- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 478 หกกระบวนท่าเฉียนคุน
ตอนที่ 478 หกกระบวนท่าเฉียนคุน
ตอนที่ 478 หกกระบวนท่าเฉียนคุน
"ใช่แล้ว"
เสิ่นเยียนกล่าว
ชายชราชุดขาวอธิบายด้วยรอยยิ้ม
"เนื่องจากพวกเจ้ายังเป็นศิษย์ใหม่ ทำให้ความคืบหน้าในการฝึกฝนตามหลังศิษย์สายในคนอื่น ๆ อยู่มาก ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่มีผู้อาวุโสหรืออาจารย์มาสอนพวกเจ้าโดยตรง แต่พวกเจ้าสามารถฝึกฝนผ่านภาพบันทึกเงาที่อาจารย์หรือผู้อาวุโสเคยทิ้งไว้จากการสอนได้ รอจนกว่าความคืบหน้าของพวกเจ้าจะตามศิษย์สายในคนอื่น ๆ ทัน จึงจะสามารถร่วมฝึกฝนไปพร้อมกับพวกเขาได้"
เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เรียนถามผู้ดูแล ตอนนี้ศิษย์สายในคนอื่น ๆ ฝึกฝนกันไปถึงบทเรียนที่เท่าใดแล้วหรือ?"
"หนึ่งร้อยสามสิบสอง"
ผู้ดูแลชุดขาวตอบกลับ
ในตอนนั้นเอง ศิษย์หนุ่มผู้มีหางตาชี้ขึ้นคนหนึ่งมองมาที่พวกเขา พลางหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน
"พวกเจ้าเลิกเพ้อฝันว่าจะตามความคืบหน้าของพวกเราทันเถอะ ทางที่ดีก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนตามภาพบันทึกเงาที่อาจารย์และผู้อาวุโสทิ้งไว้ไปตามขั้นตอนซะ หรือพวกเจ้าคิดจริง ๆ ว่าฟังบรรยายจบหนึ่งครั้งแล้วจะสามารถเริ่มบทเรียนต่อไปได้เลย?"
"นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว! เพราะเนื้อหาที่อาจารย์และผู้อาวุโสสอนในแต่ละบทเรียน พวกเจ้าต้องเรียนรู้ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน จึงจะสามารถเปิดการฝึกฝนในบทเรียนถัดไปได้"
ผู้ดูแลชุดขาวหัวเราะ
"เขาพูดถูกแล้ว"
ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่แม้จะเข้ามาเป็นศิษย์สายในหลายปีแล้ว ก็ยังไม่อาจฝึกฝนจนครบสามร้อยบทเรียน
ศิษย์สายในที่สามารถเรียนจบสามร้อยบทเรียนมีเพียงหกในสิบส่วนของจำนวนศิษย์สายในทั้งหมด และผู้ที่สามารถเรียนจบสามร้อยบทเรียนได้ภายในครึ่งปีก็มีเพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
คิดดูก็รู้ได้ว่าบทเรียนของหอฝึกฝนนั้นยากเย็นเพียงใด
เมื่อพวกเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น ต่างก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสนใจขึ้นมา
นี่แสดงให้เห็นว่าบทเรียนในหอฝึกฝนนั้นยากมาก และยิ่งยาก ก็ยิ่งท้าทาย
และยังบ่งบอกถึงอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือระดับของเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ย่อมต้องสูงส่งมากเช่นกัน
เวินอวี้ชูมองไปยังศิษย์ตาชี้ผู้นั้น พลางยิ้มบางอย่างมีมารยาท
"ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยไขข้อข้องใจ"
"ศิษย์พี่ ท่านเป็นคนดีจริง ๆ"
อวี๋ฉางอิงยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยเสริม
ส่วนศิษย์ตาชี้ผู้นั้นกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความสับสนซับซ้อน ชัดเจนว่าเขากำลังเยาะเย้ยพวกนาง แต่พวกนางกลับมาขอบคุณเขาเสียอย่างนั้น
เรื่องนี้ทำเอาศิษย์ตาชี้ถึงกับรู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้าง
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก!"
เขากระแอมเบา ๆ
และทันทีที่เขากล่าวจบ ศิษย์สายในหลายคนที่อยู่ข้างกายเขาต่างก็หัวเราะฮ่า ๆ ออกมา
"ศิษย์พี่จ้าวหม่าน ท่านเป็นอะไรไปเนี่ย?!"
"ขำอะไรนักหนา! มีอะไรน่าขำกัน?!"
จ้าวหม่านสีหน้ากระอักกระอ่วน ยื่นมือผลักพวกเขาทั้งหมดออกไปจากหอจัดการทันที ท่าทางราวกับกำลังวิ่งหนีเตลิด
ชั่วขณะนั้น ภายในหอจัดการจึงเหลือเพียงผู้ดูแลชุดขาวกับพวกเสิ่นเยียนทั้งเจ็ดคน
ผู้ดูแลชุดขาวมองพิจารณาพวกเขาอยู่หลายแวบ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ในฐานะศิษย์สำนักเฉียนคุน พวกเจ้าทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์สามอย่าง! ทักษะยุทธ์อย่างแรกมีชื่อว่า หกกระบวนท่าเฉียนคุน ทักษะยุทธ์อย่างที่สองมีชื่อว่า ฝ่ามือเฉียนคุน และทักษะยุทธ์อย่างที่สามก็คือ ค่ายกลป้องกันเฉียนคุน!"
"ทักษะยุทธ์ทั้งสามอย่างนี้ ตรงกับบทเรียนที่หนึ่ง บทเรียนที่สอง และบทเรียนที่สามของหอฝึกฝนสายยุทธ์ตามลำดับ"
"เอาล่ะ สิ่งที่สมควรพูด ข้าก็ได้พูดไปหมดแล้ว ต่อจากนี้พวกเจ้าเข้าไปในหอฝึกฝนสายยุทธ์ หากเห็นห้องที่สลักหมายเลข 'หนึ่ง' ก็สามารถผลักประตูเข้าไปเริ่มฝึกฝนได้เลย"
ผู้ดูแลชุดขาวยิ้มบาง
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ พวกเสิ่นเยียนก็พยักหน้ารับ
"ขอบคุณผู้ดูแล"
"วันหน้าเรียกข้าว่า ผู้เฒ่ามู่ ก็พอ"
"ตกลง"
พวกเสิ่นเยียนทั้งเจ็ดคนเดินออกจากหอจัดการ พลางหันมาสบตากัน
เวินอวี้ชูยิ้มกล่าว
"ข้ากับฉือเยว่ลงชื่อเข้าเรียนแค่หอฝึกฝนสายสนับสนุนกับหอฝึกฝนสายกายา ดูเหมือนว่าคงต้องแยกกับพวกเจ้าก่อนแล้ว"
เสิ่นเยียนพยักหน้ารับ
"ตกลง"
จากนั้นเวินอวี้ชูก็พาฉือเยว่เดินมุ่งหน้าไปยังหอฝึกฝนสายสนับสนุน ทว่าเพื่อป้องกันความผิดพลาด พวกเขาก็แวะไปที่หอจัดการสายสนับสนุนเพื่อสอบถามกฎระเบียบด้วยเช่นกัน
ส่วนเสิ่นเยียน เจียงเสียนเยวี่ย อวี๋ฉางอิง เซียวเจ๋อชวน และเผยซู่ ทั้งห้าคนก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในหอฝึกฝนสายยุทธ์
ภายในโถงมีห้องขนาดเล็กที่สลักตัวเลขเอาไว้มากมาย
เจียงเสียนเยวี่ยขมวดคิ้ว
"ห้องเล็กแค่นี้ จะไม่มีการฝึกซ้อมต่อสู้จริงงั้นหรือ?"
เผยซู่กล่าว
"ไม่แน่ว่าภายในอาจมีความลี้ลับซ่อนอยู่"
สายตาของเสิ่นเยียนทอดมองไปยังห้องเล็กที่สลักหมายเลข 'หนึ่ง' แล้วเอ่ยช้า ๆ "เช่นนั้นพวกเราลองเข้าไปดูกันก่อนเถอะ"
พวกเขาก้าวเดินไปยังห้องเล็กที่สลักหมายเลข 'หนึ่ง' ห้องนั้น
"พวกเขาคือใครกัน?" ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่งหรี่ตาลง จ้องมองแผ่นหลังของพวกเสิ่นเยียน
อีกคนหนึ่งแค่นเสียงหัวเราะ อธิบายว่า
"เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกจ้าวหม่านบอกว่า คนกลุ่มนี้ก็คือยอดอัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างที่ผู้อาวุโสฉีพากลับมา ข้าดู ๆ ไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น"
ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาผู้นี้มีนามว่า 'หลินจิ่วชาง' แววตาของเขาหม่นทะมึน น้ำเสียงราบเรียบ
"อย่าพูดเช่นนั้น ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเก่งกาจเหมือนกับเหวินเหรินจี้แห่งวิหารเฉิงอวิ๋นผู้นั้นก็ได้"
เมื่อพูดถึงชื่อเหวินเหรินจี้ ก็ทำเอาคนที่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่ถึงกับพูดไม่ออก
เหวินเหรินจี้ผู้นี้เก่งกาจจริง ๆ ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งปีสั้น ๆ ก็สามารถทะลวงระดับจากขอบเขตชุบหยวนขั้นหนึ่งไปสู่ขอบเขตเจินหลิงได้ แม้แต่บุตรชายของประมุขสำนักเฉียนคุนก็ยังเทียบไม่ติด
หากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของเหวินเหรินจี้ ขุมกำลังใหญ่ต่าง ๆ มีหรือจะร่วมมือกันเพื่อลงไปรับสมัครศิษย์จากมหาทวีปโลกเบื้องล่างพร้อมกันเช่นนี้?
คนผู้นั้นกล่าวอีกว่า
"ได้ยินมาว่าในหมู่พวกเขามีคนจากเผ่ากลืนทองอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่งถูกผู้อาวุโสฉีรับเป็นศิษย์สืบทอดไปแล้ว"
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?" หลินจิ่วชางสีหน้าเคร่งเครียดลงเล็กน้อย
คนผู้นั้นพยักหน้า
"ใช่แล้วล่ะ สองวันนี้เจ้ามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน ไม่ได้ยินข่าวคราวก็เป็นเรื่องปกติ"
สีหน้าของหลินจิ่วชางเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาหลุบตาลง แววตาฉายความริษยาเคียดแค้น ผู้อื่นอาจไม่รู้ ทว่าก่อนที่เขาจะเข้ามาในสำนักเฉียนคุน เขาเคยพบกับผู้อาวุโสฉีและได้ขอร้องให้อีกฝ่ายรับเขาเป็นศิษย์ ทว่าอีกฝ่ายกลับตอบว่า "เจ้าไม่ถูกชะตากับข้า"
เพียงประโยคสั้น ๆ นี้ ทำให้เขาฝังใจจำมาจนถึงปัจจุบัน
เขาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า จะเอาอะไรก็ต้องแย่งชิง ต้องไขว่คว้า ทว่าเขาแย่งชิงแล้ว ขอร้องแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับผลลัพธ์ที่ตนต้องการ
เขาหลินจิ่วชาง เป็นถึงนายน้อยแห่งป้อมตระกูลหลินในเขตแดนไท่ซุ่ย มีทั้งพรสวรรค์และความแข็งแกร่ง เหตุใดจึงต้องมาพ่ายแพ้ให้กับคำว่า 'ถูกชะตา' ด้วย?
ภายในใจของเขาไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง
ตั้งแต่เขาเข้ามาในสำนักเฉียนคุนก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว เขาใช้เวลาครึ่งปีเศษเลื่อนขั้นจากศิษย์สายนอกขึ้นมาเป็นศิษย์สายใน และบัดนี้เขาก็เรียนจบไปแล้วถึงสองร้อยยี่สิบหกบทเรียน
ที่เขาเพียรพยายามมากมายปานนี้ ก็เพื่อพิสูจน์ให้ผู้อาวุโสฉีเห็นว่าเขาเก่งกาจเพียงใด! การที่ไม่รับเขาเป็นศิษย์ ถือเป็นความสูญเสียของผู้อาวุโสฉี!
แต่ตอนนี้...
เขายังไม่ได้ไปยืนพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าผู้อาวุโสฉีเลย ก็ต้องมาได้ยินว่าผู้อาวุโสฉีรับศิษย์สืบทอดไปเสียแล้ว!
หลินจิ่วชางแค่นยิ้ม "ข้าล่ะอยากจะเห็นจริง ๆ ว่าศิษย์สืบทอดของผู้อาวุโสฉีจะเป็นคนเช่นไร..."
สายตาของเขาทอดมองไปยังพวกเสิ่นเยียนที่กำลังจะก้าวเข้าไปในห้องหมายเลข 'หนึ่ง' มุมปากยกโค้งลึกขึ้นอีกระดับ
คนผู้นั้นไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของหลินจิ่วชาง จึงหัวเราะกล่าวว่า
"วันหน้าย่อมต้องมีโอกาสได้เจอศิษย์สืบทอดของผู้อาวุโสฉีอยู่แล้ว"
แววตาของหลินจิ่วชางเข้มลึกลง
"นั่นสิ"
"ไม่คุยแล้ว ข้าต้องไปเข้าเรียนก่อน"
"ตกลง ข้าก็จะไปเหมือนกัน"
ในขณะเดียวกัน พวกเสิ่นเยียนทั้งห้าคนก็ผลักประตูห้องเข้าไปด้านใน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับอยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขา เพราะภายในห้องนั้นกว้างขวางเป็นอย่างมาก ราวกับเป็นลานประลองยุทธ์ขนาดย่อม ๆ ก็มิปาน