- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 476 แก่นปรโลกปรากฏ
ตอนที่ 476 แก่นปรโลกปรากฏ
ตอนที่ 476 แก่นปรโลกปรากฏ
คำพูดนี้ทำให้เสิ่นเยียน รวมถึงไป๋เจ๋อ จิ่วจ่วน และจี๋ ล้วนตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
ทำลายพลังกฎเกณฑ์ต่างมิติงั้นหรือ?
จี๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน
"จะมีมนุษย์คนใดทำเรื่องพรรค์นั้นได้กัน?"
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืนไร้ประสบการณ์ หุบปากของเจ้าไปซะ อย่ามาทำตัวให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ"
อูอิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา พลังกดดันที่แผ่ซ่านออกมานั้นน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก จนแม้แต่จี๋ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดกลัวในใจ จี๋ขมวดคิ้วแน่น
ทว่าอูอิ่งกลับกล่าวต่อว่า
"อย่าคิดว่าไม่มีผู้ใดทำได้ เมื่อเนิ่นนานมาแล้วเคยมีคนผู้หนึ่งทำสำเร็จ นางทำลายพลังกฎเกณฑ์ต่างมิติ และอัญเชิญสรรพอสูรต่างมิติทั้งหมดในโลกหล้าไปยังมหาทวีปอันรกร้างแห่งหนึ่ง พลังของอสูรต่างมิตินับไม่ถ้วนเกือบจะทำให้มหาทวีปรกร้างแห่งนั้นพังทลายลง"
เมื่ออูอิ่งรำลึกถึงเรื่องราวหนหลัง ภายในใจก็ยังคงรู้สึกสะท้านสะเทือนไม่หาย
นั่นเป็นเพราะมันเองก็ถูกอัญเชิญไปที่นั่นด้วยเช่นกัน
ในความทรงจำอันลางเลือน มันเห็นเพียงแผ่นหลังของเด็กสาวผู้นั้น นางสวมชุดกระโปรงยาวสีดำสนิทปักลวดลายสัญลักษณ์อันซับซ้อน ชายกระโปรงลากยาวไปตามพื้นดินรกร้าง เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามสายลม แผ่กลิ่นอายพลังอันน่าครั่นคร้ามออกมา และบนไหล่ของนางดูเหมือนจะมีก้อนกลม ๆ สีชิงเกาะอยู่ ซึ่งมันคือสิ่งมีชีวิต
เสียงเล็กนุ่มนิ่มของก้อนกลมสีชิงดังขึ้น
"เจ้านาย มหาทวีปนี้ใกล้จะแตกสลายแล้ว"
"อืม มหาทวีปอันแร้นแค้นนี้ไม่อาจทนรับพลังของเหล่าอสูรต่างมิติได้ ปล่อยพวกมันกลับไปเถอะ"
เด็กสาวในชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ด้วยเหตุนี้ พวกมันทั้งหมดจึงถูกส่งตัวกลับมา
แต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้เช่นกัน จึงได้ก่อให้เกิดคลื่นพายุลูกใหญ่ขึ้นในต่างมิติรวมถึงมหาทวีปอื่น ๆ
ทุกคนล้วนคาดเดากันว่า เด็กสาวผู้นั้นคือใครกันแน่!
นางไปเอาพลังอัญเชิญอันน่าสยดสยองเช่นนี้มาจากที่ใด?
นี่มันเป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการได้เลยจริง ๆ!
จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ตัวตนของนาง รวมถึงตัวมันที่อยู่ในกลุ่มเจ็ดอสูรบรรพกาลด้วย!
เสิ่นเยียนขมวดคิ้ว
"จะทำลายพลังกฎเกณฑ์ต่างมิติได้อย่างไร?"
อูอิ่งกระแอมเบา ๆ สองสามครั้ง
"เรื่องนั้นเจ้าคงต้องไปทำความเข้าใจด้วยตนเองแล้ว"
จิ่วจ่วนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
"ที่เจ้าพูดมานี่ไม่เท่ากับพูดเปล่าหรือไร?!"
อูอิ่งโต้กลับทันควัน
"พูดเปล่าที่ไหนกัน? ข้าเพียงชี้แนะแนวทางให้นาง เพื่อให้นางมีเป้าหมายในการเพียรพยายามต่างหาก!"
จิ่วจ่วน
"แค่นี้เนี่ยนะ?"
อูอิ่ง "..."
หนึ่งอสูรหนึ่งเจดีย์เริ่มทะเลาะกันอีกแล้ว
เสิ่นเยียนขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เลิกทะเลาะกันได้แล้ว"
สิ้นคำพูด ทั้งอสูรและเจดีย์ก็เงียบลงทันที
เสิ่นเยียนถอนหายใจเบา ๆ คิดว่าก่อนอื่นควรยกระดับฐานพลังฝึกตนของตนเองขึ้นไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
นางออกจากมิติอสูร จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิลงบนเตียง ร่ายเคล็ดวิชาอัญเชิญ เพื่อให้เหล่าอสูรและฝูงผีร้ายเข้ามาในมิติจิตสำนึก
จากนั้นนางก็เริ่มเชื่อมโยงจิตสำนึกระดับลึกกับพวกมัน
ส่วนนกฉงหมิงที่ถูกเสิ่นเยียนอัญเชิญเข้ามาในมิติจิตสำนึก ดวงตาของมันจ้องเขม็งไปที่เสิ่นเยียน สายตาที่มองมาราวกับกำลังมองดูชายโฉดที่ทรยศหักหลังอย่างไรอย่างนั้น
เวลาผ่านไปหลายชั่วยามติดต่อกัน เสิ่นเยียนจึงสิ้นสุดการเชื่อมโยงจิตสำนึกระดับลึก ในตอนที่นางกำลังจะส่งพวกมันกลับไปนั้นเอง
"เจ้าจะทำพันธสัญญากับข้าเมื่อใด?"
นกฉงหมิงเอ่ยถามอย่างเย่อหยิ่ง
เสิ่นเยียนตอบเสียงเรียบ
"ขออภัยด้วย ตอนนี้ข้ายังไม่มีความคิดนั้น"
คำพูดนี้ทำเอานกฉงหมิงถึงกับขนพองสยองเกล้า
"เจ้าดูถูกข้าหรือ? ข้าคือสัตว์เทพนกฉงหมิงเชียวนะ! พรสวรรค์สายเลือดสูงส่ง หน้าตาก็หล่อเหลา มีนกตัวเมียตั้งมากมายที่ชอบข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกข้า? ข้ามันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ? ข้าสู้ไป๋เจ๋อไม่ได้ตรงไหน? ข้าสู้ไอ้เด็กผีเหม็นนั่นไม่ได้ตรงไหน? สายตาเจ้ามีปัญหาหรือเปล่า? อย่าคิดนะว่าข้ากำลังอ้อนวอนเจ้า! ข้ากำลังสั่งเจ้าอยู่ต่างหาก! รีบมาทำพันธสัญญากับข้าเดี๋ยวนี้!"
เสิ่นเยียนปรายตามอง
"พูดจบหรือยัง?"
ท่าทางที่สงบนิ่งและเยือกเย็นของนาง ทำให้ความคับแค้นใจของนกฉงหมิงไม่มีที่ระบาย มันโกรธจนกัดฟันกรอด
"พูดจบแล้ว แล้วจะทำไม?"
"เช่นนั้นข้ากลับล่ะ"
"อ๊ากกกกกกก! นังมนุษย์น่าชัง! ข้าเกลียดเจ้า!!!"
เสิ่นเยียนหายตัวไป ส่วนมันก็ถูกพลังอัญเชิญส่งกลับไปเช่นกัน
หลังจากที่จิตสำนึกของเสิ่นเยียนถอนตัวออกมาจากมิติจิตสำนึก ท้องฟ้าเบื้องนอกก็มืดสนิทแล้ว และนางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังวิญญาณในร่างว่างเปล่า สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง
เสิ่นเยียนยกมือขึ้นพยายามรวบรวมพลังวิญญาณ ทว่ากลับพบว่ามันยากที่จะมารวมกันอยู่ในมือของนาง หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พลังวิญญาณมันแตกซ่านไปหมด
สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
สถานการณ์ในเวลานี้ เท่ากับว่านางสูญเสียพลังวิญญาณไปแล้ว กลายเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป
ขณะเดียวกัน
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในแดนฉางหมิง จู่ ๆ พื้นดินสีดำมะเมี่ยมก็ปูดนูนขึ้นมาเป็นส่วนโค้ง ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะมุดขึ้นมา
ค่อย ๆ เผยให้เห็นสีชิงลาง ๆ
ในที่สุด ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ก้อนกลมสีชิงแสนน่ารักก็มุดขึ้นมาจากพื้นดิน มันดูเหมือนก้อนกลมนุ่มนิ่มน่าบีบ แผ่กลิ่นอายอันลึกลับทว่าน่าหลงใหลออกมา
พื้นผิวของก้อนกลมปกคลุมไปด้วยขนปุกปุยอ่อนนุ่ม ดวงตาของมันทั้งกลมโตและเปล่งประกาย ขนตาสีชิงยาวงอนยิ่งเพิ่มความมีชีวิตชีวาและซุกซนให้แก่มัน
เมื่อมองต่ำลงมา ก้อนกลมก็มีปากเล็ก ๆ จิ้มลิ้มอยู่อีกด้วย
แววตาของก้อนกลมสีชิงฉายแววมึนงง มันพึมพำกับตัวเองว่า
"ข้าคือใครกันนะ?"
"ข้าจะต้องทำอะไร?"
"ที่นี่คือที่ไหน?"
น้ำเสียงของมันเล็กนุ่มนิ่ม ฟังดูน่ารักและน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง
"ข้าเหมือนจะลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไป..."
"ไม่สิ เหมือนจะเป็นคนผู้หนึ่งมากกว่า"
"ฮือ ๆ ข้าคือใคร มีใครช่วยข้าได้บ้างไหม?"
ก้อนกลมสีชิงมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดกลัว
เสียงพึมพำของมันดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของหมูป่าตัวหนึ่งที่อยู่แถวนั้น หมูป่าตัวนั้นจึงพุ่งตรงมาทางมันทันที
ก้อนกลมสีชิงตกใจกลัวจนรีบวิ่งหนี
มันไม่มีเท้าสองข้าง จึงต้องอาศัยการกระโดดเด้งดึ๋งไปมาเพื่อเคลื่อนที่
"อย่าตามข้ามานะ!"
ก้อนกลมสีชิงกรีดร้องด้วยความหวาดผวา
ครู่ต่อมา ด้วยความไม่ระวัง ก้อนกลมสีชิงก็หัวคะมำพุ่งชนเข้ากับก้อนหินใหญ่ ทำเอาก้อนกลมทั้งก้อนมึนงงไปหมด
ส่วนหมูป่าก็ไล่ตามมาถึงตรงนี้พอดี
มันอ้าปากกว้างหมายจะงับก้อนกลมสีชิงไว้ในปาก ทว่าในจังหวะที่มันกัดลงบนตัวก้อนกลมสีชิงนั้นเอง เสียง กร๊อบ ก็ดังขึ้น ฟันของมันแตกละเอียด
ทันใดนั้น ก่อนที่หมูป่าจะได้ร้องโหยหวน มันก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปในพริบตา
ส่วนก้อนกลมสีชิงก็สลบเหมือดไปแล้ว
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในยมโลก ชายชราผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ในเสี้ยววินาทีที่เห็นดาวปรโลกลอยเด่นขึ้นมา รูม่านตาของเขาก็หดเกร็งลงฉับพลัน ใบหน้าเหี่ยวย่นสั่นเทาเล็กน้อย อารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น
"กลับมาแล้ว!"
"นางกลับมาแล้ว!"
"แก่นปรโลกตื่นขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นนางก็ควรจะ... กลับมาแล้ว!"
ชายชราเอ่ยออกมาทีละประโยค น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
ชายชราราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่ เขาเร่งรวบรวมพลังอย่างรวดเร็วเพื่อบดบังดาวปรโลกที่ลอยขึ้นมา ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้
ก่อนที่นางจะกลับมาอย่างสมบูรณ์ จะให้ผู้อื่นล่วงรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด
มิเช่นนั้น...
ผลลัพธ์ที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
รุ่งอรุณของวันถัดมา
หลังจากที่เสิ่นเยียนลุกจากเตียงและสวมชุดสำนักเสร็จ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เนื่องจากพบว่าร่างกายของตนเองอ่อนแอเป็นอย่างมาก
ในตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เสิ่นเยียนเปิดประตูห้อง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคืออวี๋ฉางอิงและเจียงเสียนเยวี่ย
ก่อนที่นางจะได้เอ่ยปากพูดอะไร สีหน้าของเจียงเสียนเยวี่ยก็เปลี่ยนไป นางมองเสิ่นเยียนด้วยความตื่นตระหนก
"เยียนเยียน เจ้าเป็นอะไรไป? ทำไมสีหน้าถึงได้ดูแย่ขนาดนี้?"
พูดจบเจียงเสียนเยวี่ยก็ยื่นมือออกไปจับชีพจรให้เสิ่นเยียน หลังจากตรวจดูเสร็จ ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"เยียนเยียน เมื่อคืนเจ้าไปที่ใดมา? เหตุใดพลังวิญญาณของเจ้าถึงได้อยู่ในสภาวะแทบจะเหือดแห้งเช่นนี้?"