- หน้าแรก
- เสียงในใจดังทะลุฟ้า รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็นที่รักของคนทั้งสำนัก
- บทที่ 13: หินทดสอบปราณจำแลงกาย
บทที่ 13: หินทดสอบปราณจำแลงกาย
บทที่ 13: หินทดสอบปราณจำแลงกาย
บทที่ 13: หินทดสอบปราณจำแลงกาย
เฉินจิ้งยิ้มซื่อๆ "ข้าทดสอบได้รากปราณผสม ศิษย์พี่เจิ้งบอกว่าข้าสามารถเข้าสู่สำนักในเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ในเดือนหน้า"
"ขอแสดงความยินดีด้วยศิษย์พี่ ที่ในที่สุดก็สมความปรารถนาเสียที" เสิ่นเล่อยี่ยนชี้ไปยังเนื้อวัวชิ้นโตที่เพิ่งซื้อมาจากโรงครัว "เหมาะเจาะพอดีที่จะได้กินของอร่อยๆ ถือโอกาสนี้มาฉลองด้วยกันเถอะ"
เฉินจิ้งไม่ได้มีท่าทีเกรงอกเกรงใจ ทว่ากลับเอ่ยถามด้วยความเสียดาย "เสิ่นเล่อยี่ยน ทำไมวันนี้เจ้าถึงไม่ไปร่วมการทดสอบรากปราณล่ะ?"
"ข้าเคยบอกท่านไปแล้วมิใช่หรือศิษย์พี่ ข้าไม่อยากบำเพ็ญเพียรน่ะ"
เฉินจิ้งชนไหล่เขา "เจ้านี่นะ..."
เสิ่นเล่อยี่ยนเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับหัวเราะร่วน "ทำอาหารกันเถอะๆ แค่เห็นเนื้อวัวชิ้นนี้ข้าก็น้ำลายสอแล้ว..."
ในยุคโบราณเช่นนี้ เนื้อวัวใช่ว่านึกอยากจะกินก็กินได้ตามใจชอบ ราชสำนักมีกฎข้อห้ามมิให้ผู้ใดลอบฆ่าวัวที่ใช้ทำนาโดยเด็ดขาด จะกินเนื้อวัวได้ก็ต่อเมื่อมันแก่ตายหรือป่วยตายเท่านั้น
นับตั้งแต่ทะลุมิติมา เขายังไม่เคยได้ลิ้มรสเนื้อวัวเลยสักครั้ง อย่าว่าแต่เนื้อวัวสไลซ์สำหรับกินกับหม้อไฟเลย
เขาสอนให้เฉินจิ้งช่วยตั้งเตาแบบง่ายๆ และก่อไฟในลานเรือนเพื่อผัดน้ำซุปหม้อไฟ ส่วนตัวเขาก็ขอยืมกระบี่มาแล่เนื้อวัวเป็นแผ่นบาง
เนื่องจากเฉินจิ้งผ่านการทดสอบรากปราณและกำลังจะได้เข้าสู่สำนักใน ทางสำนักจึงได้มอบกระบี่ประจำกายให้แก่เขาหนึ่งเล่ม
ขณะที่เสิ่นเล่อยี่ยนกำลังแล่เนื้อวัว เขาก็กล่าวขอขมาในใจ
ขอโทษด้วยนะเจ้ากระบี่น้อย ข้าลืมขอยืมมีดอีโต้มาจากหลังครัวจริงๆ เลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้เจ้ามาหั่นเนื้อ... เฉินจิ้งแคะหูพลางเอ่ย "ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนได้ยินกระบี่ของตัวเองกำลังด่าทอใครอยู่เลย..."
เสิ่นเล่อยี่ยนตอบกลับไป "จะเป็นไปได้ยังไงกัน!"
"ว่าแต่ เจ้าตั้งใจจะทำอาหารอันใดงั้นหรือ? ข้าไม่คุ้นตาเอาเสียเลย"
เสิ่นเล่อยี่ยนแต่งเรื่องโกหกหน้าตาย "เป็นอาหารที่ท่านพ่อท่านแม่ของข้าคิดค้นขึ้นมาน่ะ ตอนเด็กๆ ข้าได้กินบ่อย ก็เลยยังจำวิธีทำได้"
เครื่องแกงหม้อไฟถูกผัดจนส่งกลิ่นหอมฉุย จากนั้นจึงเทน้ำเดือดจัดตามลงไป น้ำมันพริกสีแดงสดลอยล่องอยู่บนผิวน้ำ ส่งกลิ่นหอมหวนและเผ็ดร้อนเตะจมูก
เสิ่นเล่อยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ในช่วงฤดูร้อนตะวันจะตกดินช้า ทว่าในยามนี้ท้องฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มเสียแล้ว ดวงดาราเปล่งประกายระยิบระยับประดับประดาอยู่เบื้องบน
เขานัดแนะกับหินทดสอบปราณไว้ว่าจะมากินมื้อดึกด้วยกันที่นี่ ทำไมนางถึงยังไม่มาอีกนะ?
หวังว่านางคงจะไม่ได้ถูกลู่อวี้หยวนอี้และเหล่าผู้อาวุโสของสำนักกักตัวเอาไว้หรอกนะ
เขามองดูขนมเสวี่ยเม่ยเหนียงและเผือกกวนที่เพิ่งทำเสร็จไปได้เพียงครึ่งเดียว ก่อนจะยัดชามและตะเกียบใส่มือของเฉินจิ้ง
"ศิษย์พี่ คนที่ข้านัดไว้ยังไม่มาเลย ข้าต้องออกไปตามหานางสักหน่อย..."
เฉินจิ้งพยักหน้ารับ "เข้าใจแล้ว ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน แต่ทางที่ดีเจ้ารีบไปรีบกลับล่ะ ขืนปล่อยให้เดือดทิ้งไว้เรื่อยๆ น้ำแกงในหม้อได้งวดหมดพอดี!"
"ตกลง!"
เขาใช้ทางลัดและมุ่งหน้าตรงไปยังหอหลิงซีทันที
ภายในใจลอบคำนวณหาวิธีพาหินทดสอบปราณออกมากินมื้อดึก โดยที่ไม่เป็นการเปิดเผยเรื่องรากปราณของตนเอง หากเจ้าสำนักลู่และเหล่าผู้อาวุโสยังคงรวมตัวกันอยู่ในหอหลิงซี
ทว่าทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากป่าไผ่ เงาดำสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาเบื้องล่างแสงจันทร์นวลกระจ่าง
"เสิ่นเล่อยี่ยน!"
เสิ่นเล่อยี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง หินทดสอบปราณที่อยู่เบื้องหน้าเขาได้กลายร่างจากก้อนหินเป็นเด็กหญิงตัวน้อยโดยสมบูรณ์แล้ว นางดูโตกว่าตอนที่พบกันครั้งแรกอยู่สักหน่อย อายุอานามน่าจะประมาณหกเจ็ดหนาวเห็นจะได้
หากไม่ใช่เพราะผมแกละสองข้างที่ชี้โด่ชี้เด่เป็นเอกลักษณ์นั่น เขาเองก็คงไม่กล้าฟันธงว่าเป็นนาง
"เสิ่นเล่อยี่ยน ข้ากำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดี ไม่นึกเลยว่าจะมาบังเอิญเจอกันตรงนี้ เจ้าสัญญาว่าจะเลี้ยงของอร่อยข้านี่นา เสร็จหรือยังล่ะ?"
"เสร็จแล้วล่ะ ข้ายังเป็นกังวลอยู่เลยว่าเจ้าจะถูกกักตัวไว้ที่หอหลิงซี... เจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโสยอมปล่อยเจ้ามาง่ายๆ แบบนั้นเลยรึ?"
หินทดสอบปราณเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
"ใช่สิ ข้ายืนกรานเสียงแข็งไปว่าข้าเพิ่งจะจำแลงกายได้ในค่ำคืนนี้ พลังปราณก็เลยเหือดแห้ง แถมอายุอานามก็ปาเข้าไปตั้งเท่าไหร่แล้ว สายตาก็เลยฝ้าฟางมองผิดไป ข้าบอกพวกเขาไปว่าในสำนักอวิ๋นซีไม่มีศิษย์คนใดที่มีรากปราณเดี่ยวระดับไร้เทียมทานเลยแม้แต่คนเดียว"
"พอเจ้าคนนิสัยไม่ดีลู่อวี้หยวนอี้ได้ยินแบบนั้น ก็ยอมปล่อยข้ามาอย่างง่ายดายเลยล่ะ"
แม้เสิ่นเล่อยี่ยนจะเป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ใสซื่อ แต่หากเขามองไม่ออกว่าเรื่องนี้มีความทะแม่งๆ ซ่อนอยู่ เขาคงจะเอาชีวิตไม่รอดตั้งแต่บทแรกไปแล้ว
"...เจ้าสำนักลู่กับเหล่าผู้อาวุโสจะยอมเชื่อข้ออ้างฟังไม่ขึ้นแบบนั้นจริงๆ น่ะหรือ?"
"...ข้ออ้างของข้ามันฟังไม่ขึ้นงั้นหรือ?"
"เจ้าสำนักลู่แค่เป็นคนนิสัยไม่ดี ไม่ได้เป็นคนโง่เขลาเสียหน่อย"
หินทดสอบปราณทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าเงียบๆ "นั่นสินะ..."
หินทดสอบปราณถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล ทว่านางเพิ่งจะจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ไม่นานนัก ตามที่นางเล่าให้ฟัง ตอนที่นางเพิ่งจะสามารถจำแลงกายได้เป็นครั้งแรกเมื่อพันปีก่อน นางถูกลู่อวี้หยวนอี้ใช้ถังหูลู่เพียงไม้เดียวหลอกล่อให้มายังสำนักอวิ๋นซี
หลังจากนั้น นางก็ใช้ชีวิตกินๆ นอนๆ อยู่ในสำนักอวิ๋นซีก่อนจะหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนาน
จนกระทั่งมาถึงวันนี้ เมื่อจู่ๆ นางได้กลิ่นอายของรากปราณเดี่ยวระดับไร้เทียมทานที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน นางจึงได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวหรือชั้นเชิงมากเท่ากับพวกตาเฒ่าที่ใช้ชีวิตมานับพันปีเหล่านั้น
"เจ้ายังเด็กนัก" เสิ่นเล่อยี่ยนดึงผมแกละของหินทดสอบปราณเบาๆ "โลกของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เจ้ายังมีเรื่องต้องเรียนรู้อีกมากเชียวล่ะ"
หินทดสอบปราณทำหน้ามุ่ย "...แล้วอย่างนี้ ข้ายังจะได้กินมื้อดึกในคืนนี้อยู่ไหม?"
"แน่นอนสิ ข้าทำเสร็จหมดแล้ว อีกอย่าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันก็แค่ความบังเอิญ ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย"
"แต่ว่า... เจ้าคนนิสัยไม่ดีลู่อวี้หยวนอี้อาจจะมาจับตัวเจ้าไปนะ"
"ตอนนี้เขาก็ยังไม่มาไม่ใช่หรือไง?"
บางทีเจิ้งจื่อเหิงอาจจะช่วยพูดแก้ต่างให้เขาต่อหน้าเจ้าสำนักลู่ หรือไม่ระดับเบื้องบนของสำนักอวิ๋นซีก็คงตัดสินใจที่จะทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกอย่าง ต่อให้เป็นสำนักอวิ๋นซีก็ใช่ว่าจะสามารถจับตัวเขามาบังคับให้บำเพ็ญเพียรได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่
"ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็ไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า บนโลกใบนี้ เรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด... ปะ ไปกินกันเถอะ!!!"
พวกเขากลับมาที่ลานเรือน เฉินจิ้งได้ช่วยนำวัตถุดิบที่สุกยากอย่างเช่นเต้าหู้และเห็ดลงไปต้มในหม้อไฟให้เรียบร้อยแล้ว
ขนมเสวี่ยเม่ยเหนียงเองก็ถูกปั้นเป็นรูปทรงและวางจัดเรียงไว้บนจานด้านข้าง แป้งด้านนอกโปร่งใสจนสามารถมองเห็นเนื้อผลไม้และครีมที่สอดไส้อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน
เสิ่นเล่อยี่ยนแนะนำนางให้เฉินจิ้งรู้จัก "นี่คือศิษย์น้องหญิงคนใหม่ของสำนักเรา นางชื่อว่า..."
หินทดสอบปราณเอาแต่จ้องมองน้ำแกงหม้อไฟที่กำลังเดือดปุดๆ ตาไม่กะพริบ "ข้าชื่อชิงหลี"
เฉินจิ้งไม่ได้นึกสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย
ยามที่ผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักอวิ๋นซีเดินทางลงเขา พวกเขามักจะพาเด็กกำพร้าไร้บ้านที่บังเอิญพบเจอกลับมาอุปการะอยู่เสมอ ในเมื่อสำนักนอกมีศิษย์อยู่มากมายก่ายกอง การที่จะไม่รู้จักหน้าค่าตากันไปเสียทุกคนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ชิงหลีดูเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยอายุเพียงหกเจ็ดหนาวเท่านั้น บางทีนางอาจจะประสบกับโศกนาฏกรรมทางครอบครัวจนต้องระหกระเหินมาเป็นศิษย์สำนักนอกที่สำนักอวิ๋นซีแห่งนี้ก็เป็นได้
"เอาล่ะ ทุกคนนั่งลงเถอะ ตอนนี้ใส่เนื้อวัวสไลซ์กับผักลงไปได้แล้ว มา กินขนมเรียกน้ำย่อยกันก่อนดีกว่า"
ชิงหลีรีบคว้าขนมเสวี่ยเม่ยเหนียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วพลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นี่คืออะไรหรือ?"
"เป็นขนมหวานชนิดหนึ่งน่ะ"
"มันทำมาจากอะไรหรือ?"
"แป้งด้านนอกทำมาจากแป้งข้าวโพด แป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย และนมวัว ส่วนไส้ข้างในเป็นครีมที่ตีขึ้นมาจากผลไม้และไข่ขาวน่ะ"
ชิงหลีกัดลงไปหนึ่งคำ ลิ้มรสชาติอย่างละเมียดละไม และในที่สุดก็เอ่ยประเมินผลลัพธ์ด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ
"คราวหน้า ถ้าของเซ่นไหว้ไม่ได้มาจากฝีมือเจ้าล่ะก็ ข้าจะไม่ยอมกินเด็ดขาด!"
เฉินจิ้งเองก็กำลังดื่มด่ำไปกับรสชาติของขนมหวานรูปแบบใหม่นี้เช่นกัน มันทั้งหวาน หอม นุ่มละมุน และหนึบหนับ เขาไม่รู้เลยว่าไส้ครีมด้านในนั้นทำขึ้นมาได้อย่างไร ทว่าเนื้อสัมผัสนั้นกลับเนียนนุ่มและไม่ได้หวานเลี่ยนจนเกินไป
พอได้ยินประโยคเมื่อครู่ เขาก็ชะงักงันไปถึงสองวินาที ราวกับกำลังสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า "อะไรนะ? ของเซ่นไหว้ออะไรกัน?"
เสิ่นเล่อยี่ยนคีบเนื้อวัวที่สุกได้ที่ขึ้นมาหนึ่งชิ้นพลางตีหน้าซื่อ "ท่านคงจะหูฝาดไปเองกระมัง ศิษย์พี่"
กล่าวจบ เขาก็คีบเนื้อวัวชิ้นนั้นวางลงในชามของชิงหลีเพื่อเป็นการปิดปากนางทันที
เลิกพูดจาเลอะเทอะได้แล้ว!