- หน้าแรก
- ท่านพ่อ เปิดประตู องค์หญิงผู้นี้ไปก่อเรื่องกลับมาแล้ว
- บทที่ 12 ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่ไม่มีวันแต่งให้ท่าน
บทที่ 12 ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่ไม่มีวันแต่งให้ท่าน
บทที่ 12 ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่ไม่มีวันแต่งให้ท่าน
บทที่ 12 ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่ไม่มีวันแต่งให้ท่าน
องค์ชายรองถูกนางตอกกลับจนใบหน้าเขียวคล้ำ “จาวหยาง เล่นพอหรือยัง เจ้าใช้วิธีแบบนี้เข้าหากู้ซื่อจื่อ เขาจะยิ่งเกลียดเจ้า”
กู้ซื่อจื่อขมวดคิ้ว แววตารังเกียจฉายชัดยิ่งขึ้น เขารู้สึกว่านางจงใจลากบ่าวตระกูลกู้เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อจะได้พัวพันกับตนนั่นเอง
เดิมทีคิดว่าจาวหยางจวิ้นจู่พอความจำเสื่อมจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง ไม่นึกว่าจะยิ่งหนักข้อขึ้น
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงอีกขั้น “จวิ้นจู่ การกระทำ...ในอดีตของท่าน ข้าไม่ถือสา แต่คนผู้นี้เป็นทาสหนีจากจวนตระกูลกู้ของข้า ขอจวิ้นจู่โปรดอย่าได้ปกป้องอีก เพื่อมิให้ความสัมพันธ์อันดีต้องถูกทำลาย”
กู้ซื่อจื่อ?
เย่ฉยงนึกขึ้นได้ในที่สุด เหมือนว่าจี๋เสียงจะเคยบอกว่าเจ้าของร่างเดิมเคยลุ่มหลงคนผู้นี้
ซี๊ด...
สัญชาตญาณชอบเผือกในตัวเย่ฉยงพลันลุกโชนขึ้นมาทันที
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กวาดสายตามองคนตรงหน้าขึ้นๆ ลงๆ ด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ราวกับกำลังเลือกซื้อเนื้อหมูในตลาดสด
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ไม่ปิดบังของจาวหยางจวิ้นจู่ กู้ซื่อจื่อก็ขมวดคิ้วมุ่น ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างแสดงความรังเกียจชัดเจน
“จวิ้นจู่โปรดสำรวมด้วย”
เย่ฉยงมองเขาอย่างงุนงง “สำรวมอะไร?”
เมื่อเห็นสายตาหยามเหยียดของเขา นางก็พลันเข้าใจในบัดดล “ท่านคงไม่ได้คิดว่า...ข้าชอบท่านหรอกนะ?”
คำถามนี้ช่างตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าผู้ใด
องค์ชายรองขมวดคิ้ว ตวาดลั่น “จาวหยาง! เจ้าเป็นถึงจวิ้นจู่ ท่ามกลางธารกำนัล เหตุใดจึงไร้ยางอายเช่นนี้! เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์ ทำตัวเช่นนี้ จะให้ใครนับหน้าถือตาได้!”
เย่ฉยงมองเขาประหนึ่งมองคนปัญญาอ่อน พลางเอ่ยถามอย่างจริงใจ “สมองส่วนน้อยของท่านยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่หรือ?”
“ไม่น่าจะใช่กระมัง?”
“ล้วนเป็นโอรสของท่านอาเหมือนกัน องค์ชายไท่จื่อก็ทรงฉลาดหลักแหลมดี แต่ท่าน...”
เย่ฉยงไม่ได้พูดประโยคที่เหลือต่อจนจบ แต่ทุกอย่างก็ชัดเจนอยู่ในความเงียบนั้นแล้ว
องค์ชายรองได้ฟังดังนั้นก็แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา เขาเกลียดที่สุดเวลาที่มีคนนำตนไปเปรียบเทียบกับเจ้าคนขี้โรคอย่างไท่จื่อ
“จาวหยาง! ในสายตาของเจ้ายังจะมีข้าผู้เป็นพี่ชายอยู่หรือไม่!”
“ไม่มี ข้าไม่รู้จักท่าน!” เย่ฉยงตอบอย่างเด็ดขาด
องค์ชายรองโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ขณะที่กำลังจะอาละวาด กู้ซื่อจื่อก็รีบเข้ามาขวาง ปลายนิ้วกดลงบนแขนขององค์ชายรองเบาๆ แล้วกระซิบเตือนที่ข้างหู “ฝ่าบาท รอบด้านมีแต่ชาวบ้าน หากมีเรื่องกับจวิ้นจู่ในตอนนี้ มีแต่จะทำให้ฝ่าบาทเสียพระเกียรติ”
พูดจบ เขาก็หันไปมองเย่ฉยง แววตารังเกียจเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ที่เข้มข้น
การสูญเสียความทรงจำสามารถทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงเพียงนี้เชียวรึ?
เมื่อก่อนจาวหยางจวิ้นจู่เป็นเพียงคนโง่เง่าที่น่ารำคาญ แต่จาวหยางจวิ้นจู่หลังความจำเสื่อมในยามนี้กลับทั้งก้าวร้าวทั้งไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้เหตุผลใดๆ เจรจาด้วยได้เลย
เย่ฉยงสบตากับเขา พลางระวังตัว “มองข้าทำไม? ท่านคงไม่ได้ชอบข้าหรอกนะ?”
พูดจบก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยสายตาระแวดระวัง นางมองดูระยะห่างของคนทั้งสอง แล้วรู้สึกไม่วางใจ จึงถอยหลังไปอีกหนึ่งก้าว
เมื่ออยู่ในระยะที่ปลอดภัยพอแล้ว จึงได้ตบหน้าอกของตนเองอย่างโล่งใจ “กู้ซื่อจื่อ ท่านเลิกคิดไปได้เลย ฐานะของพวกเราไม่คู่ควรกัน อยู่ด้วยกันไปก็ไม่มีความสุขหรอก ท่าน...ท่านคู่ควรกับคนที่ดีกว่า ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดอย่างข้า”
เมื่อนึกถึงคำพูดที่กู้ซื่อจื่อบอกให้นางสำรวมเมื่อครู่นี้ นางก็รีบยอกย้อนกลับไปทันควัน
“ขอให้กู้ซื่อจื่อโปรดสำรวมด้วยในภายภาคหน้า อย่าได้มาพัวพันกับข้าผู้เป็นจวิ้นจู่อีก”
กู้ซื่อจื่อ: ???
เขาพัวพันนางรึ?
จาวหยางจวิ้นจู่เสียสติไปแล้วหรือ?
ตกลงใครกันแน่ที่พัวพันใคร?
กู้ซื่อจื่อที่เมื่อครู่ยังคงห้ามปรามองค์ชายรองไม่ให้โกรธ บัดนี้แทบจะรักษาภาพลักษณ์คุณชายผู้สุภาพอ่อนโยนของตนไว้ไม่อยู่
เขากัดฟันพูดว่า “ขอจาวหยางจวิ้นจู่โปรดระวังคำพูด! ข้าผู้เป็นซื่อจื่อไปพัวพันท่านตั้งแต่เมื่อใด?”
“ท่านไม่ได้พัวพันข้า แล้วท่านมาดักข้าที่หน้าเหลาสุราทำไม? ท่าน...ท่านคงไม่ได้ส่งคนมาสะกดรอยตามข้าด้วยใช่หรือไม่?”
เย่ฉยงยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา ในหัวของนางพลันสร้างเรื่องราวดราม่า ‘รักเขาข้างเดียว’ ขึ้นมาเสร็จสรรพ
นางชี้ไปยังองค์ชายรอง ทำสีหน้าราวกับเพิ่งจะประจักษ์แจ้งในทุกสิ่ง
“พอรู้ว่าข้าไม่ชอบท่าน ท่านก็เลยไปลากเขามาด้วย คิดจะใช้ฐานะองค์ชายมากดดันข้างั้นรึ?”
“ท่าน...ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็นคนแบบนี้ ท่านคิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะชายตามองท่านเพิ่มขึ้นรึ?”
“เป็นไปไม่ได้! ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่ต่อให้ตายก็ไม่มีวันยอมแต่งให้ท่าน!”
จี๋เสียงกับหรูอี้ที่อยู่ข้างๆ ฟังจนตกตะลึงไปชั่วขณะ มีอยู่แวบหนึ่งที่พวกนางสงสัยว่าภาพที่จวิ้นจู่เคยวิ่งไล่ตามกู้ซื่อจื่ออย่างไม่ลดละนั้นเป็นเพียงความฝันของตนเองใช่หรือไม่
ส่วนองค์ชายรองกับกู้ซื่อจื่อที่ฟังจนตะลึงงัน ก็ตกใจจนคางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
บัดนี้พวกเขาลืมไปสนิทแล้วว่าตนมาหาเย่ฉยงเพื่อจุดประสงค์ใด
ในหัวมีเพียงความคิดเดียวที่ดังก้อง...เหตุใดในโลกนี้จึงมีคนที่หน้าหนาไร้ยางอายถึงเพียงนี้ได้!
ขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความตกตะลึง เสียงสตรีที่เจือด้วยความโกรธก็ดังขึ้นมาทันที “อะไรนะ? กู้ซื่อจื่อจะแต่งกับเจ้ารึ?!”
เย่ฉยงได้ยินดังนั้นก็หันไปมองตามเสียง
เด็กสาวในชุดชาววังผ้าซาตินลายดอกไม้สีแดงทับทิม ชายกระโปรงประดับพู่ไข่มุกตงจูเม็ดเล็กละเอียด ทุกย่างก้าวจะเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งน่าฟัง ขับเน้นให้เจ้าตัวดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
จี๋เสียงเห็นคู่ปรับตลอดกาล ก็กลัวว่าเจ้านายของตนจะเสียเปรียบ รีบเข้าไปกระซิบเตือนเสียงเบา “จวิ้นจู่ นั่นองค์หญิงสี่...ต้องมาหาเรื่องท่านอีกแน่ๆ เพคะ”
แววตาที่งุนงงของเย่ฉยงพลันเปลี่ยนเป็นระแวดระวังขึ้นมาทันที ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา นอกจากกู้ซื่อจื่อแล้ว คนที่นางได้ยินจี๋เสียงกับหรูอี้พูดถึงบ่อยที่สุดก็คือองค์หญิงสี่ผู้นี้
ว่ากันว่านางกับองค์หญิงสี่ผู้นี้ทะเลาะเบาะแว้งกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่านางจะมีอะไร องค์หญิงสี่ผู้นี้จะต้องแย่งชิงมาให้ได้
ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างเสื้อผ้าอาภรณ์ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างบุรุษที่หมายปอง
สรุปคือ ทั้งสองคนมีความแค้นสะสมกันมานาน กระทั่งสาวใช้ของแต่ละฝ่ายยังแทบอยากจะบีบคออีกฝ่ายให้ตาย ทุกครั้งที่เผชิญหน้าจะต้องเอาชนะกันให้ได้
เมื่อเห็นว่าเย่ฉยงไม่สนใจตน องค์หญิงสี่ก็โกรธจัด “เย่ฉยง เจ้ากล้าเมินข้าผู้เป็นองค์หญิงรึ!”
เย่ฉยงส่ายหน้า “เปล่านี่ ข้าจ้องท่านอยู่!”
องค์หญิงสี่: “.......”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่ากู้ซื่อจื่อจะแต่งกับเจ้า หมายความว่าอย่างไร?”
เย่ฉยงกางมือสองข้างออกอย่างจนปัญญา
“กู้ซื่อจื่อสะกดรอยตามข้า พัวพันข้าไม่เลิกรา พอเห็นว่าข้าไม่สนใจ ก็ยังไปลากองค์ชายรองมาด้วย คิดจะใช้ตำแหน่งกดดันข้า”
“ตอนนี้ยังมาดักข้าที่หน้าประตูเหลาสุรานี่อีก ข้าทำงานมาทั้งเช้า ข้าวยังไม่ได้ตกถึงท้องเลย จะหิวตายอยู่แล้ว!”
องค์หญิงสี่เบิกตากว้าง สงสัยว่าตนเองคงจะฟังผิดไป
“เจ้า...เจ้าบอกว่ากู้ซื่อจื่อพัวพันเจ้ารึ?”
เย่ฉยงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
องค์หญิงสี่เกาศีรษะ “คราวก่อนสมองเจ้าโดนลาเตะจนเพี้ยนไปแล้วรึอย่างไร?”
นางได้ยินมาเพียงว่าเย่ฉยงบาดเจ็บที่ศีรษะจนความจำเสื่อม ไม่นึกว่าจะอาการหนักถึงเพียงนี้
มิน่าเล่าเสด็จแม่ถึงได้ทรงห้ามนางไปที่จวนตวนอ๋องเด็ดขาด
เย่ฉยงกัดฟันกรอด “ข้าสบายดี! แล้วข้าจะบอกเจ้าให้ชัดๆ ต่อไปนี้อย่าเอาข้าไปผูกติดกับกู้ซื่อจื่ออีก ถ้าเจ้าชอบเขา ก็ชอบไปคนเดียว อย่าลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย!”
องค์หญิงสี่ทำหน้าไม่เชื่อ “เจ้ากำลังวางแผนเล่นลูกไม้อะไรอีกรึเปล่า?”
เย่ฉยงลูบป้ายประจำตำแหน่งที่เอวของตนเอง ทำหน้าอวดดี “ข้าผู้เป็นจวิ้นจู่ต่อไปนี้จะสร้างคุณประโยชน์ให้ราชสำนัก ของพรรค์บุรุษน่ะ ยกให้เจ้าไปเลย ข้าไม่ต้องการ!”
สายตาขององค์หญิงสี่ถูกป้ายประจำตำแหน่งที่เอวของเย่ฉยงดึงดูดไปทันที
“ผู้ตรวจการเมืองหลวง? นี่มันตำแหน่งอะไรกัน?”
“เดี๋ยวนะ เจ้าเป็นจวิ้นจู่จะรับราชการได้อย่างไร?”
เย่ฉยงตบป้ายประจำตำแหน่งของตนเองอย่างภาคภูมิใจ “เพราะข้าผู้เป็นจวิ้นจู่มีความสามารถอย่างไรเล่า!”
องค์หญิงสี่โกรธจนนัยน์ตาแดงก่ำ
“เสด็จพ่อลำเอียง! ข้าผู้เป็นองค์หญิงก็อยากจะรับราชการด้วย!”
คำพูดนี้เย่ฉยงไม่ชอบฟังเสียแล้ว “ท่านอาลำเอียงที่ใดกัน!”
นางมองดูชาวบ้านที่มุงดูเรื่องสนุกอยู่หน้าประตูเหลาสุรา แล้วกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง
“อันที่จริงแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ล้วนเป็นเพราะข้าผู้เป็นจวิ้นจู่มีหัวใจเปี่ยมด้วยความยุติธรรม มุ่งมั่นปราบปรามคนชั่ว ขจัดคนพาล ยึดถือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นสำคัญ ขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร ตั้งปณิธานที่จะเป็นขุนนางที่ดี ฝ่าบาททรงเห็นว่าข้ามีความรักชาติรักราษฎรถึงเพียงนี้ จึงได้ทรงแต่งตั้งข้าเป็นผู้ตรวจการเมืองหลวงเป็นกรณีพิเศษ”
เมื่อมองดูชาวบ้านที่มารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงของเย่ฉยงก็ดังขึ้นอีกหลายส่วน
“ต่อไปนี้หากพี่น้องประชาชนทั้งหลายมีความคับข้องใจหรือเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ก็มาหาข้าผู้เป็นขุนนางได้เลย ตราบใดที่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเกี่ยวข้องกับทุกข์สุขของราษฎร ข้าผู้นี้จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่ทุกท่าน!”