- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 468 ไม่เห็นหัวผู้ใด
ตอนที่ 468 ไม่เห็นหัวผู้ใด
ตอนที่ 468 ไม่เห็นหัวผู้ใด
เป็นเพราะมีผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลลู่อยู่ด้วย เฮ่อเหลียนเวินเม่าจึงทำได้เพียงกดข่มความตั้งใจที่จะใช้กำลังพาตัวเสิ่นเยียนไปเอาไว้ก่อน
ไม่นาน พวกเขาก็เริ่มแย่งชิงตัวเซี่ยฉางเฟิงและคนอื่นๆ อีกครั้ง พร้อมกับเสนอเงื่อนไขอันเย้ายวนใจออกมาเช่นกัน
ผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนนอกจากจะมอบโควตาให้แก่กลุ่มอสูรแล้ว เขายังถูกตาต้องใจเซี่ยฉางเฟิงและอิงฉีอีกด้วย
ผู้อาวุโสฉีกล่าวเกลี้ยกล่อมอิงฉีว่า
"เจ้าต้องมาที่สำนักเฉียนคุนของเรา เจ้าดูสิว่าสำนักเฉียนคุนของเรามีผู้ใดอยู่ มีกลุ่มอสูรอย่างไรเล่า!"
ผู้อาวุโสฉีรู้ดีว่ากลุ่มอสูรและอิงฉีล้วนมาจากสถานที่เดียวกัน ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าอิงฉีจะต้องอยากอยู่กับพวกเขาอย่างแน่นอน!
ทางด้านอิงฉีก็รู้สึกสับสนว้าวุ่นใจเช่นกัน เขาหลุบตาลงพลางนึกถึงสิ่งใดบางอย่าง ก่อนจะตัดสินใจติดตามศิษย์พี่หญิงกงซุนอวิ้นเข้าร่วมสำนักสือฟาง
เมื่อผู้อาวุโสฉีได้ยินว่าอิงฉีเลือกสำนักสือฟาง หัวใจก็แทบสลาย
ในทางกลับกัน ผู้อาวุโสไป๋คังแห่งสำนักสือฟางกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เซี่ยฉางเฟิงและโม่ยวี่เอ๋อร์ก็เลือกสำนักสือฟางเช่นกัน
หนึ่งเค่อต่อมา ในที่สุดการเลือกสรรก็เสร็จสิ้น
สมาชิกกลุ่มอสูรทุกคนเข้าร่วมสำนักเฉียนคุน
อิงฉี กงซุนอวิ้น เซี่ยฉางเฟิง และโม่ยวี่เอ๋อร์เข้าร่วมสำนักสือฟาง
เปียนหยวนซิง จินไท่ และซือเหราเข้าร่วมเขาไท่ชู
ไป๋อู๋หมิงเข้าร่วมเกาะทะเลพรหม ตันอวี้เข้าร่วมตระกูลลู่ ซีเหมินเสวียนเข้าร่วมตระกูลเฮ่อเหลียน และหลานชิงอวี้เข้าร่วมตระกูลตงฟาง
นอกจากบรรดาอัจฉริยะที่ถูกหมายตาไว้ล่วงหน้าแล้ว ยังคงเหลือคนอีกหนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ดคน
ในจำนวนนั้นก็มีโยวฮั่วจิงที่กลายเป็นหุ่นเชิดรวมอยู่ด้วย
ผู้อาวุโสไห่แห่งเกาะทะเลพรหมกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"เด็กหนุ่มเด็กสาวทั้งหลาย ต่อไปถึงคราวที่พวกเจ้าต้องตัดสินใจแล้ว พวกเจ้าจำเป็นต้องเลือกขุมกำลังที่ตนเองพึงพอใจ หากมีเป้าหมายชัดเจน ก็จงเดินไปเบื้องหน้าผู้อาวุโสของขุมกำลังนั้นแล้วรอคอยการตอบรับ หากพวกเจ้าไม่ถูกขุมกำลังใดเลือกเลย นั่นอาจหมายความว่าพวกเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมการเป็นผู้ฝึกตนอิสระแห่งดินแดนฉางหมิง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีขุมกำลังอื่นยื่นไมตรีมาให้พวกเจ้า ขอให้ทุกท่านพิจารณาอย่างรอบคอบ!"
คำว่า 'ขุมกำลังอื่น' ในปากของเขานั้น ไม่ได้หมายถึงขุมกำลังชั้นยอดอย่างสำนักเฉียนคุน แต่หมายรวมถึงขุมกำลังธรรมดาที่มีความแข็งแกร่งด้อยลงมาระดับหนึ่ง
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ทุกคนต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
บนใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์ของพวกเขาปรากฏความรู้สึกสับสนว้าวุ่นใจ
ไม่นานเหล่าอัจฉริยะก็แยกย้ายกันไป เริ่มก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าขุมกำลังที่ตนอยากเลือก
อินซือเยี่ยนและมู่เหวินเลือกสำนักเฉียนคุน
ส่วนเหยียนเหยาเลือกตระกูลลู่
สือจ้านเลือกตระกูลตงฟาง
เสิ่นเยียนย่อมมองเห็นร่างของอินซือเยี่ยนและพวก นางรู้สึกหวั่นไหวในใจ จึงกดเสียงต่ำกล่าวกับผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนว่า
"ผู้อาวุโสฉี อินซือเยี่ยนและมู่เหวินเป็นศิษย์พี่ของพวกเรา พวกเขามีจิตใจบริสุทธิ์ดีงามแต่กำเนิด พรสวรรค์ก็ไม่เลว หากพวกเขามีวาสนาได้เข้าสู่สำนักเฉียนคุน จะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจรับใช้สำนักเฉียนคุนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
เมื่อผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเล็กน้อย
พูดตามตรง เขาเพียงแค่ถูกตาต้องใจอินซือเยี่ยน แต่ไม่ได้ถูกใจมู่เหวิน
ในสายตาของเขา ความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของมู่เหวินนั้นด้อยไปสักหน่อย ต่อให้ได้เข้าสู่สำนักเฉียนคุน อย่างมากที่สุดก็เป็นได้เพียงศิษย์สายนอก
ทว่าในเมื่อเสิ่นเยียนกล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว เขาก็ยังสามารถรับมู่เหวินเข้ามาในสำนักเฉียนคุนได้เช่นกัน
ไม่นาน ผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนก็เรียกอินซือเยี่ยนและมู่เหวินออกมา จากนั้นก็เลือกคนจากในแถวมาอีกแปดคน
ผู้อาวุโสฉีกล่าว
"เอาล่ะ ผู้อาวุโสผู้นี้เลือกเสร็จแล้ว"
คำกล่าวนั้นทำให้อัจฉริยะที่เหลืออยู่ในแถวมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความรู้สึกผิดหวังและไม่ยินยอมพร้อมใจผสานเข้าด้วยกันอยู่ลึกๆ
เหยียนเหยาประสบความสำเร็จในการถูกดึงตัวเข้าตระกูลลู่
ส่วนสือจ้านก็ได้เข้าสู่ตระกูลตงฟางสมดั่งปรารถนา
การแย่งชิงอัจฉริยะจากโลกเบื้องล่างในครั้งนี้ได้ดำเนินมาจนใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
สำนักเฉียนคุนรับสมัครสิบแปดคน
สำนักสือฟางรับสมัครยี่สิบคน
เขาไท่ชูรับสมัครสิบสามคน
ตระกูลลู่รับสมัครสิบคน
ตระกูลเฮ่อเหลียนรับสมัครสิบเอ็ดคน
ตระกูลตงฟางรับสมัครสิบเก้าคน
เกาะทะเลพรหมรับสมัครสิบห้าคน
รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยหกคน
ในบรรดาเก้าสิบสี่คนที่เหลือ มีทั้งผู้ที่ถูกขุมกำลังธรรมดาดึงตัวไป มีทั้งผู้ที่ไม่ยอมรับความธรรมดาสามัญจึงปฏิเสธการดึงตัว และมีทั้งผู้ที่ไม่ถูกขุมกำลังธรรมดาเลือกจนกลายเป็นผู้ฝึกตนอิสระ
กฎกติกานั้นโหดร้าย การเลือกสรรคนก็โหดร้ายเช่นกัน
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ดินแดนฉางหมิง ทิศทางโชคชะตาของอัจฉริยะกลุ่มนี้ก็เริ่มแยกทางกัน
ในโลกเบื้องล่าง พวกเขาคือบุตรแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง แต่ในดินแดนฉางหมิง บางคนยังคงเป็นบุตรแห่งสวรรค์ ทว่าบางคนกลับถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ
"ได้เวลาไปแล้ว"
เมื่อแสงอันงดงามตระการตาสายแล้วสายเล่าพุ่งขึ้นจากมือของตัวแทนขุมกำลังต่างๆ เรือวิญญาณรูปร่างแปลกตาและดูยิ่งใหญ่อลังการลำแล้วลำเล่าก็ปรากฏขึ้นบนผืนทะเล เรือเหล่านี้เปล่งประกายแสงโลหะแวววาวภายใต้แสงแดดสาดส่อง ราวกับเกาะลึกลับที่ล่องลอยอยู่บนผืนสมุทร
ในบรรดาเรือทั้งหมดนั้น สิ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากที่สุดก็คือเรือวิญญาณของตระกูลตงฟาง ขนาดของมันใหญ่กว่าเรือลำอื่นถึงหลายเท่าตัว ราวกับปราสาทเคลื่อนที่ การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของเรือวิญญาณลำนี้ช่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวเรือถูกแกะสลักเป็นรูปหงส์ที่กำลังสยายปีกเตรียมโบยบิน เผยให้เห็นท่วงท่าของหงส์ที่กำลังโผบินไปบนท้องนภาได้อย่างสมจริง
นอกจากนี้ บนเรือวิญญาณยังประดับประดาไปด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจงหลากหลายรูปแบบ บ่งบอกถึงความหรูหราและสง่างามของตระกูลตงฟาง
แม้จะเป็นอัจฉริยะที่เคยพบเห็นฉากใหญ่โตมามาก แต่เมื่อได้เห็นเรือวิญญาณของตระกูลตงฟาง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงกับความหรูหราของมัน
ส่วนอัจฉริยะที่ถูกตระกูลตงฟางดึงตัวไปก็กระโดดลอยตัวขึ้นไปบนเรือวิญญาณตามหลังผู้อาวุโสของตระกูลตงฟางอย่างตื่นเต้น เมื่อขึ้นไปถึงก็สัมผัสได้ว่ามีไอวิญญาณจำนวนมหาศาลกำลังรวมตัวเข้ามาหาพวกเขา ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างยิ่ง
"มันคือค่ายกลรวมวิญญาณ!"
"ช่างใจป้ำเสียนี่กระไร!"
"ให้ตายเถอะ ร่ำรวยเกินไปแล้ว!"
และในยามนี้ จูเก่อโย่วหลินกำลังมองเรือวิญญาณของตระกูลตงฟางด้วยความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวใจ เขากุมหน้าอกไว้แน่นราวกับได้สูญเสียสิ่งใดไป
จากนั้นเขาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ
"ผู้อาวุโสฉี เหตุใดเรือวิญญาณของพวกเขาถึงลำใหญ่เช่นนี้? ตระกูลตงฟางของพวกเขามีทองคำมากมายเลยใช่หรือไม่?"
เมื่อผู้อาวุโสฉีได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไป
"ใช่แล้ว"
บางครั้งเขาก็เคยคิดเช่นกันว่า หากเขาเป็นคนของตระกูลตงฟาง เขาก็คงจะมีทองคำมากมายก่ายกอง ไม่จำเป็นต้องมาประหยัดมัธยัสถ์เช่นนี้เลย!
ผู้อาวุโสฉีไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองที่จูเก่อโย่วหลินปรารถนาในความมั่งคั่งของตระกูลตงฟาง แต่เขากลับยกมือขึ้นตบแขนเด็กหนุ่มเบาๆ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ข้าเข้าใจเจ้า"
เขาเองก็เป็นเผ่ากลืนทอง ย่อมเข้าใจดีถึงความยึดติดในทรัพย์สินเงินทองของเผ่ากลืนทอง
ส่วนผู้อาวุโสของตระกูลตงฟางดูเหมือนจะสังเกตเห็นบทสนทนาของพวกเขา จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
"ตอนนี้กลุ่มอสูรของพวกเจ้ายังสามารถเข้าร่วมกับตระกูลตงฟางของเราได้อยู่นะ ตระกูลตงฟางของเราอาจมีสิ่งอื่นไม่มาก แต่เรามีทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรมากมาย"
เมื่อผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนได้ยินดังนั้นก็เกิดความระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที
"ตงฟางผิง พวกเขาเป็นศิษย์ของสำนักเฉียนคุนเราแล้ว เจ้าอย่ามาใช้ไม้นี้หน่อยเลย!"
ตงฟางผิงยิ้มบางๆ
"ตระกูลตงฟางของเรากระหายผู้มีพรสวรรค์ หากในวันหน้าพวกเจ้าออกจากสำนักเฉียนคุนเมื่อใด ยินดีต้อนรับสู่ตระกูลตงฟางของเราเสมอ"
"ไม่ต้องไปสนใจเขา!"
ผู้อาวุโสฉีแห่งสำนักเฉียนคุนรีบดึงกลุ่มของเสิ่นเยียนขึ้นไปบนเรือวิญญาณด้วยความเกรงกลัวว่าพวกเขาจะถูกตระกูลตงฟางล่อลวง
เขาพูดพลางเดินพลาง
"คนของตระกูลตงฟางล้วนมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว พวกเขาถนัดการหลอกลวงผู้คนเป็นที่สุด ห้ามหลงเชื่อคำพูดของพวกเขาเด็ดขาด!"
เมื่อเสิ่นเยียนและพวกได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มออกมา
ในขณะนั้นเอง เสิ่นเยียนก็สัมผัสได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองนางมาจากที่ไม่ไกลนัก นางมองตามสายตานั้นไป และก็เป็นอย่างที่คิด นางเห็นผู้อาวุโสแปดแห่งตระกูลเฮ่อเหลียน
สีหน้าของเฮ่อเหลียนเวินเม่าดูไม่ได้เอาเสียเลย ขณะที่เขากำลังจะส่งเสียงผ่านปราณเพื่อข่มขู่นางอีกครั้ง กลับเห็นนางหันศีรษะหนี ไม่สนใจเขาอีก
เป็นการเมินเฉยต่อเขาอย่างถึงที่สุด
เฮ่อเหลียนเวินเม่ากำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เสิ่นเยียนผู้นี้นับเป็นตัวอันใดกัน? ต่อให้น้องชายของนางอย่างเฮ่อเหลียนหวยมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ก็ยังไม่กล้าทำตัวไม่เห็นหัวผู้ใดถึงเพียงนี้!