- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 473 บำเพ็ญทั้งสามสาย
ตอนที่ 473 บำเพ็ญทั้งสามสาย
ตอนที่ 473 บำเพ็ญทั้งสามสาย
"ไม่ใช่อย่างนั้น"
เสิ่นเยียนช้อนตาขึ้น นางยกมือขึ้นถอดหน้ากากออก
ส่วนกลุ่มของเจียงเสียนเยวี่ยก็ถอดหน้ากากตามนาง มีเพียงเวินอวี้ชูที่ไม่ขยับเขยื้อน
ผู้อาวุโสฉีเพิ่งเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาเป็นครั้งแรก จึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและทอดถอนใจออกมา "ช่างหน้าตาดีกันเสียจริง"
จากนั้นเขาก็มองไปยังคนเพียงผู้เดียวที่ไม่ได้ถอดหน้ากากออก เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"เวินอวี้ชู เหตุใดเจ้าจึงไม่ถอดหน้ากากเล่า?"
เวินอวี้ชูหลุบตาลง น้ำเสียงแฝงความอ้างว้าง
"เรียนผู้อาวุโสฉี อวี้ชูถูกไฟไหม้เสียโฉมมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นในยามนี้จึงทำได้เพียงสวมหน้ากาก ถึงจะกล้าพบปะผู้คนขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสฉีก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาทอดถอนใจยาวออกมาก่อนจะยื่นมือไปตบไหล่ปลอบโยนเด็กหนุ่ม
หลังจากตงจู๋เสวี่ยเห็นใบหน้าของเสิ่นเยียน สีหน้าของนางก็ชะงักงัน ภายในหัวปรากฏเงาร่างอันหล่อเหลาไร้ผู้ใดเปรียบของคนผู้หนึ่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
นางจ้องมองเสิ่นเยียนพลางเอ่ยถามว่า
"เจ้ามีนามว่าอันใด?"
"เสิ่นเยียนเจ้าค่ะ"
เสิ่น...
แซ่เสิ่น!
ตงจู๋เสวี่ยรู้สึกอึดอัดในอก สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้
ทว่าเสิ่นเยียนย่อมไม่พลาดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนาง แววตาของเด็กสาวหม่นลงเล็กน้อย หรือว่าผู้อาวุโสตงท่านนี้จะเคยพบท่านพ่อของนางมาก่อน?
ปู่เฟิงสังเกตเห็นความผิดปกติของตงจู๋เสวี่ย สายตาของเขาก็ตกลงบนใบหน้าที่งดงามเย็นชาของเสิ่นเยียนเช่นกัน และมองเห็นเค้าโครงของสหายเก่าอย่างเลือนราง
ปู่เฟิงลอบส่งเสียงทางจิตบอกตงจู๋เสวี่ยโดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ เป็นถ้อยคำตักเตือนสั้นๆ ว่า
"อย่าถาม อย่าสืบสาว"
ตงจู๋เสวี่ยก้มหน้าลงเก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้
ไม่นานนักนางก็กลับมามีท่าทีเย่อหยิ่งสูงส่งดั่งยอดฝีมือที่มิอาจเอื้อมถึง จากนั้นก็ไล่เลียงถามชื่อของเหล่าสหายกลุ่มอสูรทีละคน
ปู่เฟิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ในหมู่พวกเจ้า ผู้ใดเป็นคนรู้แจ้งในวิถีกระบี่หรือ?"
ก่อนที่ผู้อาวุโสฉีจะกลับมา พวกเขาก็ได้รับข่าวสารบางอย่างเกี่ยวกับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งแปดคนนี้แล้ว
"ข้าเองเจ้าค่ะ"
เสิ่นเยียนเอ่ยปาก
ปู่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อนบางอย่าง มุมปากของเขายกสูงขึ้นเรื่อยๆ
"เช่นนั้นพวกเจ้ายังมีผู้บำเพ็ญกระบี่อีกคนใช่หรือไม่? เป็นผู้ใดกัน?"
เผยซู่ขานรับ
ตงจู๋เสวี่ยปรับสภาพอารมณ์ได้แล้ว นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
"สำนักเฉียนคุนของพวกเราแบ่งออกเป็นสามสายเท่านั้น หนึ่งคือสายยุทธ์ สองคือสายสนับสนุน สามคือสายกายา ดังนั้นพวกเจ้าจงเลือกเข้าสู่หอฝึกฝนที่เหมาะสมกับตนเองตามสามสายนี้ เนื่องจากพวกเจ้าเพิ่งมาใหม่ แต่ละคนจึงต้องเข้าเรียนให้ครบสามร้อยคาบเรียนเสียก่อน ถึงจะสามารถออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอกได้"
"ข้าและผู้อาวุโสปู่รับผิดชอบดูแลหอฝึกฝนคนละแห่ง ข้ารับผิดชอบหอฝึกฝนสายสนับสนุน ส่วนผู้อาวุโสปู่รับผิดชอบหอฝึกฝนสายยุทธ์ ก่อนที่พวกเจ้าจะมา ผู้อาวุโสฉีได้เล่าสถานการณ์ของพวกเจ้าให้พวกเราฟังคร่าวๆ แล้ว ในหมู่พวกเจ้าไม่น่าจะมีผู้บำเพ็ญกายา ดังนั้นผู้อาวุโสห้าที่รับผิดชอบหอฝึกฝนสายกายาจึงไม่ได้มาที่นี่"
นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"หอฝึกฝนสายยุทธ์มุ่งเน้นการฝึกฝนวรยุทธ์ เป็นห้องเรียนที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายอาวุธและสายเวทมนตร์จะเลือกเรียน ส่วนหอฝึกฝนสายสนับสนุนจะครอบคลุมเนื้อหาค่อนข้างมาก เป็นห้องเรียนที่นักปรุงโอสถ นักหลอมอาวุธ ผู้อัญเชิญ ผู้ควบคุมสัตว์อสูร นักพฤกษาวิญญาณ ผู้ใช้อักขระ ผู้บำเพ็ญดนตรี และผู้บำเพ็ญเพียรสายอาชีพอื่นๆ จะเลือกเรียน"
จูเก๋อโย่วหลินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"แล้วหอฝึกฝนสายกายาล่ะขอรับ?"
ตงจู๋เสวี่ยกล่าวว่า
"เป็นห้องเรียนที่ผู้บำเพ็ญกายามุ่งเน้นโดยเฉพาะ อีกทั้งก็จะมีศิษย์ส่วนหนึ่งเลือกหอฝึกฝนสายกายาเช่นกัน เพราะมันสามารถช่วยพวกเจ้าหลอมกายาและชุบวิญญาณได้"
ปู่เฟิงยิ้มแย้มพลางกล่าวว่า "ผู้อาวุโสตงอธิบายมามากแล้ว ยามนี้ถึงตาพวกเจ้าเลือกแล้ว เมื่อเลือกเสร็จก็จะมีศิษย์พาพวกเจ้าไปที่หอภารกิจจิปาถะ เพื่อรับป้ายหยกประจำตัว เสื้อผ้า และสิ่งของอื่นๆ"
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินได้ยินดังนั้นก็หันขวับไปมองพวกเขาทันที "พวกเจ้าคิดว่าข้าควรเลือกสิ่งใดดี?"
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปาก ผู้อาวุโสฉีก็หัวเราะร่วน เขายื่นมือไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของจูเก๋อโย่วหลินเอาไว้ "เจ้าน่ะหรือ ย่อมต้องให้ข้าเป็นผู้สอนด้วยตนเองอยู่แล้ว!"
จูเก๋อโย่วหลิน "?"
ผู้อาวุโสฉีเลิกคิ้วขึ้น
"ไม่เต็มใจหรือ? ศิษย์ในสำนักเฉียนคุนแห่งนี้มีตั้งเท่าใดที่อยากจะมาเป็นศิษย์ของข้า เจ้ายังจะไม่เต็มใจอีก หากเจ้าไม่ใช่คนของเผ่ากลืนทอง ข้าก็คร้านจะสนใจเจ้าเช่นกัน"
เจ้าเด็กคนนี้ช่างอยู่ไม่นิ่งเอาเสียเลย เป็นตัวก่อเรื่องชัดๆ
ทำให้ผู้คนปวดหัวยิ่งนัก
ทว่าจะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อเจ้าเด็กคนนี้เป็นสายเลือดของเผ่ากลืนทองที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนแล้ว?
"ผู้อาวุโสฉี ท่านจะรับศิษย์งั้นหรือ?"
ปู่เฟิงแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
ผู้อาวุโสฉีพยักหน้ายิ้มรับ
"ใช่แล้ว"
เขาหมายตาเจ้าเด็กนี่เอาไว้นานแล้ว หากผู้ใดกล้ามาแย่งกับเขา เขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟกับผู้นั้น
ความจริงแล้วจูเก๋อโย่วหลินก็รู้สึกสนิทสนมกับผู้อาวุโสฉีเช่นกัน เขาไม่ได้รังเกียจผู้อาวุโสฉี ทว่าในใจยังมีเรื่องหนึ่งที่ปล่อยวางไม่ได้
"ผู้อาวุโสฉี หากข้าบำเพ็ญเพียรกับท่าน ข้าจะยังมีอิสระหรือไม่? ข้ายังสามารถไปพบปะกับพวกเขาบ่อยๆ ได้หรือไม่?"
"แน่นอนสิ"
ผู้อาวุโสฉีเลิกคิ้ว
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินได้ยินดังนั้นก็หันไปมองพวกเขา
"พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร?"
เสิ่นเยียนยิ้มพลางกล่าวว่า
"เจ้าก็ติดตามผู้อาวุโสฉีบำเพ็ญเพียรเถิด"
เจียงเสียนเยวี่ยช้อนตามองเขา
"อย่างไรก็อยู่ในสำนักเดียวกัน กลัวอันใดเล่า?"
เหล่าสหายกลุ่มอสูรต่างก็แสดงท่าทีสนับสนุน
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินได้รับการสนับสนุนจากพวกเขาก็ยิงฟันยิ้มแฉ่ง
"ตกลงเลย"
ตงจู๋เสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แล้วพวกเจ้าเล่า?"
เสิ่นเยียนเงียบไปชั่วขณะ นางอยากฝึกฝนวิถีกระบี่ ทว่าก็ไม่ต้องการล้มเลิกเส้นทางผู้อัญเชิญ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังอยากหลอมกายาเพื่อยกระดับสมรรถภาพร่างกายให้สูงขึ้น
นางเงยหน้าขึ้น
"ผู้อาวุโสตง สามารถบำเพ็ญครบทั้งสามสายได้หรือไม่เจ้าคะ?"
คำกล่าวนี้ทำให้ตงจู๋เสวี่ย ปู่เฟิง และผู้อาวุโสฉี ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน
ผู้อาวุโสฉีชะงักงัน ลองขบคิดดู เพราะวิถีกระบี่ของแม่หนูเสิ่นเยียนผู้นี้โดดเด่นจนเกินไป เขาจึงเผลอมองข้ามไปเสียสนิทว่านางก็เป็นผู้อัญเชิญเช่นกัน!
ตงจู๋เสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เหตุใดจึงอยากเข้าหอฝึกฝนสายสนับสนุนเล่า? เจ้าไม่ได้เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่หรอกหรือ?"
เสิ่นเยียนกล่าวว่า
"ข้าก็เป็นผู้อัญเชิญด้วยเจ้าค่ะ"
ผู้อัญเชิญงั้นหรือ?!
สีหน้าของตงจู๋เสวี่ยเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย นางนึกขึ้นได้ว่าคนผู้นั้นก็เป็นผู้อัญเชิญเช่นกัน ขอบตาของนางเริ่มชื้นรื้น ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ผู้อาวุโสฉีหัวเราะ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่า
"จู๋เสวี่ย ข้าลืมบอกพวกเจ้าไป เสิ่นเยียนไม่เพียงแต่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ ทว่านางยังเป็นผู้อัญเชิญอีกด้วย! นางสามารถใช้ทักษะหลอมรวมอัญเชิญได้แล้ว!"
เมื่อตงจู๋เสวี่ยได้ยินดังนั้น แววตาก็ฉายแววจริงจังขึ้นมาหลายส่วน
แม้ว่าผู้อัญเชิญในสำนักเฉียนคุนจะมีอยู่ไม่น้อย ทว่าผู้ที่สามารถเรียนรู้ทักษะหลอมรวมอัญเชิญได้กลับมีเพียงห้าหกคนเท่านั้น นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่า พรสวรรค์ในการอัญเชิญของเสิ่นเยียนนั้นยอดเยี่ยมไม่เบาทีเดียว
ตงจู๋เสวี่ยพยักหน้า "หากเจ้าไม่กลัวความเหนื่อยยาก ก็ย่อมได้"
ในหมู่ศิษย์เขตสายในของสำนักเฉียนคุน ก็มีศิษย์ส่วนหนึ่งที่เลือกบำเพ็ญเพียรสองสายหรือสามสายเช่นกัน
เมื่อเจียงเสียนเยวี่ยเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
"ผู้อาวุโส ข้าก็ขอเลือกบำเพ็ญครบทั้งสามสายเจ้าค่ะ"
เมื่อผู้อาวุโสฉีได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เคร่งขรึมลง
"นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ พวกเจ้าจงเลือกให้ดีเถิด! การบำเพ็ญครบทั้งสามสายจะเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก พวกเจ้าจะทนรับไหวจริงๆ หรือ?"
ยังไม่ทันที่เจียงเสียนเยวี่ยจะได้เอ่ยปาก จูเก๋อโย่วหลินก็ชิงกล่าวขึ้นมาก่อน
"ผู้อาวุโสฉี เยวี่ยเยวี่ยเป็นนักปรุงโอสถ! นางจะต้องทำได้อย่างแน่นอนขอรับ!"
นักปรุงโอสถงั้นหรือ?
ผู้อาวุโสฉีชะงักงัน เมื่อได้สติกลับมาก็แสดงสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย
ตงจู๋เสวี่ยพยักหน้า
"ได้สิ"
ถัดจากนั้นอวี๋ฉางอิงก็เลือกบำเพ็ญครบทั้งสามสายเช่นกัน
ส่วนเผยซู่และเซียวเจ๋อชวนเลือกหอฝึกฝนสายยุทธ์และหอฝึกฝนสายกายา
สำหรับฉือเยว่และเวินอวี้ชูเลือกหอฝึกฝนสายสนับสนุนและหอฝึกฝนสายกายา
ในบรรดาหอฝึกฝนทั้งสามสาย มีเพียงหอฝึกฝนสายกายาเท่านั้นที่พวกเขาทุกคนล้วนเลือกตรงกัน
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินเห็นเช่นนั้น เขาก็เลือกหอฝึกฝนสายกายาเช่นกัน! ส่วนผู้อาวุโสฉีขัดใจเขาไม่ได้จึงทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย
การหลอมกายาสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง
ทว่าแท้จริงแล้ว การเรียนรู้ที่จะหลอมกายานั้นถือเป็นเรื่องที่แสนจะทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด
ตงจู๋เสวี่ยเอามือไพล่หลังยืนนิ่ง อายุของนางใกล้จะสี่สิบสามปีแล้ว ทว่านางกลับดูอ่อนเยาว์เป็นอย่างมาก นอกเหนือจากริ้วรอยจางๆ ที่หางตาแล้ว ก็ไม่ทำให้ผู้คนมองออกถึงร่องรอยแห่งความชราเลยแม้แต่น้อย
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
"ข้าได้ลงนามพวกเจ้าไว้ในบันทึกเรียบร้อยแล้ว รอให้พวกเจ้าไปรับป้ายหยกประจำตัวแล้ว เมื่อใส่พลังวิญญาณเข้าไป ก็จะสามารถมองเห็นตารางเรียนในหอฝึกฝนที่พวกเจ้าต้องเข้าเรียนในแต่ละวันได้ จงจำเอาไว้ ห้ามมาสายเด็ดขาด! ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปให้เข้าไปในหอฝึกฝนอย่างเป็นทางการ"
"รับทราบเจ้าค่ะ/ขอรับ ผู้อาวุโส!"
หลายคนขานรับ
หลังจากพวกเขาทั้งหมดถูกผู้อาวุโสฉีพาตัวออกไปแล้ว ภายในโถงผู้อาวุโสก็เหลือเพียงตงจู๋เสวี่ยและปู่เฟิง
ตงจู๋เสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองปู่เฟิง แววตาเริ่มสั่นไหว ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย
"เขายังไม่ตายใช่หรือไม่? เช่นนั้นเหตุใดเขาจึงไม่มาหาพวกเราเล่า?"
ปู่เฟิงหลุบตาลง
"จู๋เสวี่ย บางทีเขาอาจจะกลัวทำให้พวกเราพลอยเดือดร้อนไปด้วยกระมัง"
"เป็นเพราะพวกเราไร้ความสามารถเอง!"
ตงจู๋เสวี่ยกำหมัดแน่นอย่างแรง หายใจหอบถี่
เป็นเพราะพวกเราช่วยอาฮ่าวไม่ได้!
ยังจำได้ว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พวกเขาได้รู้จักกับเด็กหนุ่มในชุดสีขาวผู้นั้น เขามีหน้าตาหล่อเหลายิ่งนัก อีกทั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นและสง่างาม
ยามแรกพบ พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทันใดนั้นก็มีความเคลื่อนไหวแผ่วเบาดังแว่วมา พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความระแวดระวัง ก็เห็นเพียงเด็กหนุ่มในชุดสีขาวคาบหญ้าหางสุนัขไว้ในปาก ท่าทางเป็นอิสระไร้กฎเกณฑ์ เด็กหนุ่มมีเรือนร่างแผ่วพลิ้ว เท้าเหยียบอยู่บนกิ่งไม้พลางหัวเราะเบาๆ ออกมา
"ให้ข้าเข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?"