- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 16 ฝึกทักษะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว
บทที่ 16 ฝึกทักษะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว
บทที่ 16 ฝึกทักษะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว
เวลาสี่โมงเย็นแล้ว
เริ่มย่างขาแกะตอนนี้ อีกสักพักตอนห้าโมงกว่าๆ ก็คงจะได้กินพอดี
คิดได้ดังนั้น เจียงสือก็เร่งมือล้างทำความสะอาดขาแกะให้เร็วขึ้น
เธอใช้ไม้เหลาแหลมเสียบเข้าไปในเนื้อขาแกะ ใช้มีดสั้นบั้งเนื้อให้เป็นรูปกากบาทขนาดใหญ่จนแยกเป็นชิ้นๆ จากนั้นทาเกลือและซีอิ๊วบางๆ ลงไปให้ทั่ว
เธอใช้นวดคลึงตามรอยบั้งเพื่อให้เกลือและซีอิ๊วซึมเข้าเนื้อ หมักทิ้งไว้ประมาณสามถึงห้านาที
เธอล้างมือจนสะอาด แล้วเติมฟืนเข้าเตาไฟ เป่าลมให้ไฟลุกโชนขึ้นเพื่อให้ความร้อนสม่ำเสมอ
เธอพรางหม้อดินออก แล้วยกขาแกะขึ้นพาดบนเตาเพื่อเริ่มการย่างโดยตรง
ขาแกะทั้งขาค่อยๆ ถูกพลิกไปมาบนเตา น้ำมันจากเนื้อเริ่มหยดติ๋งๆ ส่งเสียงซู่ซ่า ผิวด้านนอกเริ่มเกรียมสวยแต่เนื้อข้างในยังนุ่มฉ่ำ
เจียงสือโรยเกลือพริกลงบนขาแกะ กลิ่นหอมของเนื้อก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น กลิ่นอายของการย่างแกะตลบอบอวลไปทั่วบริเวณห้องครัว
เธอมองดูหนังแกะที่ถูกย่างจนเป็นสีเหลืองทองกรอบและน้ำมันที่เดือดปุดๆ จนต้องลอบกลืนน้ำลาย
เจียงสือข่มความหิวเอาไว้แล้วพลิกขาแกะต่อไปเรื่อยๆ
“หอมจริงๆ หอมมากเลย”
“สุกหรือยัง กินได้หรือยังครับ?”
เจียงอวี้เดินมาที่ถังน้ำในห้องครัว ใช้กระบวยไม้ไผ่ตักน้ำขึ้นมาล้างมือ
เขาจัดการเก็บกวาดห้องเก็บของเสร็จแล้ว ส่วนการขุดห้องใต้ดินก็ไม่ได้ใช้เวลามากนักเพราะมีพลังพิเศษคอยช่วย
“รออีกแป๊บนึงค่ะ”
“โอเค งั้นพี่จะรออีกหน่อย น้ำใกล้จะหมดแล้ว เดี๋ยวพี่ไปตักน้ำเพิ่มก่อนนะ”
เจียงอวี้ไม่รอให้เจียงสือตอบ เขาเทน้ำที่เหลือในถังลงในถังน้ำที่ห้องน้ำ แล้วถือถังเปล่าสองใบเดินออกจากบ้านไป
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
เจียงสือยกขาแกะที่ย่างเสร็จแล้วขึ้นมา ใช้มีดค่อยๆ แล่เนื้อออกมาใส่ชาม
เนื้อแกะเต็มชามใหญ่สองชาม แต่ขาแกะยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง
เธอยังแบ่งแอปเปิ้ลออกเป็นสี่ส่วนวางไว้บนโต๊ะด้วย
จังหวะนั้นเองเจียงอวี้ก็หิ้วน้ำกลับมาถึงบ้านพอดี
“พี่คะ ขาแกะย่างเสร็จแล้ว มากินเร็วค่ะ”
“มาแล้วๆ”
ทั้งคู่ล้อมวงกินเนื้อแกะไปพลาง พูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้เจอกัน
เจียงอวี้พยายามหลอกล่อถามจนได้ความว่าเจียงสือถูกคนจับจ้อง และยังถูกสัตว์กลายพันธุ์วิ่งไล่กวด
เกือบไปแล้ว... เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจนเขาไม่ได้เจอเธออีกแล้ว
เมื่อได้ฟังประสบการณ์เฉียดตายที่น่าหวาดเสียวของเจียงสือ หัวใจของเจียงอวี้ก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มจนกู้ไม่กลับ ในหัวของเขาอื้ออึงไปหมด
นั่นเองที่ทำให้เจียงอวี้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะสอนวิชาการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดให้เธอ
ต่อให้เจียงสือจะขอร้องอ้อนวอนว่าไม่อยากฝึก เขาก็จะไม่ยอมเด็ดขาด
ไม่ฝึกไม่ได้ ถึงเขาจะสงสารน้องสาวแค่ไหน แต่ครั้งนี้ต้องทำใจแข็งให้เธอฝึกให้ได้
ตอนแรกเจียงอวี้เตรียมรับมือกับมุก "ร้องไห้ฟูมฟายอาละวาด" ของเจียงสือไว้แล้ว และตั้งใจว่าจะไม่ใจอ่อน แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าเธอจะตอบตกลงทันที
เรื่องนี้ทำให้เจียงอวี้แปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง... แค่ครู่เดียวเท่านั้น
ทางด้านเจียงสือ เมื่อได้ยินว่าเจียงอวี้จะสอนวิชาป้องกันตัวให้ เธอก็ดีใจมาก
เธอกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าไม่มีใครสอน พี่ชายก็เสนอตัวมาพอดี
เหมือน "กำลังง่วงแล้วมีคนส่งหมอนมาให้" ชัดๆ
อย่าถามว่าทำไมก่อนหน้านี้เจียงอวี้ถึงไม่สอนเธอให้เก่งกว่านี้ นั่นเป็นเพราะเมื่อก่อนมีพ่อแม่คอยปกป้อง พวกท่านทนดูไม่ได้เวลาเห็นเจียงอวี้ฝึกน้องสาวจนตามตัวเขียวช้ำ
ส่วนวิชาป้องกันตัวที่เจียงสือพอจะเป็นบ้างตอนนี้ ก็เพิ่งจะมาหัดเอาลวกๆ เมื่อปีสองปีนี้เอง แต่มันก็น้อยเกินไป
ในยามคับขัน โอกาสรอดชีวิตแทบไม่มีเลย
ไม่นานนัก
สองพี่น้องก็จัดการกระต่ายน้ำแดง เครื่องในผัด และเนื้อแกะในชามจนเกลี้ยง พร้อมกับตบท้ายด้วยการเรอออกมาเสียงดัง
เอิ๊ก...
เอิ๊ก...
ทั้งคู่เรอออกมาพร้อมกัน แล้วหันมามองหน้ากันก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น
“ฮ่าๆๆๆๆๆ...”
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ทั้งคู่ก็กินผลไม้ตบท้าย มื้อนี้ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
ขาแกะย่างนี่รสชาติดีมาก ทั้งคู่กินจนปากมันแวบ
มื้อค่ำที่หรูหราขนาดนี้ เป็นสิ่งที่คนในดินแดนร้างหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
เพราะผลลัพธ์จากการเก็บของป่าของคนส่วนใหญ่ สิ่งไหนที่มีราคามักจะไม่เก็บไว้กินเอง แต่จะเอาไปแลกแต้มสะสมเพื่อซื้อสารอาหารเหลวมากินแทน เพราะไม่มีอะไรจะทำให้อิ่มท้องได้เท่าสารอาหารเหลวอีกแล้ว
แต่เจียงสือกับพี่ชายกลับทำตัวเหมือนพวก "กินมื้อนี้ไม่สนมื้อหน้า"
ไม่สนใจว่าจะมีวันนี้หรือไม่มีวันพรุ่ง
แต่ก็นะ ในดินแดนร้าง ใครจะรู้ว่าความตายหรือวันพรุ่งนี้จะมาถึงก่อนกัน
การใช้ชีวิตแบบ "วันนี้มีเหล้าก็เมาวันนี้" ก็ไม่เลวเหมือนกัน
อย่างน้อยสิ่งที่กินเข้าไปในท้องก็เป็นของเราจริงๆ
เจียงอวี้จ้องมองเจียงสือด้วยสายตาจริงจัง: “คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้พี่จะเริ่มฝึกพิเศษให้เธอ”
เจียงสือพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น
เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในโลกดินแดนร้างที่จ้องจะกินหัวกันนี้ เธอต้องเพิ่มแต้มต่อในการอยู่รอดให้ตัวเอง
เหมือนคำที่ว่า "เตรียมพร้อมไว้ไม่มีเสียหาย"
ทั้งคู่เก็บเสบียงอาหารให้เข้าที่ก่อนจะไปอาบน้ำล้างตัว แล้วแยกย้ายกันเข้าห้องนอนหลับไปอย่างมีความสุข
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงสือถูกเจียงอวี้เคาะประตูปลุกแต่เช้าตรู่ เธอตื่นมาด้วยสภาพตางัวเงีย ตื่นก็เหมือนยังไม่ตื่น
อาจเป็นเพราะเมื่อคืนมีเจียงอวี้อยู่บ้านด้วย เธอจึงหลับสนิทเป็นพิเศษ พอถูกปลุกแบบนี้ในใจจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง
แต่เพียงชั่วพริบตา เจียงสือก็นึกได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในดินแดนร้าง ไม่ใช่ในประเทศจีนที่แสนปลอดภัย เธอจึงตื่นเต็มตาทันที
เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา
“เพิ่งจะตีสี่เอง! เช้าขนาดนี้เลยเหรอคะ”
เจียงอวี้ที่อยู่หน้าประตูทำใจแข็ง: “ตั้งแต่นี้ไปเธอต้องตื่นตีสี่ทุกวัน มาฝึกสองชั่วโมง อย่ามัวแต่อืดอาด ตอนเย็นถ้าพี่อยู่บ้าน พี่จะทดสอบเธอ ถ้าไม่ผ่านต้องฝึกเพิ่ม”
เจียงสือหงอยลงทันที แต่เธอก็ยังลูบหน้าเรียกสติแล้วจำใจลุกจากเตียงออกไปล้างหน้าล้างตา
การฝึกพิเศษเริ่มต้นขึ้น
“เริ่มจากนั่งม้าหมัดครึ่งชั่วโมงก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาไป วันต่อๆ ไปต้องเริ่มอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง”
“อีกหนึ่งชั่วโมงที่เหลือ พี่จะสอนเธอเป็นขั้นเป็นตอนตามหลักสูตรที่หน่วยทหารรับจ้างใช้ฝึกนักรบพันธุกรรมหน้าใหม่ พอเธอฝึกถึงระดับหนึ่งแล้ว พี่จะหาคนมาฝึกซ้อมกับเธอ”
เจียงสือพยักหน้าหงึกๆ เหมือนไก่จิกข้าว
เธอเข้าใจดีว่าทำไมเจียงอวี้ถึงต้องเข้มงวดกับเธอ
เพราะในดินแดนร้างที่อาหารขาดแคลนแบบนี้ ไม่มีใครมายอมคุณเพียงเพราะคุณเป็นผู้หญิง ไม่มีใครหลีกทางให้เพราะคุณอ่อนแอ และไม่มีใครจะไม่ปล้นคุณเพียงเพราะอาหารนั้นคุณเป็นคนหามาได้เอง
ในดินแดนร้าง ความอ่อนแอไม่ใช่เหตุผลที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ
ด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถูกแสดงออกมาให้เห็นตามซอกมุมต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
การที่ไม่เจอกับตัวไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่ บางครั้งที่เจอก็อาจจะเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
การหาอาหารได้เป็นเรื่องดี แต่จะรักษาเอาไว้ได้ไหม นั่นขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณเอง
ดังนั้น การฝึกวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวนี้ ถ้าไม่เริ่มก็แล้วไป แต่ถ้าเริ่มแล้ว ต้องฝึกให้ดีที่สุด
วันแรกของการฝึก แค่การนั่งม้าหมัด(นั่งยองๆแบบซูโม่แล้วปล่อยหมักซ้ายสลับขวา) แบบง่ายๆ รอบแรกเจียงสือก็ทนได้เพียง 25 นาทีเท่านั้น
การที่ทนได้เกือบครึ่งชั่วโมงนี้ เป็นเพราะร่างกายเดิมพื้นฐานเคยทนได้ 15 นาทีมาก่อน
เจียงสืออดคิดในใจไม่ได้ว่า...
เจียงสือเอ๋ยเจียงสือ เธอเนี่ยมันอ่อนหัดจริงๆ
นั่งม้าหมัดด้วยตัวเองได้แค่ 10 นาทีเอง สู้เจียงสือคนเดิมไม่ได้เลย
แต่เธอก็ยังกัดฟันทนต่อไป
เจียงอวี้เริ่มใจอ่อนเล็กน้อย เขาบอกให้เจียงสือหยุดพักห้านาทีเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายบ้าง ไม่อย่างนั้นการฝึกช่วงหลังจะทำต่อไปไม่ไหว
เจียงสือทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
เจียงอวี้แอบพยักหน้าในใจ: ทัศนคติดีใช้ได้
ผ่านไปชั่วโมงครึ่ง
หลังจากเจียงสือทำตามท่าชกที่เจียงอวี้สอนซ้ำไปซ้ำมากว่าสิบเที่ยว เธอก็เหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ
ท่าชกที่เจียงอวี้สอนดูคล้ายกับ "มวยพื้นฐานทางการทหาร" คล้ายกับที่เธอเคยฝึกตอนเข้าค่ายรด. สมัยมหาวิทยาลัยมาก แต่ท่าของเจียงอวี้ดูจะรุนแรงและหวังผลถึงชีวิตได้มากกว่า
พูดง่ายๆ คือสิ่งที่เจียงอวี้สอนคือ "ศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ในสนามรบจริง"
ขาของเจียงสือสั่นพั่บๆ ราวกับปลาท่องโก๋ที่ถูกนวดจนเละ ทั้งตัวปวดระบมเหมือนถูกรุมสกรัมมา
ความรู้สึกนี้ไม่ต่างจากตอนที่ต้องวิ่งทดสอบสมรรถภาพ 800 เมตรในเวลาไม่เกิน 4 นาทีเลยสักนิด
เจียงอวี้ยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา หกโมงตรงแล้ว
เมื่อเห็นเจียงสือทนฝึกได้ถึงสองชั่วโมง เขาก็คาดไม่ถึงว่าเธอจะอดทนได้นานกว่าเมื่อก่อน
ต่อไปคงต้องใช้มาตรฐานนี้เป็นหลัก
หลังจบการฝึก เจียงสือเดินขากะเผลกๆ ไปมารอบบ้าน และไม่ลืมที่จะยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อเลี่ยงอาการปวดระบมในวันพรุ่งนี้
อาการปวดกล้ามเนื้อนั้นมันทรมานสุดๆ เธอไม่อยากกลับไปสัมผัสมันอีก
ความทรงจำตอนที่ปวดกล้ามเนื้อจากการวิ่ง 800 เมตรหรือซิทอัพตอนเรียนเนี่ย มันที่สุดของความทรมานแล้วจริงๆ
“มากินอะไรหน่อย เดี๋ยวพี่จะพาออกไปเก็บของป่าข้างนอก”
เจียงสือพอได้ยินว่าจะออกไปเก็บของป่า ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที: “ไปที่ไหนเหรอคะ?”
(จบตอน)