- หน้าแรก
- ระบบความเพียร ฝึกฝนครบร้อยครั้งก็เทพได้
- บทที่ 23 - วิชาสืบทอดประจำตระกูล
บทที่ 23 - วิชาสืบทอดประจำตระกูล
บทที่ 23 - วิชาสืบทอดประจำตระกูล
ทั้งสองคนเข้าสู่ลานประลองเสมือนจริงอีกครั้ง
แต่คราวนี้ ท่าทีของหลิวจิ้งเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ!
ทันทีที่เสียงแจ้งเตือน "เริ่มได้" จากระบบดังขึ้น ร่างของเธอก็พุ่งฉิวออกไปราวกับภูตผี
ไม่มีการวิ่งวนไปมาแบบเน้นลีลาเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว มีเพียงความเด็ดขาดที่แฝงไปด้วยความดุดัน พุ่งตรงเข้าใส่คู่ต่อสู้ทันที!
เคล็ด 'ดรรชนีประสานจิต' ของเธอทั้งเร็วกว่าเดิมและโหดเหี้ยมกว่าเดิม แฝงเร้นไปด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง
แสงจางๆ ที่ปลายนิ้วอัดแน่นจนเป็นรูปเป็นร่าง เสียงแหวกอากาศดังก้องแสบแก้วหู
เธอไม่ได้พยายามมองหาจังหวะที่ "เพอร์เฟกต์" ที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่กลับอาศัยความลึกล้ำของวิชาดรรชนีประจำตระกูล โหมกระหน่ำโจมตีราวกับพายุบุระแคม
"ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!"
พลังดรรชนีแหวกอากาศ พุ่งเข้าครอบคลุมร่างคู่ต่อสู้ดุจห่าฝนในชั่วพริบตา
นักเรียนชายที่ท้าประลองเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คาดคิดมาก่อน ว่าหลิวจิ้งจะเปิดฉากด้วยการต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายขนาดนี้
วิชาหมัดสายดุดันที่เขาถนัด พอมาเจอวิชาดรรชนีที่เล่นไม่ซื่อของหลิวจิ้งเข้า กลับถูกกดจนโงหัวไม่ขึ้น!
เขาพยายามจะปัดป้อง แต่พลังดรรชนีที่อัดแน่นนั้นมักจะหาช่องโหว่เจาะทะลวงผ่านการตั้งรับของเขาเข้ามาได้เสมอ จิ้มโดนทั้งท่อนแขน หัวไหล่ หรือแม้แต่แก้มของเขา
ทุกครั้งที่โดนจิ้ม ความเจ็บปวดแปลบปลาบราวกับโดนเจาะทะลวงหัวใจก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง พร้อมกับอาการลมปราณติดขัด
ถึงตอนนี้เขาถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ที่เห็นสวีอู๋อี้รับมือได้อย่างสบายๆ ก่อนหน้านี้ เอาเข้าจริงวิชา 'ดรรชนีประสานจิต' ของหลิวจิ้งไม่ได้กระจอกเลยสักนิด
พอสลับมาเป็นตัวเขาเองที่ต้องมาเจอกับตัว กลับกลายเป็นฝ่ายที่โดนอัดจนตั้งตัวไม่ติด ได้แต่หลบหลีกหัวซุกหัวซุน ไม่มีโอกาสได้สวนกลับเลยแม้แต่น้อย
แววตาของหลิวจิ้งเย็นเยียบ การเคลื่อนไหวไม่มีชะงักงันแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับต้องการจะระบายความอัดอั้นที่ได้รับจากสวีอู๋อี้เมื่อครู่ ลงกับคู่ต่อสู้ตรงหน้าให้หมด
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ร่างของคู่ต่อสู้ก็เต็มไปด้วยรอยนิ้วจิ้มจนพรุน ชุดต่อสู้เสมือนจริงขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวหนังที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ราวกับถูกจิ้มจนพรุนเป็นรังผึ้งจริงๆ!
"พอได้แล้ว!" นักเรียนชายคนนั้นทนรับการถูกทรมานอยู่ฝ่ายเดียวไม่ไหวอีกต่อไป พยายามจะดิ้นรนสวนกลับเฮือกสุดท้าย
ทว่า ในจังหวะที่เขายกมือขึ้น แววตาของหลิวจิ้งก็ประกายวาบ จับช่องโหว่ได้ในพริบตา นิ้วหนึ่งจิ้มทะลวงฝ่าอากาศออกไป ราวกับทำลายขีดจำกัดของมิติ พุ่งเป้าไปที่ลำคอของเขาอย่างแม่นยำ!
"ฉึก!"
แสงที่ปลายนิ้วทะลวงเข้าไป
เสียงของนักเรียนชายคนนั้นขาดห้วงไปทันที ดวงตาเบิกโพลง ร่างเสมือนจริงกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ก่อนจะทรุดฮวบลงกองกับพื้น แล้วกลายเป็นแสงสลายหายไป
[ผู้ชนะ: หลิวจิ้ง!]
รอบลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
หลิวจิ้งที่ยืนอยู่กลางลานหอบหายใจถี่ ใบหน้ายังคงซีดเผือดเหมือนก่อนหน้านี้ แต่แววตากลับแฝงความเด็ดเดี่ยวในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เหล่านักเรียนที่ยืนมุงดูต่างก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
วินาทีนี้ ไม่มีใครกล้ามองว่าเธอเป็น "หมูตู้" อีกต่อไปแล้ว
มุมปากของอาจารย์โจวยวิ๋น เผลอกระตุกยิ้มขึ้นมาบางๆ
...
การท้าประลองสิ้นสุดลง อันดับทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง
นักเรียนต่างแยกย้ายกันกลับ แม้ผลการจัดสรรทรัพยากรจะสรุปแล้ว แต่โควตาที่นักเรียนแต่ละคนจะเอาไปแลกเป็นทรัพยากรอะไรนั้น ยังไม่ได้กำหนดตายตัว
อาจารย์โจวยวิ๋นและอาจารย์หวังเหวินไห่ จะเป็นคนวางแผนการฝึกซ้อมให้เหมาะกับแต่ละคนโดยเฉพาะ
พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ได้ชี้แจงกฎกติกาการท้าประลองเพิ่มเติมด้วย:
เนื่องจากทรัพยากรจะถูกแจกจ่ายทุกๆ ครึ่งเดือน ดังนั้นการท้าประลองก็เช่นกัน นักเรียนแต่ละคนจะสามารถท้าประลองได้แค่ 1 ครั้งต่อครึ่งเดือนเท่านั้น ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร หรือผลการประลองจะออกมาเป็นยังไงก็ตาม
นี่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกหัวกะทิอันดับต้นๆ ต้องมานั่งรับคำท้าแบบไม่จบไม่สิ้น หรือป้องกันไม่ให้พวกอันดับท้ายๆ ใช้สิทธิ์ท้าประลองแบบพร่ำเพรื่อ
หลิวจิ้งเก็บของเงียบๆ ปฏิเสธคำปลอบใจจากเพื่อนผู้หญิงสองสามคนที่ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แล้วเดินออกจากโรงเรียนไปเพียงลำพัง
เมื่อกลับถึงบ้านและผลักประตูเข้าไป เธอกลับพบใครบางคนที่ไม่ได้คาดคิดนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น
หลิวเจิ้นอู่ พ่อของเธอ กำลังนั่งอยู่บนโซฟา มือถือถ้วยชาร้อน สายตาจับจ้องมาที่เธออย่างนิ่งสงบ
หลิวเจิ้นอู่วัยสี่สิบกว่า รูปร่างกำยำล่ำสัน นั่งหลังตรงแหน่ว แม้จะอยู่ในบ้านแต่ก็ยังมีกลิ่นอายความเด็ดขาดของยอดฝีมือแผ่ออกมา
เขาเป็นผู้ใช้วรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ของจริง แม้ฝีมือจะตกลงไปบ้างเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่สายตาและประสบการณ์ก็ยังคงเฉียบแหลม
"พ่อคะ? ทำไมวันนี้กลับบ้านเร็วจัง?"
หลิวจิ้งแปลกใจนิดหน่อย ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องติวเข้ม ความละอายใจที่เพิ่งจะจางหายไปก็ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก
เธอก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาพ่อ
"อาจารย์โจวยวิ๋นโทรมาหาพ่อ" น้ำเสียงของหลิวเจิ้นอู่เรียบเฉย เดาอารมณ์ไม่ออก
ร่างของหลิวจิ้งแข็งทื่อทันที เธอก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม เสียงสั่นเครือราวกับกระซิบ "...หนูขอโทษค่ะพ่อ หนูทำให้ตระกูลเราต้องอับอาย"
เธอเตรียมใจรับคำด่าทอจากพ่อเต็มที่
ถึงตระกูลหลิวจะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มีชื่อเสียงในแวดวงวรยุทธ์ของเมืองหงเหออยู่พอสมควร
ไม่ใช่แค่เพราะหลิวเจิ้นอู่เคยเป็นปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะ หลิวเหยียน ลูกชายคนโตของเขา เคยสอบได้ที่หนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยวรยุทธ์ของเมืองหงเหอเมื่อสี่ปีก่อน และสอบติดมหาวิทยาลัยซิงอู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถาบันใหญ่ได้สำเร็จด้วยคะแนนยอดเยี่ยม
ตอนนั้นหลิวเหยียนก็เรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายหงเหอที่หนึ่งนี่แหละ ตลอดสามปีที่เรียนอยู่เขาทำผลงานได้โดดเด่นมาก ชนิดที่กดหัวโรงเรียนมัธยมเหลียนเหอที่เป็นคู่แข่งซะจมมิด
ส่วนหลิวจิ้งเองก็มีพรสวรรค์ในด้าน 'ดรรชนีประสานจิต' ไม่ด้อยไปกว่าพี่ชายเลย เธอถูกคาดหวังมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับโดนคนอื่นต่อยตายคาที่ตั้งแต่โผล่หน้าไปเรียนห้องติวเข้มวันแรก...
ทว่า เสียงตวาดด่าที่คิดไว้กลับไม่ดังขึ้นเลย
หลิวเจิ้นอู่วางถ้วยชาลง เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวจิ้ง เอื้อมมือไปตบไหล่เธอเบาๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง "ลูกบ้าเอ๊ย แพ้ชนะแค่นี้ มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซะหน่อย"
"เส้นทางวรยุทธ์มันต้องดูกันยาวๆ ไม่ใช่วัดกันแค่ช่วงสั้นๆ หรอกนะ"
"แล้วก็ไม่ต้องไปรู้สึกอับอายด้วย การฝึกวรยุทธ์ก็เพื่อตอบสนองความต้องการในใจของลูกเอง จะไปแคร์สายตาคนอื่นทำไม?"
หลิวจิ้งเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อเลยว่าพ่อที่ปกติเจ้าระเบียบสุดๆ จะกลับกลายเป็นฝ่ายมาปลอบใจเธอซะเอง
หลิวเจิ้นอู่พูดต่อ "ปัญหาของลูกก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพราะฝีมือสู้เขาไม่ได้ แต่เป็นเพราะใจลูกไม่เด็ดขาดพอต่างหาก ขนาดลานประลองเสมือนจริงยังไม่กล้าเสี่ยงชีวิต แล้วถ้าวันหน้าไปเจออันตรายจริงๆ เข้า จะทำยังไง?"
"ด่านทดสอบด่านนี้ ยังไงลูกก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ผ่านมันไปได้ตั้งแต่ตอนนี้แหละ ถือเป็นเรื่องดีแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ แววตาของหลิวเจิ้นอู่ก็ฉายแววรู้สึกผิดวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป
ในฐานะปรมาจารย์ยุทธ์ เขาย่อมรู้จุดอ่อนของลูกสาวตัวเองดีที่สุด
จุดอ่อนนี้ เขาควรจะเป็นคนลงมือแก้ไขให้เองกับมือด้วยซ้ำ แต่เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเล็กที่เกิดมาตอนเขาอายุเยอะแล้ว เขาก็เลยทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน จะให้ลงมือดัดนิสัยก็ทำไม่ลง
ผลัดวันประกันพรุ่งมาจนถึงตอนนี้ พอมาวันนี้เขาถึงเพิ่งตาสว่าง รู้ตัวว่าความลังเลของตัวเอง เกือบจะทำร้ายลูกสาวเข้าให้แล้ว
"แต่หนูแพ้หมดรูปเลยนะคะ..." หลิวจิ้งนึกถึงหมัดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของสวีอู๋อี้ แล้วก็นึกถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง ขอบตาก็เริ่มแดงรื้นขึ้นมาอีก
"แพ้หมดรูปงั้นเหรอ?" หลิวเจิ้นอู่ส่ายหน้า หัวเราะเบาๆ "วันนี้ลูกแพ้ได้สมศักดิ์ศรีแล้วล่ะ"
"หือ?" หลิวจิ้งประหลาดใจ "สวีอู๋อี้คนนั้นระดับพลังชีวิตยังน้อยกว่าหนูอีกนะคะ แถมไม่ได้เรียนวิชาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วย หมัดสุดท้ายนั่นก็ดูธรรมดามากๆ เหมือนกับ..."
"มันคือ 'เคล็ดวิชาหล่อหลอมร่างกายขั้นพื้นฐาน'" หลิวเจิ้นอู่ตอบอย่างมั่นใจ เขาได้รับโทรศัพท์จากโจวยวิ๋น แน่นอนว่าต้องได้ดูคลิปวิดีโอการประลองทั้งสองรอบของลูกสาวแล้ว
จริงๆ หลิวจิ้งก็พอมองออก แต่เพราะหมัดนั้นของสวีอู๋อี้มันทรงพลังมาก พลังทำลายล้างมันทะลุเพดานความรู้เรื่อง 'เคล็ดวิชาหล่อหลอมร่างกายขั้นพื้นฐาน' ของเธอไปไกลลิบ เธอเลยไม่กล้าฟันธง
นี่ครูเรียกมันว่าพื้นฐานงั้นเหรอ? ตรงไหนของมันที่เรียกว่าพื้นฐานกันเนี่ย!
เหมือนหลิวเจิ้นอู่จะอ่านความคิดลูกสาวออก เขาจึงทำได้แค่พูดอย่างจนใจ "มันคือ 'เคล็ดวิชาหล่อหลอมร่างกายขั้นพื้นฐาน' จริงๆ นั่นแหละ แต่... มันเป็น 'เคล็ดวิชาหล่อหลอมร่างกายขั้นพื้นฐาน' ระดับสำเร็จเบื้องต้นต่างหากล่ะ"
(จบแล้ว)