- หน้าแรก
- ระบบความเพียร ฝึกฝนครบร้อยครั้งก็เทพได้
- บทที่ 32 - สไตล์ที่สง่าผ่าเผย
บทที่ 32 - สไตล์ที่สง่าผ่าเผย
บทที่ 32 - สไตล์ที่สง่าผ่าเผย
"เครือข่ายประลองยุทธ์สามารถปรับความสมจริงขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้ผมเข้าใจเจตจำนงวรยุทธ์ได้งั้นเหรอครับ?"
"ฮ่าๆๆ ถูกต้องเป๊ะเลย!" อาจารย์หวังเหวินไห่ยิ้มกว้างด้วยความพอใจที่ลูกศิษย์หัวไว
"ความมหัศจรรย์ของเครือข่ายประลองยุทธ์ดวงดาวน่ะ มันล้ำลึกกว่าที่เธอคิดไว้เยอะ มันไม่ได้จำลองแค่ร่างกายได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถจำลอง 'ห้วงมโนทัศน์' ออกมาได้ในระดับหนึ่งด้วยซ้ำ"
"ในฐานข้อมูลของเครือข่าย มีการบันทึก 'เศษเสี้ยวเจตจำนง' ที่พวกยอดฝีมือทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่การจะเข้าถึงได้ ต้องใช้ทั้งคะแนนสะสมและเงินเหรียญสหพันธ์ไปแลกมา"
"เธอสามารถใช้ระบบของเครือข่าย เพื่อขอเข้าไปชมเศษเสี้ยวเจตจำนงขั้นพื้นฐานแบบฟรีๆ เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาว่าตัวเองเหมาะกับสายไหนก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าไปศึกษาแบบเจาะลึกดีไหม"
อาจารย์หวังมองสวีอู๋อี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "พรสวรรค์ของเธอน่ะ มันอาจจะสูงกว่าที่ตัวเธอเองคิดไว้ซะอีก อย่าปล่อยให้มันเสียเปล่าล่ะ"
"ถ้าเงินไม่พอ ก็เอาโควตาทรัพยากรที่โรงเรียนให้ไปใช้ได้เลย การลงทุนกับเรื่องแบบนี้ มันส่งผลดีต่ออนาคตของเธอมากกว่าการเอาไปซื้อยาสักขวดสองขวดเยอะ"
สวีอู๋อี้ตั้งใจฟังทุกคำพูด เขารู้ดีว่าคำแนะนำของอาจารย์หวังนั้นล้ำค่ามาก เพราะไม่ได้มองแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น แต่มองไกลไปถึงเส้นทางในอนาคตของเขาเลยทีเดียว
"ขอบคุณอาจารย์หวังสำหรับคำแนะนำครับ ผมจะลองไปศึกษาดูครับ" สวีอู๋อี้รับปากอย่างแข็งขัน
"อืม แต่ก็ดูขีดจำกัดตัวเองด้วยนะ การดึงสติไปรับรู้มโนทัศน์พวกนี้มันกินพลังจิตมาก อย่าฝืนจนเกินไปล่ะ" อาจารย์หวังเตือนด้วยความหวังดี ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "อ้อ แล้วก็มีอีกเรื่องนึง บอกให้รู้ไว้ล่วงหน้าเลยละกัน"
"เดือนมีนาคม... หรือก็คืออีกครึ่งเดือนข้างหน้า โรงเรียนเราจะมีการจัด 'การสอบร่วมสามสถาบัน' ร่วมกับโรงเรียนมัธยมเหลียนเหอ แล้วก็โรงเรียนมัธยมอิ๋นกั่งที่หนึ่งจากเมืองข้างๆ ด้วย"
"สอบร่วมสามสถาบันเหรอครับ?" สวีอู๋อี้เงยหน้าขึ้นมามอง
โรงเรียนเหลียนเหอกับโรงเรียนอิ๋นกั่งที่หนึ่ง ต่างก็เป็นโรงเรียนสายวรยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในมณฑลตงเจียงเหมือนกัน โดยเฉพาะเหลียนเหอนี่ถือเป็นคู่แค้นตลอดกาลของหงเหอที่หนึ่งเลย
"ใช่ รูปแบบการสอบจะจำลองมาจากการสอบภาคปฏิบัติของการสอบเข้ามหาลัยเป๊ะๆ ถือเป็นการอุ่นเครื่องและเช็กความพร้อมครั้งใหญ่ก่อนลงสนามจริง" น้ำเสียงของอาจารย์หวังดูจริงจังขึ้น
"แล้วรอบนี้ ทางสมาคมวรยุทธ์ระดับมณฑลก็จะส่งคนมาดูการสอบด้วย ในมือพวกเขามีโควตา 'รับตรง' ของมหาวิทยาลัยวรยุทธ์ดังๆ อยู่เพียบ ใครที่โชว์ฟอร์มได้เข้าตา ก็มีสิทธิ์โดนทาบทามตัวไปเลย"
อาจารย์หวังตบบ่าสวีอู๋อี้เบาๆ "เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ พยายามไปคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้ ถ้าทำได้ ทางโรงเรียนก็จะมีรางวัลพิเศษมอบให้อีกก้อนด้วย"
พอได้ยินแบบนั้น สวีอู๋อี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อน "อาจารย์หวังครับ อันดับหนึ่งนี่สงสัยจะหินไปหน่อยมั้งครับ... ผมได้ข่าวมาว่า อวี๋เพ่ยหลิง ของโรงเรียนเหลียนเหอ พลังชีวิตพุ่งทะลุระดับ 13 ไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
"อืม ใช่ ยัยหนูนั่นแตะระดับ 13 ไปตั้งแต่ก่อนปิดเทอมแล้ว" อาจารย์หวังไม่ได้ปิดบัง แถมยังหัวเราะออกมาเบาๆ "ก็เพราะงั้นแหละ เธอเลยโดนส่งตัวไปเข้าแคมป์ติวเข้มที่เมืองหลวงของมณฑลเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มาลงสอบรอบนี้หรอก"
"อ้าว... อย่างนั้นเองเหรอครับ" หัวใจของสวีอู๋อี้เริ่มพองโตด้วยความหวัง
ถ้าต้องไปสู้กับพวกระดับ 13 หรือสูงกว่านั้น ถ้าเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ เขาอาจจะพอเอาวิชาวรยุทธ์เข้าสู้แล้วลองเสี่ยงดูได้
แต่อวี๋เพ่ยหลิงคืออัจฉริยะตัวท็อป ฝีมือวรยุทธ์ของเธอไม่มีทางธรรมดาแน่ๆ
แต่ถ้าอวี๋เพ่ยหลิงไม่ได้ลงแข่งด้วย โอกาสที่เขาจะคว้าแชมป์มันก็เปิดกว้างขึ้นมาทันที
สวีอู๋อี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถึงจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยไฟแห่งการต่อสู้ที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"ทราบแล้วครับ อาจารย์หวัง"
หลังจากอาจารย์หวังเดินจากไป สวีอู๋อี้ก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาตกตะกอนอยู่ในหัว
การสอบร่วมสามสถาบัน... อวี๋เพ่ยหลิง... การรับรู้เจตจำนง... เคล็ดสลายเมฆา... การปั่นปราณเลือด... ข้อมูลทั้งหมดวิ่งวนอยู่ในหัว ก่อนจะขมวดปมรวมกันกลายเป็นคำสามคำสั้นๆ —
เวลาไม่คอยท่า!
...
วันรุ่งขึ้น สวีอู๋อี้ล็อกอินเข้าสู่เครือข่ายประลองยุทธ์อีกครั้ง
แต่รอบนี้ เขาไม่ได้ตรงดิ่งไปที่ลานฝึกซ้อม แต่กดเข้าไปที่หมวด "การรับรู้เจตจำนง" แทน
และมันก็เป็นอย่างที่อาจารย์หวังบอกไว้จริงๆ ในหมวดนี้มีลิสต์ "เศษเสี้ยวเจตจำนง" ขั้นพื้นฐานหลากหลายรูปแบบให้เลือกแลก แต่ราคาของแต่ละอันนี่สิ ทำเอาเหงื่อตกเลยทีเดียว
มันไม่ได้ใช้แค่คะแนนสะสมเท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายเป็นเหรียญสหพันธ์พ่วงด้วย อันที่ถูกที่สุดก็ยังปาเข้าไปตั้ง 100,000 เหรียญสหพันธ์แล้ว
"แพงหูฉี่เลยแฮะ!" สวีอู๋อี้อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
ยิ่งเดินทางบนเส้นทางวรยุทธ์ลึกเข้าไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องผลาญเงินเป็นฟ่อนๆ มากขึ้นเท่านั้น
เศษเสี้ยวเจตจำนงมันก็แค่ตัวอย่างนึงเท่านั้นแหละ ขนาดยาปราณเลือดที่สวีอู๋อี้กินอยู่ แค่อัปเกรดจากระดับ E มาเป็นระดับ D ราคาก็พุ่งพรวดพราดขึ้นไปตั้งหลายเท่าตัว
ราคายาขวดนึงปาเข้าไปสามหมื่นเหรียญ นี่ขนาดซื้อผ่านโควตาพิเศษของโรงเรียนแล้วนะเนี่ย ถ้าไปหาซื้อเองตามท้องตลาดล่ะก็ สี่ห้าหมื่นต่อขวดถือเป็นเรื่องปกติเลย
เพราะตั้งแต่ยาเกรด D ขึ้นไป ทางการจำกัดปริมาณการซื้อขายกันหมด การจะซื้อได้นอกจากต้องมีเงินแล้ว ยังต้องมีระดับเครดิตพลเมืองถึงเกณฑ์ที่กำหนดด้วย
พวกคนธรรมดาต่อให้รวยล้นฟ้าก็หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ หรอก นอกเสียจากจะยอมมุดลงไปซื้อในตลาดมืด
หลังจากสไลด์ดูลิสต์เศษเสี้ยวเจตจำนงแบบผ่านๆ สวีอู๋อี้ก็ตัดสินใจยังไม่กดแลกซื้อ และไม่ได้ใช้สิทธิ์ทดลองเข้าไปชมฟรีๆ ด้วยซ้ำ
เขาถือคติว่า กินข้าวต้องกินทีละคำ เดินต้องเดินทีละก้าว ถ้ารีบร้อนเกินไปเดี๋ยวจะสะดุดขาตัวเองล้มเปล่าๆ
ตอนนี้เขาต้องแบ่งสมาธิไปฝึกทั้ง เคล็ดหล่อหลอมร่างกาย, วิชาเพ่งจิต และเพลงทวนไปพร้อมๆ กัน ถ้าขืนไปยัดตารางเรียนเรื่อง 'เจตจำนง' เข้ามาอีก มันจะกลายเป็นจับปลาสองมือซะมากกว่า
สู้เอาเวลาไปปั้นเพลงทวนให้เลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้นก่อนดีกว่า แล้วค่อยวกกลับมาสนใจเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
อาจารย์หวังอาจจะประเมินความเร็วในการฝึก 'เพลงทวนสยบวายุ' ของเขาไว้ต่ำเกินไป เลยแนะนำให้เหยียบคันเร่งไปพร้อมๆ กัน
แต่ก็อย่างที่อาจารย์หวังบอกนั่นแหละ คำแนะนำจากคนอื่นหรือจากระบบ AI มันก็เป็นแค่แนวทางเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์ที่โตแล้ว ต้องรู้จักตัดสินใจเลือกทางเดินด้วยตัวเอง
"ลุยเพลงทวนก่อนละกัน"
เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด ภาพเงาของทวนก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เสียงแหวกอากาศจากการกวัดแกว่งทวนดังก้องไปทั่วห้องฝึกซ้อมส่วนตัว
ชีวิตของสวีอู๋อี้กลับเข้าสู่โหมดการฝึกฝนสุดโหดอีกครั้ง
เหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบกว่าวันก็จะถึงวันสอบร่วมแล้ว เขาตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะต้องลาก 'เพลงทวนสยบวายุ' ให้แตะขั้นสำเร็จเบื้องต้นให้ได้ หรืออย่างขี้เหร่สุดก็ต้องปั่นให้ถึงระดับเริ่มต้น 100%
ช่วงเช้าที่โรงเรียน เขาก็ยังคงก้มหน้าก้มตาฝึก 'เคล็ดวิชาหล่อหลอมร่างกายขั้นพื้นฐาน' เพื่อช่วยเร่งให้ร่างกายดูดซับยา และช่วยให้ปราณเลือดเสถียร
ยาปราณเลือดระดับ D นี่มันแรงสะใจจริงๆ เขารู้สึกได้เลยว่าระดับพลังชีวิตของตัวเองกำลังพุ่งทะยานเข้าใกล้ 11.5 เข้าไปทุกที
ของแพงมันก็ดีแบบนี้นี่เอง!
พอตกบ่าย เขาก็จะมุดเข้าเครือข่ายประลองยุทธ์ โดยเทคิวให้กับ [เคล็ดสลายเมฆา] เป็นหลัก
หลังจากกระหน่ำแทงทวนไปเป็นหมื่นๆ ครั้ง อัตราความสำเร็จก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การส่งแรงก็เริ่มจะเป็นธรรมชาติมากขึ้น
เขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การยืนแทงเฉยๆ แต่เริ่มฝึก [เคล็ดสลายเมฆา] ไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหว แถมยังเปิดโหมดจำลองสิ่งรบกวน เพื่อฝึกฝนให้ร่างกายสามารถระเบิดพลังออกมาได้ในทุกสถานการณ์
และด้วยความตั้งใจจริง บวกกับโบนัส [รู้แจ้งร้อยจบ] ที่ได้มาทุกวันไม่เคยขาด ทำให้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ความชำนาญของ 'เพลงทวน' พุ่งทะยานขึ้นราวกับติดจรวด
[เพลงทวนสยบวายุ ระดับปัจจุบัน: ขั้นเริ่มต้น (88.7%)]
ตัวเลขบนหน้าต่างระบบ เป็นเหมือนเครื่องยืนยันความพยายามของเขาในแต่ละวัน
แต่ถึงจะเน้นซ้อมคนเดียว เขาก็ไม่ได้ทิ้งการต่อสู้จริงไปซะทีเดียว
ทุกๆ หนึ่งถึงสองวัน เขาจะแวะไปลงสนามในลานประลองระดับต้นสักสองสามแมตช์ ไม่ใช่แค่เพื่อเคาะสนิม แต่เพื่อเอา [เคล็ดสลายเมฆา] ไปเทสต์ของจริงด้วย
แรกๆ ตอนที่พยายามยัด [เคล็ดสลายเมฆา] เข้าไปในจังหวะแทง มันก็ดูจงใจไปหน่อย บางทีก็มัวแต่เกร็งหาจังหวะส่งแรง จนพลาดโอกาสทองไปดื้อๆ
แต่พอความชำนาญเพิ่มขึ้น อาการติดขัดพวกนั้นก็ค่อยๆ หายไป การแทงทวนเริ่มเนียนตาและจับทางยากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งเรียนรู้วิชาวรยุทธ์ลึกซึ้งมากเท่าไหร่ สไตล์การต่อสู้ที่แสดงออกมาก็ยิ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนย่อมมีทางถนัดเป็นของตัวเอง
บางคนใช้ [เคล็ดสลายเมฆา] ในสไตล์ดุดันบ้าบิ่น บางคนก็เน้นความอำมหิตซ่อนเร้น หรือบางคนก็ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเผด็จศึก แต่สไตล์ของสวีอู๋อี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่เน้นพลังทำลายล้างแบบตู้มเดียวจอด และไม่เน้นการเสี่ยงตายบุกทะลวง แต่เขาเลือกที่จะค่อยๆ สอดแทรกมันเข้าไปในทุกๆ การโจมตีอย่างแนบเนียน
เขาอยากให้คู่ต่อสู้รู้ตัวอีกที ก็ตอนที่รู้ว่าหลบไม่พ้นแล้ว และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องงัดเอาแรงทั้งหมดขึ้นมาปะทะตรงๆ
มันเป็นสไตล์การต่อสู้ที่เปรียบเสมือนขุนเขาที่บีบอัดเข้ามา สง่าผ่าเผย ตรงไปตรงมา... แต่กลับหลบหลีกไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว!
(จบแล้ว)