เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 เริ่มสงสัย

บทที่ 40 เริ่มสงสัย

บทที่ 40 เริ่มสงสัย


ผลการตรวจรวงข้าวในกระบุงออกมาว่า พบเมล็ดข้าวรังสีระดับปานกลาง 2,380 เมล็ด รังสีระดับต่ำ 240 เมล็ด รวมเป็นเมล็ดข้าวที่กินได้ทั้งหมด 2,620 เมล็ด

นอกจากนี้ยังมีเพลี้ยกลายพันธุ์ที่กินได้อีก 32 ตัว

แต่รวงข้าวในกระสอบเล็กกลับไม่ได้โชคดีขนาดนั้น

ตรวจพบเมล็ดข้าวรังสีปานกลางเพียง 606 เมล็ด และรังสีระดับต่ำแค่ 23 เมล็ด รวมแล้วมีเมล็ดที่กินได้เพียง 623 เมล็ดเท่านั้น

แถมเพลี้ยกลายพันธุ์ก็น้อยลงตามไปด้วย มีแค่ 8 ตัว

นี่มัน... ช่องว่างของจำนวนมันต่างกันเกินไปไหม?

รวงข้าวในกระบุงคือสองในสามของผลผลิตวันนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง

แต่ทำไมรวงข้าวในกระสอบเล็กที่มีปริมาณถึงหนึ่งในสามของวันนี้ กลับให้เมล็ดที่กินได้น้อยขนาดนี้ล่ะ?

หรือจะเป็นเรื่องของดวงและค่าความน่าจะเป็น?

ในเมื่อคิดหาเหตุผลไม่ได้ในเวลาอันสั้น เจียงสือก็เลือกที่จะไม่คิดต่อ อย่างน้อยผลงานรวมของวันนี้ก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อวานมากนัก

สรุปแล้วได้เมล็ดข้าวรวมๆ ประมาณ 10 จิน (5 กิโลกรัม)

ทั้งสามคนรีบแยกเมล็ดข้าวรังสีปานกลางและรังสีต่ำใส่กระสอบแยกกันตามความเหมาะสม

จากนั้นก็มัดปากถุงให้แน่น วางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเอาข้าวรังสีต่ำไว้ด้านในสุดตามด้วยรังสีปานกลาง แล้วยัดทั้งหมดลงไปในกระบุง

ส่วนถุงผ้าใบเล็กที่เดิมทีเอาไว้ใส่ของกินของใช้ส่วนตัว เจียงสือก็แยกออกมาสะพายไว้เอง

เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงบ่ายสอง

เจียงอวี้และซ่งหมิงนั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย

ส่วนเจียงสือซึ่งไม่สนิทกับซ่งหมิงจึงไม่ได้ร่วมวงสนทนาด้วยมากนัก ส่วนใหญ่ถ้าเขาถามคำเธอก็ตอบคำ

ในการตกอยู่ในวงล้อมของคนแปลกหน้าที่เลี่ยงไม่ได้ การนั่งเงียบๆ ฟังคนอื่นคุยกัน นอกจากจะได้เรียนรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับตัวเองแล้ว ยังช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย

อย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

เพราะสำหรับคนแปลกหน้า ความเงียบคือสภาวะที่สบายใจที่สุด

เธอนั่งฟังพวกเขาคุยกันไปพลาง สายตาก็สแกนมองไปรอบๆ แก้เบื่อ

เมื่อมองไปรอบหนึ่ง เจียงสือก็พบว่า "พี่สาวคนสวย" คนนั้นไม่อยู่แล้ว

โธ่...

กะว่าจะแอบมองสาวสวยให้เจริญหูเจริญตาเสียหน่อย ปรากฏว่าทั้งวิวทั้งคนหายไปเสียแล้ว

ไม่นานนัก ครึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป

เวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสองโมงตรง

เจียงอวี้สะพายกระบุงขึ้นหลังแล้วเดินนำทางร่วมกับซ่งหมิงมุ่งหน้าไปยังเต็นท์พักแรมหมายเลข 27 และ 28

เจียงสือเดินตามหลังทั้งสองคนไปเงียบๆ

เจียงอวี้และซ่งหมิงคอยหันมามองเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าเธอเดินตามทัน

เพียงครู่เดียว ทั้งสามคนก็มาถึงเต็นท์หมายเลข 27

เมื่อมองเข้าไป ก็เห็นฉีหลี่นั่งอยู่ตรงมุมเต็นท์ เขากำลังตรวจรังสีรวงข้าวสาลีไปพลาง กวาดสายตามองรอบข้างอย่างระแวดระวังไปพลาง

แทบจะในพริบตาเดียวกับที่ทั้งสามคนมาถึง ฉีหลี่ก็สังเกตเห็นพวกเขาทันที

หมอนี่สัญชาตญาณระวังภัยสูงมากจริงๆ เจียงสือรู้สึกว่าตัวเองยังห่างชั้นกับเขาอยู่เยอะ

ชาวดินแดนร้าง "ตัวจริง" กับ "ตัวปลอม" (อย่างเธอ) มันมีข้อแตกต่างกันจริงๆ นั่นแหละ

ฉีหลี่ตะโกนเรียกทั้งสามคนทันที "พี่! พี่อวี้ พี่สือ! ทางนี้ครับ!"

จากนั้นเขาก็โบกไม้มือหยอยๆ เพื่อบอกพิกัดที่เขานั่งอยู่

เวลานี้ในเต็นท์ยังมีคนอยู่ไม่น้อย เสียงตะโกนของฉีหลี่ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจจึงดูโดดเด่นขึ้นมาทันที ทุกคนต่างหยุดมือจากสิ่งที่ทำอยู่แล้วหันมามองที่ฉีหลี่เป็นตาเดียว

ทุกคนต่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉีหลี่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดที่ถูกจ้องมอง เขาเมินสายตาเหล่านั้นแล้วทักทายพวกซ่งหมิงอย่างร่าเริง

บอกตามตรง เจียงสือที่เป็นพวก i (Introvert) และมีอาการประหม่าในสังคมรู้สึกนับถือในความหน้าหนาของฉีหลี่จริงๆ

ทั้งสามคนเดินผ่านสายตาผู้คนเข้าไปหาฉีหลี่

ซ่งหมิงมองดูกระสอบรวงข้าวสาลีที่เต็มปรี่ตรงหน้าฉีหลี่และกระบุงที่ว่างเปล่า "นายตรวจไปได้เท่าไหร่แล้ว?"

ฉีหลี่เกาหัวแก้เขิน "ไม่เท่าไหร่ครับ ที่กินได้มีแค่ 483 เมล็ดเอง ส่วนรวงข้าวที่เหลือยังไม่ได้ตรวจเลย"

ซ่งหมิงและเจียงอวี้กวาดสายตามองไปรอบเต็นท์ เห็นว่ายังมีคนอีกหลายคนกำลังนั่งตรวจรวงข้าวอยู่และไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน

ทั้งคู่สบตากันอย่างเข้าใจ แล้วเลือกที่จะนั่งลงข้างๆ ฉีหลี่

เจียงสือเตรียมจะนั่งลงตาม แต่เจียงอวี้บอกให้เธอรอเดี๋ยวก่อน

เขาหยิบกระสอบเปล่าออกมาจากกระบุงของฉีหลี่ แล้วปูลงบนพื้น "นั่งตรงนี้สิ"

เจียงสือเดินเข้าไปนั่งลงอย่างว่าง่าย

ตอนนี้ยังออกไปจับตั๊กแตนทันทีไม่ได้ เพราะมันจะดูสะดุดตาเกินไป แต่จะให้นั่งว่างๆ ก็ใช่ที่ ทุกคนจึงช่วยกันลงมือตรวจรวงข้าวในกระสอบของฉีหลี่

ทั้งสี่คนช่วยกันตรวจไปพลาง สังเกตจำนวนคนในเต็นท์ไปพลาง

จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป

ในแถวเต็นท์พักแรมนี้เหลือคนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ส่วนรวงข้าวในกระสอบของฉีหลี่นั้น เพราะช่วยกันตรวจถึงสี่คน เพียงหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย

และตัวเลขเมล็ดข้าวที่กินได้ซึ่งตรวจพบในช่วงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้... มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไม่ว่าจะเป็นรังสีระดับปานกลางหรือระดับต่ำ

ฉีหลี่: 403 เมล็ด (เป็นรังสีปานกลางทั้งหมด)

ซ่งหมิง: 359 เมล็ด (เป็นรังสีปานกลางทั้งหมด)

เจียงอวี้: 421 เมล็ด (เป็นรังสีปานกลางทั้งหมด)

เจียงสือ: 1,032 เมล็ด (รังสีปานกลาง 905 เมล็ด, รังสีระดับต่ำ 127 เมล็ด)

เมื่อทุกคนรายงานตัวเลขผลการตรวจออกมา ฉีหลี่ ซ่งหมิง และเจียงอวี้ถึงกับนิ่งอึ้งเมื่อได้ยินตัวเลขจากปากของเจียงสือ

ฉีหลี่ถึงกับเสียงสั่น "พี่สือ... พี่บอกว่าพี่ตรวจเจอเมล็ดที่กินได้เท่าไหร่นะครับ?"

ทั้งสามคนจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ

เจียงสือกล่าวย้ำอีกครั้งอย่างมั่นใจ: "1,032 เมล็ดค่ะ แบ่งเป็นรังสีปานกลาง 905 เมล็ด และรังสีต่ำ 127 เมล็ด"

พอได้ยินคำยืนยันชัดๆ ฉีหลี่ก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่

"พี่สือ พี่ดวงเฮงเกินไปแล้ว!

ถ้ารวมกับที่ผมตรวจไว้ก่อนหน้า 483 เมล็ด วันนี้ผมเก็บเมล็ดที่กินได้รวมถึง 2,698 เมล็ดเลยนะ!

ปกติปีที่ผ่านๆ มา ผมหาได้วันละแค่ประมาณ 2,000 เมล็ดเอง วันนี้ได้เพิ่มมาตั้งห้าหกร้อยเมล็ดแน่ะ!"

ฉีหลี่จัดการแยกประเภทเมล็ดข้าวที่ตรวจเสร็จแล้วเก็บลงกระเป๋าด้วยความพอใจ

แต่เมื่อสิ้นเสียงฉีหลี่ เจียงอวี้กลับขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เจียงอวี้ลองเชื่อมโยงเหตุการณ์ช่วงที่ผ่านมากับการใช้ชีวิตร่วมกับเจียงสือ แล้วพบว่ามีหลายอย่างที่ "ผิดปกติ" ไป

ประการแรก เจียงสือกลายเป็นคนที่มีความคิดความอ่านของตัวเอง และยอมฝึกทักษะการต่อสู้

นับตั้งแต่กลับมาจากภารกิจเมื่อปลายเดือนเมษายน เจียงอวี้ก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้

ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะเธอผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาเลยทำให้เปลี่ยนไป แต่ตอนนี้พอมานึกดูดีๆ เหมือนมันจะไม่ใช่แค่นั้น

เจียงสือในตอนนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ลนลานเวลาเกิดเรื่อง แต่ยังสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ส่งผลดีต่อตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ไม่เอาแต่รอให้เขาช่วยคิดหรือช่วยตัดสินใจเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งเธอยังยอมปัดฝุ่นวิชาป้องกันตัวที่เคยปฏิเสธหัวชนฝาอีกด้วย

ประการที่สอง เจียงสือดูดวงดีขึ้นผิดหูผิดตา

แค่เธอออกนอกบ้าน เธอก็จะได้ของติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปลาหรือกระต่ายกลายพันธุ์ที่เธอจับได้ก่อนหน้านี้ แค่ดูจากผลผลิตการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในช่วงสองวันนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าดวงของเธอมันดีจนน่าเหลือเชื่อ

วันแรกได้เมล็ดข้าวที่กินได้ 3,410 เมล็ด วันที่สองได้อีก 3,243 เมล็ด

เฉพาะเมล็ดข้าวสาลีอย่างเดียว เธอก็หาได้มากกว่าปีที่ผ่านๆ มาถึงวันละพันกว่าเมล็ด

โดยเฉพาะเมล็ดข้าวรังสีต่ำที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ประการสุดท้าย เจียงสือใจกล้าขึ้นมาก

เธอกล้าออกไปเก็บของป่าคนเดียว โดยไม่เรียกหาคู่หูที่เคยไปกับเธอเป็นประจำ

แม้ว่าเจียงอวี้เองจะไม่ชอบคู่หูคนนั้น เพราะคนคนนั้นมักจะมาแสร้งทำเป็นผู้น่าสงสารต่อหน้าเจียงสือเพื่อหลอกเอาอาหารไปฟรีๆ

แถมเวลาคุยกับคนแปลกหน้า เจียงสือในตอนนี้ก็ไม่มีท่าทีประหม่าขี้อายอีกต่อไป แต่กลับดูมั่นใจและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

...

สรุปแล้ว หลังจากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาช่วงหนึ่ง เจียงอวี้มักจะเกิดความรู้สึกสับสนว่า เจียงสือที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ "ไม่ใช่" เจียงสือคนเดิม แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ "คือ" เจียงสือ

มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกจริงๆ

เจียงสือหารู้ไม่ว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที พี่ชายของเธอได้เกิดความสงสัยในตัวตนของเธอเข้าให้แล้ว และในสมองของเขากำลังเกิดพายุข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ตัวตนของเธออย่างหนักเลยทีเดียว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 40 เริ่มสงสัย

คัดลอกลิงก์แล้ว