยกขึ้นเล็กน้อย ภายในดวงตาปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะสังเกตเห็น นางหันหน้ากลับมา สายตาทอดมองไปที่ปู่เฟิงพลางกล่าวเสียงเบา
"ปู่เฟิง เจ้าช่วยเล่าสถานการณ์การฝึกฝนของศิษย์ใหม่ให้ผู้อาวุโสห้าและผู้อาวุโสหกฟังต่อเถิด"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกก็ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ ในหัวพลันสว่างวาบขึ้นมา ตระหนักรู้ได้ในทันที
ผู้อาวุโสหกรีบเร่งเอ่ยถาม
"นี่ไม่ใช่คนที่คะแนนดีที่สุดงั้นหรือ?"
"อืม"
ปู่เฟิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มเป็นการตอบรับ
แววตาของผู้อาวุโสหกพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที เอ่ยด้วยความคาดหวังว่า
"เร็วเข้า ๆ! ลองว่ามาสิ ยังมีอัจฉริยะคนใดอีกบ้าง?"
ยามนี้จี้หลิวเฟิงไม่สนใจที่จะดื่มชาอีกต่อไป เขาสาวเท้ายาว ๆ เข้ามาด้วยท่าทางตื่นเต้นตึงเครียด จ้องมองภาพเงาจำลองเขม็ง พยายามมองหารายชื่อของศิษย์ใหม่เหล่านั้นอย่างละเอียด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เพิ่งจะตระหนักถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้... เขาไม่รู้จักชื่อของศิษย์ใหม่พวกนี้เลยนี่นา!
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงจ้องมองปู่เฟิงอย่างร้อนรนใจ
"เลิกอมพะนำได้แล้ว! เจ้ารีบพูดมาเถอะ!"
ปู่เฟิงหัวเราะพร้อมถอนหายใจเบา ๆ ดูคล้ายกับกำลังหยอกล้ออยู่บ้าง เขาชี้ไปที่ชื่อซึ่งปรากฏอยู่บนภาพเงาพลางกล่าวว่า
"นี่คือหนึ่งในศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา... ฉือเยว่ เขาเลือกฝึกฝนสองสายควบคู่กัน เขาผ่านบทเรียนของหอฝึกฝนสายสนับสนุนไปแล้วห้าสิบสามบท และเรียนถึงบทที่ 'เจ็ดสิบเอ็ดถึงแปดสิบ' ในหอฝึกฝนสายกายา"
"ห้าสิบสาม?!"
ผู้อาวุโสหกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เขานึกไปถึงหูเหยียนหมิงเซิงที่ฝึกฝนสองสายควบคู่กันเช่นกัน ทว่าภายในเวลาสามวัน หูเหยียนหมิงเซิงกลับผ่านบทเรียนสายสนับสนุนไปได้เพียงสี่สิบแปดบทเท่านั้น!
และด้วยเหตุนี้ หูเหยียนหมิงเซิงจึงถูกผู้อาวุโสสองรับไปเป็นศิษย์สืบทอด ทั้งยังเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ศิษย์สายในอีกด้วย
ทว่าบัดนี้ศิษย์ที่ชื่อว่าฉือเยว่ผู้นี้กลับสอบผ่านบทเรียนไปได้ถึงห้าสิบสามบท นั่นมิใช่หมายความว่าพรสวรรค์ของฉือเยว่สูงล้ำกว่าหูเหยียนหมิงเซิงงั้นหรือ?!
"อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป ยังมีอีกนะ" เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองฮึกเหิมถึงเพียงนี้ ปู่เฟิงจึงหัวเราะกล่าว
เขายังชี้ไปที่อีกชื่อหนึ่ง
"เซียวเจ๋อชวนฝึกสองสายควบคู่ สอบผ่านบทเรียนหอฝึกฝนสายยุทธ์หกสิบเอ็ดบท ส่วนความคืบหน้าในการฝึกกายานั้นเท่ากับศิษย์สองคนก่อนหน้า"
ผู้อาวุโสหกและจี้หลิวเฟิงอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
สามวัน หกสิบเอ็ดบท!
"เวินอวี้ชูฝึกสองสายควบคู่ สอบผ่านบทเรียนหอฝึกฝนสายสนับสนุนหกสิบสองบท ความคืบหน้าการฝึกกายาเท่ากัน"
"อวี๋ฉางอิงฝึกทั้งสามสาย สอบผ่านบทเรียนหอฝึกฝนสายสนับสนุนสามสิบสองบท หอฝึกฝนสายยุทธ์สามสิบเอ็ดบท ความคืบหน้าการฝึกกายาเท่ากัน"
"เผยซู่ฝึกสองสายควบคู่ สอบผ่านบทเรียนหอฝึกฝนสายยุทธ์เจ็ดสิบแปดบท! ความคืบหน้าการฝึกกายาเท่ากัน"
เมื่อเอ่ยชื่อออกมาแต่ละคน สมองของผู้อาวุโสหกและจี้หลิวเฟิงก็ดังอื้ออึง แทบจะตื่นเต้นจนหมดสติไปอยู่รอมร่อ
นี่มันอัจฉริยะทั้งนั้นเลยนี่!
กี่คนแล้วเนี่ย?!
หนึ่ง... สอง... สาม... หกคนแล้ว!!!
ผู้อาวุโสหกเข่าอ่อน แทบจะตาเหลือกเป็นลมล้มพับไปเสียเดี๋ยวนั้น เขารีบใช้มือยันโต๊ะเอาไว้
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
ส่วนจี้หลิวเฟิงกลับระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ท่าทางราวกับคนเสียสติไปแล้ว!
"สำนักเฉียนคุนของพวกเรามีอัจฉริยะเพิ่มมาอีกหกคน! ตำหนักเฉิงอวิ๋นมีแค่คนเดียว! ฮ่าฮ่าฮ่า..."
เสียงหัวเราะของเขาดังกังวานกึกก้อง จนดังทะลุออกไปนอกโถงตำหนัก
ทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปมาสะดุ้งตกใจกันยกใหญ่!
เมื่อปู่เฟิงเห็นท่าทางของพวกเขาก็ทั้งฉิวทั้งขัน ส่ายหน้าไปมา
"ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึง"
"อะไรนะ?! ยังมีอีกคนงั้นเรอะ!"
ผู้อาวุโสหกเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาอยากจะก้าวเดินเข้าไปหา ทว่าจู่ ๆ สองขากลับอ่อนระทวย ราวกับเรี่ยวแรงถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ร่างกายเอนล้มไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้จนไปฟุบอยู่ตรงหน้าแข้งของปู่เฟิง
เมื่อปู่เฟิงเห็นภาพตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เขาก้มตัวลงไปพยุงผู้อาวุโสหกให้ลุกขึ้นพลางเอ่ยหยอกเย้าว่า
"ผู้อาวุโสหก ท่านไม่จำเป็นต้องทำความเคารพด้วยการกราบกรานถึงเพียงนี้หรอก ข้ารับไม่ไหวหรอกนะ!"
ผู้อาวุโสหกถลึงตาใส่เขา
"รีบพูดมาเร็วเข้า!"
จี้หลิวเฟิงทนไม่ไหวเร่งเร้าขึ้นมาเช่นกัน เขาลอบบ่นในใจปู่เฟิงผู้นี้ช่างมีนิสัยชักช้ายืดยาดเสียนี่กระไร ชวนให้คนอึดอัดใจนัก! หากเป็นเขามาพูดล่ะก็ ป่านนี้คงพูดจบไปตั้งนานแล้ว
ปู่เฟิงยกมือป้องปากไอเบา ๆ แล้วกลับมาทำท่าทางจริงจัง
"ข้ากำลังจะแนะนำให้พวกท่านฟังอยู่นี่อย่างไรเล่า เสิ่นเยียนฝึกทั้งสามสาย สอบผ่านบทเรียนหอฝึกฝนสายยุทธ์ห้าสิบหกบท สอบผ่านบทเรียนหอฝึกฝนสายสนับสนุนห้าสิบหกบท ความคืบหน้าในการฝึกกายาเท่ากับหลายคนก่อนหน้านี้"
ผู้อาวุโสหกและจี้หลิวเฟิงต่างก็เบิกตากว้างราวกับได้ยินเรื่องที่เหลือเชื่อที่สุด ผู้อาวุโสหกยิ่งแล้วใหญ่ เขามึนงงไปชั่วขณะ ยืนโงนเงนจวนเจียนจะหมดสติเพราะความตื่นเต้น
โชคดีที่ตงจู๋เสวี่ยเข้ามาได้ทันเวลา นางยกมือขึ้นถ่ายทอดพลังวิญญาณให้เขาเพื่อปรับสมดุลลมหายใจ
เขาจึงไม่ถึงกับเป็นลมล้มพับไป
ผู้อาวุโสหกตื่นเต้นจนหน้าดำหน้าแดง เขายื่นมือไปคว้ามือของปู่เฟิงเอาไว้แน่น น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถามว่า "ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า?!"
"นางยังเป็นคนอยู่หรือไม่?!"
จี้หลิวเฟิงเอ่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
จะเป็นไปได้อย่างไรที่มีคนเลือกฝึกทั้งสามสาย แล้วยังสามารถสอบผ่านบทเรียนได้มากมายขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น?
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่!
จู่ ๆ ผู้อาวุโสหกก็คล้ายกับคนบ้า เขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะลั่น
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..."
สำนักเฉียนคุนของพวกเขาเริ่มเข้าสู่ยุครุ่งเรืองแล้วใช่หรือไม่?!
อัจฉริยะถึงเจ็ดคน!
ส่วนจี้หลิวเฟิงเป็นเพราะอารมณ์ขึ้นลงรุนแรงเกินไป เขาสาวเท้ายาว ๆ เข้าไปที่โต๊ะ คว้าถ้วยชาขึ้นมากระดกรวดเดียวหมดก่อนจะหอบหายใจเฮือกใหญ่ ทำให้อารมณ์ตื่นเต้นลดทอนลงไปได้บ้าง
จี้หลิวเฟิงมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
"อัจฉริยะเช่นนี้จำต้องรายงานให้ประมุขสำนักทราบ!"
ประมุขสำนักไม่ได้เป็นผู้ดูแลกิจการของหอฝึกฝน
มีเพียงเขา ผู้อาวุโสสามตงจู๋เสวี่ย และผู้อาวุโสสี่ปู่เฟิง สามคนนี้เท่านั้นที่ร่วมกันดูแลหอฝึกฝนสายใน หากพวกเขาค้นพบต้นกล้าชั้นดีก็จะรายงานให้ประมุขสำนักทราบ และหากพบเจออัจฉริยะที่โดดเด่นเหนือใครก็จำเป็นต้องเรียกประชุมสายในเพื่อปรึกษาหารือกัน
สำหรับผู้อาวุโสหกนั้น โดยปกติเขามักจะรับหน้าที่พาศิษย์ออกไปหาประสบการณ์
ส่วนสาเหตุที่เขามักจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะเขาสนิทสนมกับพวกตงจู๋เสวี่ยทั้งสามคน
ในที่สุดผู้อาวุโสหกก็สงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว เขากล่าวอย่างหนักแน่นว่า
"ข้าจะรับพวกเขาเป็นศิษย์สืบทอด!"
ตงจู๋เสวี่ยระบายยิ้มบาง ๆ พลางปรายตามองเขา
"ผู้อาวุโสหก ข้าเองก็ถูกใจพวกเขาเช่นกัน"
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศแห่งการแย่งชิงก็บังเกิดขึ้น
จี้หลิวเฟิงเอ่ยแทรกขึ้นมา
"ข้าคิดว่าข้าก็รับพวกเขาเป็นศิษย์สืบทอดได้นะ"
ในขณะที่ตงจู๋เสวี่ยกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางหมุนตัวเดินไปสองสามก้าวแล้วส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปในหินผลึกสื่อสาร
ไม่ใช่เสียงของเสิ่นเยียน
แต่เป็นเสียงของคนอีกคนหนึ่ง
"ผู้อาวุโสตง เสิ่นเยียนถูกพาตัวไปแล้ว เพราะว่า..."
เมื่อตงจู๋เสวี่ยฟังจบ สีหน้าของนางก็มืดครึ้มลงฉับพลัน ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายความเย็นชาอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
นางตอบกลับไปหนึ่งประโยคก่อนจะหันกลับมามองพวกเขาทั้งสามคน
ปู่เฟิงขมวดคิ้ว
"เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
จี้หลิวเฟิงและผู้อาวุโสหกต่างก็รับรู้ได้ว่าตงจู๋เสวี่ยกำลังโกรธจัด จึงสบตากันแล้วเอ่ยถาม
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น?"
"เหอะ"
ตงจู๋เสวี่ยแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น แววตาคมกริบดุจใบมีด
"คนสารเลวคนหนึ่งริอ่านจะให้เสิ่นเยียนไปเป็นอนุภรรยา พวกเจ้าคิดว่าข้าสมควรโกรธหรือไม่เล่า?"
เมื่อทั้งสามคนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"เป็นผู้ใด?!"
กลิ่นอายของปู่เฟิงเปลี่ยนไป แววตาเย็นเยียบดุดัน
"ไอ้สารเลวหน้าไหนมันกล้าให้ลูกศิษย์ของข้าไปเป็นอนุภรรยา!"
ผู้อาวุโสหกเดินพล่านไปมาด้วยความโกรธเกรี้ยว กัดฟันกรอดพลางสบถด่า
ให้อัจฉริยะผู้โดดเด่นเหนือใครไปเป็นอนุภรรยาเนี่ยนะ? อีกฝ่ายเสียสติไปแล้วหรือไร? กล้าคิดเสียจริงนะ!