เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 477 จะไม่มาสายอีก

ตอนที่ 477 จะไม่มาสายอีก

ตอนที่ 477 จะไม่มาสายอีก


"ไม่เป็นไร"

เสิ่นเยียนส่ายหน้า

สีหน้าของอวี๋ฉางอิงเคร่งเครียดลงเล็กน้อย นางกล่าวว่า

"ไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ? ใบหน้าของเจ้าซีดเผือดมากนะเยียนเยียน หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น เจ้าอย่าได้ปิดบังพวกเราเลย"

แน่นอนว่าพวกนางย่อมต้องเป็นห่วง

เสิ่นเยียนเงียบไปครู่หนึ่ง

"ข้าไม่ได้บาดเจ็บ"

เจียงเสียนเยวี่ยมีสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า

"ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้บาดเจ็บ แต่การที่เจ้าไม่ได้บาดเจ็บทว่าร่างกายกลับอ่อนแอถึงเพียงนี้ต่างหาก... ที่ทำให้พวกเราวางใจไม่ลง"

เสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น จึงเงยหน้าขึ้นสบสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของพวกนางทั้งสอง

นางเล่าเรื่อง 'การเบิกพลังวิญญาณล่วงหน้า' ให้พวกนางฟัง อธิบายสถานการณ์ในตอนนั้นรวมถึงผลกระทบที่ตนต้องจ่ายอย่างรัดกุม อวี๋ฉางอิงและเจียงเสียนเยวี่ยรับฟังอย่างเงียบ ๆ บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความตกตะลึงและกังวลใจ

เมื่อเสิ่นเยียนเอ่ยจบประโยคสุดท้าย สีหน้าของอวี๋ฉางอิงและเจียงเสียนเยวี่ยก็กลายเป็นเคร่งเครียดอย่างยิ่ง ภายในใจรู้สึกซับซ้อนเกินบรรยาย

พวกนางตระหนักดีว่า การเบิกพลังวิญญาณมาใช้ล่วงหน้าเช่นนี้ แม้จะช่วยกู้สถานการณ์ได้ในยามคับขัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและผลลัพธ์อันใหญ่หลวง

อวี๋ฉางอิงกุมมือเสิ่นเยียนแน่น น้ำเสียงจริงจังยิ่งนัก

"เยียนเยียน ภายภาคหน้าหากไม่ถึงคราวเป็นตาย เจ้าห้ามใช้วิธีนี้เด็ดขาด บางทีในตอนแรกมันอาจไม่ส่งผลกระทบใดต่อร่างกายเจ้า แต่เมื่อนานไป ผลสะท้อนกลับจะยิ่งทวีความรุนแรง ถึงเวลานั้นหากมันทำลายรากฐานพลังฝึกตนของเจ้า มันก็จะได้ไม่คุ้มเสีย"

เสิ่นเยียนพยักหน้า

"ข้าเข้าใจ"

เจียงเสียนเยวี่ยหยิบโอสถออกมาหนึ่งเม็ด

"กินโอสถนี่ก่อนเถอะ ดูสิว่าจะช่วยให้เจ้าดีขึ้นหรือไม่"

"เกรงว่าจะไม่ได้"

นี่คือการสูญเสียพลังวิญญาณแบบผิดธรรมชาติ เพียงพึ่งพาโอสถย่อมมิอาจชดเชยกลับคืนมาได้

เจียงเสียนเยวี่ยถลึงตาใส่นางอย่างเอาเรื่อง ท่าทีแข็งกร้าว

"กินเข้าไป!"

อวี๋ฉางอิงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา

"น้องเยียนเยียน เจ้าก็ยอมตามใจน้องเยวี่ยเยวี่ยหน่อยเถอะ"

คราวนี้เสิ่นเยียนมิได้ปฏิเสธ นางรับโอสถมากลืนลงไป

อวี๋ฉางอิงนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงเงยหน้ามองนางแล้วกล่าว

"ด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้ พักผ่อนอยู่ในห้องเถอะ พวกเราจะไปลาหยุดกับเหล่าผู้อาวุโสให้เจ้าเอง"

เสิ่นเยียนส่ายหน้า เอ่ยเสียงเบา

"นี่เป็นวันแรกที่พวกเราจะเข้าเรียนในสำนักเฉียนคุนอย่างเป็นทางการ จะลาหยุดตั้งแต่วันแรกไม่ได้ แม้ตอนนี้ในร่างข้าจะไม่มีพลังวิญญาณ แต่จิตใจข้ายังไหวอยู่"

"ไปกันเถอะ"

นางกล่าวซ้ำอีกประโยค น้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น

นางก้าวเดินออกไป จากนั้นก็ปิดประตู แล้วหันกลับมามองพวกนางทั้งสอง

เจียงเสียนเยวี่ยและอวี๋ฉางอิงยังคงมองนางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใย คิ้วขมวดเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของนาง

เสิ่นเยียนเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำ นางเดินเข้าไปหาพร้อมยื่นมือออกไปดึงพวกนางทั้งสองเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า

"ไปกันเถอะ พวกเราจะมาสายตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนไม่ได้นะ"

เจียงเสียนเยวี่ยและอวี๋ฉางอิงทำได้เพียงยอมปล่อยเลยตามเลย

เมื่อพวกนางผลักประตูเรือนออกไป ภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็ทำเอาพวกนางถึงกับชะงัก

ที่ลานเรือนฝั่งตรงข้าม ผู้ที่เพิ่งเดินออกมาคือกลุ่มของเวินอวี้ชูทั้งสี่คน พวกเขาเปลี่ยนมาสวมชุดสำนักแล้ว เผยให้เห็นท่วงท่าอันสง่างามที่แปลกตาออกไป

ชุดของสำนักเฉียนคุนใช้สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะเป็นสีพื้น ปลายแขนเสื้อและสายคาดเอวใช้สีฟ้าอ่อนที่ดูสดชื่นสบายตา ออกแบบให้เข้ารูปเผยสัดส่วนได้อย่างแยบยล ภาพรวมดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความสง่างาม การจับคู่สีอันเป็นเอกลักษณ์นี้ไม่เพียงแต่จะเน้นย้ำถึงจุดเด่นของสำนัก แต่ยังดึงเอาบุคลิกของแต่ละคนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เงาร่างของเวินอวี้ชู เผยซู่ เซียวเจ๋อชวน และฉือเยว่ ทั้งสี่คนที่สวมชุดสำนัก ดูราวกับตัวละครที่เดินออกมาจากภาพวาด

ส่วนทางด้านเสิ่นเยียนทั้งสามคน ในสายตาของพวกเวินอวี้ชูแล้ว พวกนางก็สวมใส่ชุดสำนักได้งดงามมีสง่าราศีในแบบที่แตกต่างกันไป

"บังเอิญจริง"

อวี๋ฉางอิงเลิกคิ้วขึ้น

ประโยคแรกที่เซียวเจ๋อชวนเอ่ยปากก็คือ

"ครั้งนี้คงไม่มาสายกันแล้วใช่หรือไม่?"

คำพูดนี้ทำเอากลุ่มของเสิ่นเยียนถึงกับหน้าดำทะมึน

เพราะคราวก่อน มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่มาสาย

เจียงเสียนเยวี่ยปรายตามองเขาพร้อมถอนหายใจเบา ๆ

"เจ้าช่างพูดจาไม่เป็นเอาเสียเลย"

เซียวเจ๋อชวน "..."

เสิ่นเยียนหลุดขำ

"ไปกันเถอะ พวกเราไปหอฝึกฝนกัน"

เวินอวี้ชูสังเกตเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของเสิ่นเยียนจึงขมวดคิ้วเอ่ยถาม

"หัวหน้า ใบหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?"

ความจริงแล้ว เซียวเจ๋อชวนและเผยซู่เองก็สังเกตเห็นเช่นกัน เพียงแต่พวกเขายังไม่ทันได้ถาม

ส่วนฉือเยว่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จึงค่อยลืมตาขึ้น สายตาทอดมองไปยังใบหน้าที่ค่อนข้างซีดเซียวของเสิ่นเยียน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

เสิ่นเยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้านางดูแย่ชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ?

นางไม่คิดจะปิดบังพวกเขา ระหว่างทางที่เดินไปยังหอฝึกฝน นางจึงเล่าเรื่อง 'การเบิกพลังวิญญาณล่วงหน้า' ให้ฟัง

เมื่อพวกเวินอวี้ชูได้ยิน ตอนแรกก็ตกตะลึง จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใย

ถ้อยคำที่พวกเขาเอ่ยด้วยความห่วงใยนั้นไม่ต่างจากพวกเจียงเสียนเยวี่ยมากนัก เสิ่นเยียนบอกว่าตนเข้าใจแล้ว พวกเขาจึงเลิกวนเวียนอยู่กับหัวข้อนี้

เวินอวี้ชูเอ่ยขึ้นมา

"ไม่แน่ว่าโย่วหลินอาจจะไปรอพวกเราอยู่ที่หอฝึกฝนแล้วกระมัง?"

พวกเสิ่นเยียนล้วนรู้สึกว่าเป็นไปได้

ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังหอฝึกฝน เหล่าศิษย์สายในคนอื่น ๆ ต่างก็สังเกตเห็นพวกเขา เนื่องจากหน้าตาของพวกเสิ่นเยียนไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ภายในใจของศิษย์เหล่านั้นจึงคาดเดาว่าพวกเขาคงเป็นยอดอัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างที่ผู้อาวุโสฉีพากลับมาเมื่อวานเป็นแน่

แวบแรกที่เห็น ย่อมต้องสะดุดตากับรูปลักษณ์ภายนอกและท่วงท่าของพวกเขา เพราะแต่ละคนล้วนเป็นหนุ่มหล่อสาวงามกันทั้งสิ้น

"พวกเขาจะไปหอฝึกฝนงั้นหรือ?"

"ก็น่าจะใช่"

"ข้าคิดว่าด้วยความแข็งแกร่งของฐานพลังฝึกตนของพวกเขาในตอนนี้ สามารถไปเรียนที่หอฝึกฝนของศิษย์สายนอกก่อนได้นะ อย่างไรเสีย ความยากของหอฝึกฝนศิษย์สายนอกก็ต่ำกว่า น่าจะเหมาะกับความก้าวหน้าในการฝึกฝนของพวกเขาในตอนนี้มากกว่า"

ศิษย์สายในคนหนึ่งวิเคราะห์อย่างจริงจัง โดยไร้น้ำเสียงดูถูกเหยียดหยาม

"บางทีเหล่าผู้อาวุโสอาจจะคิดว่าพวกเขาสามารถข้ามระดับความยากในการเรียนได้กระมัง"

"ได้ยินมาว่าไม่ได้มีแค่สำนักเฉียนคุนของพวกเราเท่านั้นที่รับยอดอัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างเข้ามา ยังมีสำนักสือฟาง เกาะฟ่านไห่ เขาไท่ชู ตระกูลลู่แห่งเหิงโจว ตระกูลตงฟางแห่งฮั่นตู และตระกูลเฮ่อเหลียนแห่งเขตแดนเทียนจี๋ ที่ล้วนรับยอดอัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างเข้ามาจำนวนหนึ่งเช่นกัน"

"หึ คิดจริง ๆ หรือว่าโลกเบื้องล่างจะมีอัจฉริยะมากมายขนาดนั้น? ตอนนี้ข้ายอมรับแค่เหวินเหรินจี้แห่งวิหารเฉิงอวิ๋นว่าเป็นยอดอัจฉริยะจากโลกเบื้องล่าง อ้อ... ยังมีเนี่ยสวินแห่งสำนักจี๋เต้าอีกคน"

"จะว่าไป งานเลี้ยงกราบอาจารย์ที่สำนักจี๋เต้าจัดขึ้นให้เนี่ยสวินจะมีขึ้นในอีกสองเดือนกว่าข้างหน้า สำนักเฉียนคุนของพวกเราก็ได้รับเทียบเชิญเช่นกัน ถึงเวลานั้นผู้อาวุโสท่านใดจะเป็นผู้ไปร่วมงานกันนะ? จะพาเหล่าศิษย์ไปเปิดหูเปิดตาดูงานใหญ่หรือไม่?"

"เลิกฝันเถอะ ไม่มีทางถึงคราวพวกเราหรอก ศิษย์พี่หญิงเยี่ยนซี ศิษย์พี่ชายหูเหยียน และพรรคพวกเท่านั้นแหละถึงจะมีโอกาสได้ไป"

รอจนกระทั่งพวกเสิ่นเยียนเข้าไปในหอฝึกฝน ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่ายิ่งนัก ศาลาหอพักเรียงรายชิดติดกัน ภาพสลักนูนต่ำบนอาคารดูวิจิตรบรรจงเป็นพิเศษ แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และสง่างาม ทั้งยังมีศิษย์หนุ่มสาวเดินขวักไขว่ไปมามากมาย

โดยรวมแล้ว หอฝึกฝนถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน

หอฝึกฝนสายยุทธ์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หอฝึกฝนสายสนับสนุนตั้งอยู่ทางทิศใต้ และหอฝึกฝนสายกายาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

และด้านนอกของหอฝึกฝนแต่ละสายจะมีหอจัดการตั้งอยู่หนึ่งหลัง

ก่อนที่จะเข้าไปในหอฝึกฝนแต่ละสายอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องไปที่หอจัดการเพื่อสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ผู้ดูแลที่ประจำการอยู่ด้านในจะช่วยจดบันทึกและเปิดชั้นเรียนฝึกฝนให้

เผยซู่เสนอ

"พวกเราไปลองถามดูเถอะ"

ทุกคนพยักหน้า ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหอจัดการที่อยู่ด้านนอกหอฝึกฝนสายยุทธ์ ซึ่งก่อนที่พวกเขาจะเข้ามา ก็มีศิษย์สายในหลายคนรออยู่ที่นั่นก่อนแล้ว

ศิษย์สายในหลายคนหันกลับมามอง เมื่อสัมผัสได้ถึงฐานพลังฝึกตนของพวกเขา สีหน้าก็เปลี่ยนไป

ส่วนผู้ดูแลที่รับผิดชอบหอฝึกฝนสายยุทธ์เป็นชายชราสวมชุดคลุมสีขาว ทันทีที่เขาเห็นพวกเสิ่นเยียนก็สามารถเดาตัวตนของพวกเขาได้ทันที

ชายชราชุดขาวส่งยิ้มให้

"พวกเจ้าคือศิษย์ใหม่สินะ?"

จบบทที่ ตอนที่ 477 จะไม่มาสายอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว