- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 472 ทะยานขึ้นเกาะกิ่งไม้
ตอนที่ 472 ทะยานขึ้นเกาะกิ่งไม้
ตอนที่ 472 ทะยานขึ้นเกาะกิ่งไม้
นี่คือสำนักเฉียนคุนงั้นหรือ?!
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึง พวกเขาไม่เคยเห็นสำนักที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้มาก่อน
"นี่คือสำนักเฉียนคุนของพวกเรา"
ผู้อาวุโสฉีเห็นท่าทางตกตะลึงของพวกเขา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"นับจากนี้เป็นต้นไป ที่นี่คือสถานที่บำเพ็ญเพียรของพวกเจ้าแล้ว"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"ยังไม่ได้บอกพวกเจ้าเลย ข้าคือหนึ่งในผู้อาวุโสเขตสายใน โดยปกติจะดูแลเพียงกิจธุระของเขตสายในเท่านั้น เมื่อส่งพวกเจ้าเข้าไปแล้ว ภารกิจของข้าก็จะสิ้นสุดลงเช่นกัน พวกเรารอคนที่รั้งท้ายอยู่ที่นี่ก่อนเถิด"
เสิ่นเยียนสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
"เป็นคนของเมืองหัวซู่พาพวกเขามาหรือเจ้าคะ?"
"ถูกต้อง"
ผู้อาวุโสฉีชะงักไปเล็กน้อย พยักหน้ายิ้มรับ ในใจแอบคิดว่าเสิ่นเยียนผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวยิ่งนัก นึกไม่ถึงว่าจะเดาได้รวดเร็วเพียงนี้
"แท้จริงแล้ว เมืองหัวซู่ต่างหากที่เป็นสถานที่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยค่ายกลอาคม อีกทั้งยังเป็นความตั้งใจของสำนักเฉียนคุนที่ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอก หากพวกเขาอยากจะออกมา ก็สุดแล้วแต่ความสมัครใจของพวกเขา"
ไม่นานนัก เด็กสองสามคนก็พาคนที่ถูกทิ้งรั้งท้ายทั้งสองคนเดินมา
เมื่อสายตาของทุกคนตกกระทบลงบนร่างของทั้งสอง ใบหน้าของพวกเขาก็พลันแดงระเรื่อ ดูเหมือนจะรู้สึกขวยเขินอยู่บ้าง
เด็กๆ พุ่งเข้าไปหาผู้อาวุโสฉีพลางบอกเล่าอย่างมีความสุข
"ท่านปู่ฉี พวกเรามีลูกอมกินอีกแล้ว"
ผู้อาวุโสฉีลูบศีรษะของพวกเขา กล่าวพร้อมรอยยิ้มเมตตาว่า
"อย่ากินลูกอมมากนักสิ เดี๋ยวฟันจะผุเอาได้นะ"
"ไม่ฟังๆ ไม่ฟังท่านปู่ฉีสวดมนต์แล้ว พวกเรากลับกันเถอะ"
เด็กๆ โบกมือให้ผู้อาวุโสฉี จากนั้นพวกเขาก็กระโดดโลดเต้นเข้าไปในค่ายกลอาคม แล้วก็หายลับไปจากสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสฉีถอนหายใจเบาๆ อย่างจนปัญญา
"คนครบแล้ว ตามข้าเข้าไปเถิด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กลุ่มของเสิ่นเยียนก็รีบเดินตามก้าวเท้าของผู้อาวุโสฉีไป
ขั้นตอนการเข้าสู่สำนักเฉียนคุนเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ในสำนัก หรือผู้ดูแลเขตสายนอก ล้วนแสดงความเคารพนบนอบต่อผู้อาวุโสฉี
ก่อนที่ผู้อาวุโสฉีจะกลับมา เขาได้ติดต่อผู้อาวุโสเขตสายนอกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นานก็สามารถส่งมอบอัจฉริยะคนอื่นๆ ยกเว้นกลุ่มอสูร ให้ผู้อาวุโสเขตสายนอกรับผิดชอบดูแลต่อได้
เมื่อเห็นว่าอินซือเยี่ยนและมู่เหวินต้องเดินตามผู้อาวุโสเขตสายนอกไป เสิ่นเยียนจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์พี่อิน ศิษย์พี่มู่ ไว้พบกันใหม่นะเจ้าคะ"
"ศิษย์น้องเสิ่น แน่นอน"
อินซือเยี่ยนยิ้มแย้ม
มู่เหวินหัวเราะพลางกล่าวว่า
"วันหน้าหากมีโอกาส ศิษย์น้องเสิ่น เจ้าต้องสอนทักษะหลอมรวมอัญเชิญให้ข้าบ้างนะ!"
"ตกลงเจ้าค่ะ"
เสิ่นเยียนพยักหน้ารับคำ
กลุ่มของอินซือเยี่ยนเดินตามผู้อาวุโสเขตสายนอกจากไป ทำให้ตรงนั้นเหลือเพียงผู้อาวุโสฉีและกลุ่มอสูร
ผู้อาวุโสฉีเอามือไพล่หลัง ยืนตัวตรงสง่างามราวกับเซียนวิเศษ เขายิ้มให้พวกเขา
"ไปกันเถิด ข้าจะพาพวกเจ้าไปเขตสายในด้วยตนเอง"
"ขอรับ/เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส!"
ตลอดเส้นทาง มีศิษย์ในสำนักจำนวนไม่น้อยสังเกตเห็นพวกเขา หลังจากทำความเคารพผู้อาวุโสฉีแล้ว พวกเขาก็ใช้สายตาประเมินจ้องมองกลุ่มอสูรพลางคาดเดาถึงที่มาของคนกลุ่มนี้ในใจ
เพราะในเวลานี้คนทั้งแปดของกลุ่มอสูรยังคงสวมหน้ากากสีเงินครึ่งหน้า เมื่อมองดูแล้วจึงค่อนข้าง... ลึกลับ
ไม่มีผู้ใดกล้าซักถามสถานะของพวกเขาจากผู้อาวุโสฉี
บรรดาศิษย์เขตสายนอกมองดูผู้อาวุโสฉีพากลุ่มอสูรเข้าสู่พื้นที่เขตสายในไปต่อหน้าต่อตา จึงอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
"แปดคนนั้นคือผู้ใดกัน?"
"ไม่รู้สิ"
"ข้าเคยได้ยินข่าวมาบ้าง การที่ผู้อาวุโสฉีออกไปข้างนอกในครั้งนี้ ก็เพื่อร่วมมือกับขุมกำลังใหญ่อื่นๆ จัดการแข่งขันคัดเลือกอัจฉริยะจากเบื้องล่าง จากนั้นก็จะดึงตัวอัจฉริยะจากเบื้องล่างเข้ามา"
"เมื่อครู่นี้ คนกลุ่มนั้นก็คืออัจฉริยะจากเบื้องล่างงั้นหรือ?"
"เป็นไปได้แปดเก้าส่วน ได้ยินมาว่าการคัดเลือกอัจฉริยะจากเบื้องล่างในครั้งนี้ค่อนข้างได้รับความสำคัญจากขุมกำลังใหญ่ต่างๆ สาเหตุเป็นเพราะวิหารเฉิงอวิ๋นซึ่งอยู่ในอันดับที่สอง ปรากฏอัจฉริยะผู้เก่งกาจหาตัวจับยากขึ้นมาคนหนึ่ง ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีสั้นๆ ก็สามารถเลื่อนระดับจากระดับกลั่นต้นกำเนิดขั้นหนึ่งไปจนถึงระดับจิตวิญญาณแท้จริงได้! และอัจฉริยะผู้เก่งกาจผู้นั้นก็มาจากดินแดนเบื้องล่าง!"
"คนที่เจ้าพูดถึง คงไม่ใช่เหวินเหรินจี้ผู้นั้นหรอกกระมัง?"
"ใช่แล้ว! เหวินเหรินจี้ผู้นั้นร้ายกาจยิ่งนัก! อีกทั้งเมื่อหลายวันก่อน ข้าก็ได้ยินมาว่าสำนักจี๋เต้าก็มีอัจฉริยะจากเบื้องล่างมาคนหนึ่ง ประมุขสำนักจี๋เต้าถึงกับต้องการรับเขาเป็นศิษย์ และจะจัดพิธีคารวะอาจารย์อย่างยิ่งใหญ่ในอีกสองเดือนกว่าๆ ข้างหน้า พร้อมทั้งเชิญคนจากขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ไปเป็นพยาน!"
"แม่เจ้า เป็นผู้ใดกัน? นั่นคือประมุขสำนักจี๋เต้าเชียวนะ! เขาถึงกับต้องการรับศิษย์แล้ว! ซ้ำยังรับคนที่มาจากดินแดนเบื้องล่างอีกด้วย!"
ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ผู้ที่รู้ข่าวก็เอ่ยขึ้นว่า
"ดูเหมือนคนผู้นั้นจะชื่อว่า..."
"เนี่ยสวิน!"
ทุกคนกลับไม่เคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาก่อน
"การที่สามารถทำให้สำนักจี๋เต้าจัดงานเลี้ยงคารวะอาจารย์ให้เขาได้ เช่นนั้นคนผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!"
มีคนแค่นเสียงเหยียดหยาม
"หึ ที่แท้เมื่อครู่คนกลุ่มนั้นก็มาจากดินแดนเบื้องล่าง เช่นนั้นพวกเขาก็นับว่าทะยานขึ้นเกาะกิ่งไม้กลายเป็นหงส์แล้ว"
ไม่นานนัก เรื่องที่ผู้อาวุโสฉีรับอัจฉริยะจากเบื้องล่างทั้งสิบแปดคนเข้ามาก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักเฉียนคุน ข่าวนี้ราวกับพายุที่พัดโหมกระหน่ำไปทั่วทั้งภายในและภายนอกสำนักอย่างรวดเร็ว
บรรดาอัจฉริยะจากเบื้องล่างอย่างอินซือเยี่ยนที่อยู่ในเขตสายนอก ย่อมได้รับความสนใจจากศิษย์เขตสายนอกเช่นกัน ทว่าเมื่อพวกเขารู้ว่ากลุ่มของเสิ่นเยียนทั้งแปดคนกลับสามารถกลายเป็นศิษย์เขตสายในได้ เรื่องนี้กลับจุดชนวนความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่ศิษย์เขตสายนอกและศิษย์เขตสายในบางส่วน
"ว่าอย่างไรนะ? พวกเขาทั้งแปดคนสามารถกลายเป็นศิษย์เขตสายในได้ทั้งหมดงั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร! ศิษย์เขตสายนอกอย่างพวกเราต้องทนทุกข์ทรมานบำเพ็ญเพียรมาหลายปี เผชิญกับความยากลำบากนับไม่ถ้วน จึงจะมีโอกาสเลื่อนขั้นเป็นศิษย์เขตสายใน แต่พวกเขาเพิ่งมาถึงก็กลายเป็นศิษย์เขตสายในโดยตรง เช่นนี้มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!"
ศิษย์เขตสายนอกคนหนึ่งกล่าวด้วยความโกรธแค้น
ศิษย์เขตสายนอกอีกคนหนึ่งกล่าวสมทบ
"นั่นสิ ต่อให้พวกเขาทั้งแปดคนจะมีความพิเศษ ก็ควรเริ่มต้นจากการเป็นศิษย์เขตสายนอก! การที่ผู้อาวุโสฉีทำเช่นนี้ ไม่เข้าข้างอัจฉริยะจากเบื้องล่างมากเกินไปหน่อยหรือ?"
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างแสดงความไม่พอใจ โดยคิดว่าตนเองพยายามมาเนิ่นนานเพียงนั้น แต่กลับสู้คนเพียงไม่กี่คนที่มาจากเบื้องล่างไม่ได้
และในเวลานี้ กลุ่มของเสิ่นเยียนทั้งแปดคนก็เดินตามผู้อาวุโสฉีมาจนถึงโถงผู้อาวุโสเขตสายใน
เมื่อเข้าไปในโถงผู้อาวุโสแล้ว ก็เห็นชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งเดินออกมาจากด้านใน สายตาของพวกเขาตวัดมองร่างของพวกเสิ่นเยียนทั้งแปดคนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ให้ผู้อาวุโสฉี
"ผู้อาวุโสฉี ลำบากท่านแล้ว"
"ไม่ลำบากอันใดเลย! ปู่เฟิง ตงจู๋เสวี่ย มาสิ มาดูอัจฉริยะทั้งแปดคนที่ข้าพามา! พวกเจ้าไม่รู้หรอก ขุมกำลังใหญ่เหล่านั้นต่างก็จ้องมองพวกเขาตาเป็นมัน หากไม่ใช่เพราะข้าใช้ฝีปากหว่านล้อมอย่างหนัก พวกเขาก็คงถูกขุมกำลังใหญ่อื่นๆ แย่งตัวไปแล้ว!"
ผู้อาวุโสฉีกวักมือเรียกพวกเขาให้เข้ามาหา สีหน้าท่าทางดูภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อปู่เฟิงและตงจู๋เสวี่ยได้ยินดังนั้นก็หันมาสบตากัน ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปใกล้
ผู้อาวุโสฉีหัวเราะพลางกล่าวว่า
"ขอแนะนำให้พวกเจ้าได้รู้จัก ท่านนี้คือผู้อาวุโสสามแห่งสำนักเฉียนคุนของพวกเรา ตงจู๋เสวี่ย ส่วนท่านนี้คือผู้อาวุโสสี่แห่งสำนักเฉียนคุนของพวกเรา ปู่เฟิง"
เมื่อกลุ่มของเสิ่นเยียนทั้งแปดคนได้ยินดังนั้น ก็ยกมือขึ้นประสานกัน คารวะผู้อาวุโสด้วยความเคารพนบนอบ
"คารวะผู้อาวุโสตง ผู้อาวุโสปู่"
ตงจู๋เสวี่ยขมวดคิ้ว
"เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องสวมหน้ากากด้วย?"
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปาก ผู้อาวุโสฉีก็รีบอธิบายแทนพวกเขาเสียก่อน
"จู๋เสวี่ย พวกเจ้าไม่รู้อะไร การที่พวกเขาสวมหน้ากาก ก็เพราะพวกเขามาจากหน่วยเดียวกัน มีนามว่ากลุ่มอสูร!"
ปู่เฟิงเผยรอยยิ้มบางๆ ดูราวกับเป็นคนอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
"หรือว่าพวกเจ้าจะสวมหน้ากากไปตลอดงั้นหรือ?"