- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดแดนรกร้าง วันนี้เจียงสือเติมเสบียงรึยังน้า
- บทที่ 15 เรื่องระทึกที่กลายเป็นแค่ลมพัดผ่าน
บทที่ 15 เรื่องระทึกที่กลายเป็นแค่ลมพัดผ่าน
บทที่ 15 เรื่องระทึกที่กลายเป็นแค่ลมพัดผ่าน
หัวใจของเจียงสือหล่นวูบ ดวงตาฉายแววเคร่งขรึมลง
เธอวางตะเกียบลงแล้วเอื้อมมือไปที่กองฟืน คว้าไม้ฟืนที่เหมาะมือและแข็งแรงขึ้นมาหนึ่งท่อน ก่อนจะย่องไปที่หลังประตูบ้านอย่างเงียบเชียบแล้วตะคอกถามเสียงต่ำ "ใคร?"
เจียงสือกำท่อนไม้ในมือแน่นด้วยความตื่นเต้น เธอแทบจะกลั้นหายใจเพื่อรอคำตอบ
"เจียวเจียว พี่เอง เจียงอวี้ เปิดประตูเร็ว"
เจียงสือยังไม่รีบร้อนเปิดประตูทันที เธอใช้นาฬิกาข้อมือส่งข้อความไปหาเจียงอวี้ ถามเขาว่าเขากลับถึงบ้านแล้วใช่ไหม และตอนนี้อยู่ที่หน้าประตูบ้านใช่หรือเปล่า
เจียงอวี้ได้รับข้อความจากน้องสาวก็เผลอยกมือขึ้นกุมหน้าผากและขมับด้วยความรู้สึกผิด
เขานึกขึ้นได้ว่าลืมบอกน้องสาวไปว่าเขาจะกลับมาตอนไหน
แต่อีกใจเขาก็รู้สึกดีใจ เพราะนั่นแสดงว่าน้องสาวของเขาไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้าเปิดประตูให้คนแปลกหน้า
เจียงอวี้ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาถ่ายรูปประตูบ้านส่งไปให้เจียงสือ "เจียวเจียว ไม่ต้องกลัว คนที่ยืนเคาะประตูอยู่นี่คือพี่เอง"
เจียงสือที่จ้องหน้าปัดนาฬิกาตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นรูปที่พี่ชายส่งมาก็ค่อยๆ ผ่อนคลายความระแวดระวังลง
เธอวางท่อนไม้ในมือลง ดึงไม้ค้ำประตูออก แล้วเปิดประตูบ้าน
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มีความสูงประมาณ 185 เซนติเมตร สวมชุดยูนิฟอร์มยืนอยู่ที่หน้าประตู เขามองมาที่เธอด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
เจียงสือลอบสำรวจพี่ชายคนนี้อย่างละเอียด
เขาคือเจียงอวี้
เขาสูงมาก ไว้ผมทรงสกินเฮดตัดสั้นกุด สวมชุดเครื่องแบบสีดำและรองเท้าที่ดูคล้ายบูทมาร์ติน ดูๆ แล้วเขาน่าจะสวมชุดปฏิบัติการที่เพิ่งกลับจากการทำภารกิจ
ที่เอวมีมีดสั้นเหน็บอยู่ และที่ต้นขาขวามีซองปืนพกติดไว้ ท่าทางดูคล่องแคล่วและเท่มากทีเดียว
เพียงแต่ผิวพรรณออกจะคล้ำแดดไปสักหน่อย คาดว่าคงเป็นเพราะต้องออกไปทำภารกิจกลางแจ้งบ่อยๆ
คิ้วและดวงตาของเขามีความคล้ายคลึงกับเธออยู่บ้าง เพียงแต่ของเจียงอวี้จะดูคมเข้มและดุดันกว่า แต่พอเขายิ้ม กลับให้ความรู้สึกเหมือนพี่ชายข้างบ้านที่ดูอบอุ่น
ในมือของเขาถือกระสอบป่านที่ใส่ของบางอย่างไว้จนเต็ม
เมื่อเห็นเธอยืนนิ่ง เจียงอวี้ก็พูดล้อเลียนว่า "ทำไมล่ะ ผ่านไปแค่ อาทิตย์เดียว จำพี่ชายคนนี้ไม่ได้แล้วเหรอ?"
เจียงสือได้สติจึงเบี่ยงตัวหลบให้ทาง "เปล่าค่ะ แค่คิดไม่ถึงว่าพี่จะดูดำขึ้นกว่าเดิมอีก"
เจียงอวี้หิ้วกระสอบป่านเดินก้าวเข้าบ้าน "ลองทายดูสิว่าพี่เอาของดีอะไรกลับมาฝาก?"
เจียงสือปิดประตูลงกลอนแล้วใช้ไม้ค้ำไว้ตามความเคยชิน ก่อนจะถือท่อนไม้ไปวางข้างเตาไฟในห้องครัวแล้วนั่งลงหันหน้าไปทางโต๊ะอาหาร
เธอกลับไปคนเนื้อกระต่ายในหม้อดินต่อ แล้วเงยหน้ามองเจียงอวี้ "อะไรเหรอคะ?"
เพื่อไม่ให้เจียงอวี้สังเกตเห็นว่าเจียงสือคนนี้คือวิญญาณจากต่างโลกที่มาสวมร่างแทน เธอจึงยึดหลักการที่ว่า "พูดมากผิดมาก พูดน้อยผิดน้อย" การพูดจาของเธอจึงมักจะออกมาเป็นคำสั้นๆ แค่ไม่กี่คำ
เจียงอวี้ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของเจียงสือ เขาเริ่มหยิบของในกระสอบออกมาวางเรียงบนโต๊ะราวกับกำลังอวดสมบัติ
แอปเปิ้ล 3 ลูก และขาสัตว์กลายพันธุ์ที่ไม่รู้จักสายพันธุ์อีกหนึ่งขา
เจียงอวี้ชูแอปเปิ้ลขึ้นพลางมองเจียงสือด้วยความดีใจ "แอปเปิ้ลที่เธอเคยอยากกิน พี่เอากลับมาฝากอีก 2-3 ลูกแน่ะ แล้วยังมีขาแกะอีกท่อน วันนี้เรามาจัดมื้อใหญ่กัน นอกจากจะมีกระต่ายน้ำแดงกับเครื่องในผัดแล้ว เรายังจะมีขาแกะย่าง แล้วก็ผลไม้หลังอาหารด้วย"
จุ๊ๆๆ แค่คิดก็มีความสุขจนบรรยายไม่ถูกแล้ว
"เอ๊ะ นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?" เจียงอวี้วางแอปเปิ้ลลงแล้วเดินเข้ามาในห้องครัว
เนื้อกระต่ายที่เจียงสือคนอยู่นั้นส่งกลิ่นหอมเข้มข้นโชยออกมา ซอสเนื้อกระต่ายเสร็จพอดี
เธอดึงฟืนออกจากเตาแล้วชี้ไปที่ชามกระต่ายน้ำแดงที่วางอยู่ข้างๆ "กระต่ายน้ำแดง เครื่องในผัด แล้วก็ซอสเนื้อกระต่ายค่ะ พี่ลองชิมดูสิว่าอร่อยไหม"
เจียงอวี้เดินเข้าใกล้ห้องครัว กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นก็แตะจมูกจนพยาธิในท้องแทบจะออกมาเต้นระบำ
ถึงแม้เนื้อนี่จะกลิ่นหอมมาก แต่เขาก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ "เนื้อพวกนี้ซื้อมาเหรอ?"
"ไม่สิ แต้มสะสมในมือเธอไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น จะซื้อเนื้อเยอะขนาดนี้ได้ยังไง?"
เจียงอวี้มองเจียงสือด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าบนตัวเธอไม่มีบาดแผลที่เห็นได้ชัดถึงค่อยโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
ทันใดนั้น เจียงอวี้เหมือนจะนึกอะไรออก เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เจียงเสี่ยวสือ เธอ... ตอนที่เธอออกไปเก็บของป่า เธอไปปะทะกับสัตว์กลายพันธุ์มาใช่ไหม?"
เจียงสือ: ทำไมทายแม่นขนาดนี้ล่ะเนี่ย
เจียงสือเงียบไม่ยอมตอบ
เห็นน้องสาวเงียบแบบนี้ เจียงอวี้มีหรือจะไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาเริ่มคลอไปด้วยน้ำตา ขอบตาแดงระเรื่อขณะมองมาที่เธอ "มีตรงไหนบาดเจ็บไหม?"
"ปะทะกับพวกมันแล้วทำไมไม่หนี ดันไปต่อสู้กับมัน อยากอายุสั้นหรือไง"
เจียงสือเห็นพี่ชายขอบตาแดงก่ำก็กลัวว่าเขาจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ จึงรีบอธิบาย "พี่คะ ไม่ใช่อย่างนั้น"
"หนูไม่ได้บาดเจ็บค่ะ กระต่ายพวกนี้หนูไปเจอตอนออกไปเก็บของป่า เป็นรังลูกกระต่ายที่เพิ่งเกิด หนูก็เลยไม่ได้สู้กับสัตว์กลายพันธุ์ตัวใหญ่ หนูวิ่งหนีมาได้ค่ะ"
เจียงสือพ่นคำอธิบายออกมารัวๆ เล่าเรื่องที่เธอไปเจอรังกระต่ายให้เจียงอวี้ฟัง
แน่นอนว่าเธอจงใจข้ามช่วงที่ถูกแม่กระต่ายไล่ล่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดออกไป
เจียงอวี้ฟังคำพูดของน้องสาวแล้วก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด คาดว่าสถานการณ์ที่อันตรายจริงๆ เธอคงไม่ยอมเล่าให้เขาฟัง
แต่ในเมื่อตอนนี้เห็นเธอยังอยู่ดีมีสุข ครบสามสิบสอง หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ค่อยๆ สงบลง
เจียงสือรีบเอาอกเอาใจด้วยการส่งชามกระต่ายน้ำแดงและตะเกียบให้พี่ชาย "พี่คะ กินกระต่ายน้ำแดงเถอะ อร่อยมากเลยนะ"
เจียงอวี้ไม่ได้บ่นน้องสาวต่อ เขาเอื้อมมือไปรับตะเกียบมาแล้วคีบเนื้อในชามกระต่ายน้ำแดงขึ้นมากิน
เนื้อรสเผ็ดร้อนและหอมกรุ่นที่ชุ่มไปด้วยน้ำซอสเข้มข้น รสชาติกระจายไปทั่วปากจนดวงตาของเจียงอวี้เป็นประกาย
"อื้ม... อื้ม..."
"อร่อย!"
เจียงอวี้เลิกพูดจาไปชั่วขณะ ตั้งหน้าตั้งตาเข้าสู่โหมดการกินอย่างสงบ
จากนั้นเขาก็ลองคีบเครื่องในผัดขึ้นมาชิม หลังจากกินไปได้ไม่กี่คำเขาก็หยุด "กระต่ายน้ำแดงนี่เผ็ดไปนิดนะ แต่อร่อยมากจริงๆ"
เจียงอวี้เวลาได้กินของอร่อยมักจะหัวสั่นหัวคลอนไปมา "เครื่องในผัดนี่ก็อร่อย"
แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่วางอยู่บนแท่นหินข้างกองฟืน เขาชี้ไปที่มันแล้วถามว่า "เครื่องอบแห้งนี่ เธอก็ขายกระต่ายเอาแต้มไปแลกซื้อมาเหมือนกันเหรอ?"
เจียงสือพยักหน้า
เจียงอวี้มองดูเครื่องอบแห้งและเสบียงอาหารที่วางอยู่บนแท่นหิน ความรู้สึกตื้นตันใจแล่นวาบเข้ามา
น้องสาวของเขาเก่งจริงๆ
หาแต้มสะสมได้ตั้งเยอะ แถมยังมีเสบียงมากมายขนาดนี้
เมื่อเห็นเจียงอวี้กินอย่างมีความสุข เจียงสือก็กลับไปที่เตาไฟ ใช้ช้อนไม้ไผ่คันเล็กๆ ค่อยๆ ตักซอสเนื้อกระต่ายใส่ลงในโหลแก้ว
ไม่นึกเลยว่าเนื้อส่วนสันในและเนื้อท้องของกระต่ายสามตัวจะทำซอสเนื้อออกมาได้เต็มโหลแก้วขนาดหนึ่งจินถึงสองโหล
แถมยังมีเหลืออีกนิดหน่อยด้วย
เจียงสือชี้ไปที่โหลแก้วสองใบที่เต็มไปด้วยซอสเนื้อ "พี่คะ ซอสเนื้อกระต่ายนี่ ตอนที่พี่ต้องออกไปทำภารกิจ พี่เอาติดตัวไปได้โหลหนึ่งนะคะ"
"เรื่องนั้นไว้ค่อยว่ากันเถอะ ช่วงสองสามวันนี้พี่คงยังไม่มีภารกิจ ไว้พี่จะออกไปเก็บของป่าเป็นเพื่อนเธอเอง"
เจียงสือหยิบพริกที่เหลืออีกสามเม็ดใส่เครื่องอบแห้ง "พี่คะ เปลี่ยนห้องเก็บของเก่านั่นให้เป็นห้องเก็บเสบียงเถอะค่ะ แล้วข้างใต้ก็ขุดห้องใต้ดินไว้เก็บอาหารด้วย"
"ตกลง เธอจัดการของในมือเสร็จแล้ว เดี๋ยวเรามาย่างขาแกะกัน วันนี้เรามาใช้ชีวิตหรูหรากันสักวัน กินแกะย่างกันเถอะ"
"อ้อ ในกระสอบมีน้ำยาขจัดกลิ่นอยู่อีกหนึ่งชุดนะ เดี๋ยวพี่ไปจัดการห้องเก็บของนั่นเอง" เจียงอวี้ตอบรับ
ทั้งคู่แบ่งงานกันทำอย่างชัดเจนแล้วเริ่มแยกย้ายกันไปยุ่งในส่วนของตน
ไม่ว่าจะเป็นพริกที่กินได้หรือกินไม่ได้ เจียงสือจัดการเปลี่ยนพวกมันให้เป็นพริกป่นทั้งหมด
ส่วนที่กินได้เอาไว้ทำเครื่องปรุง ส่วนที่กินไม่ได้เอาไว้ทำอาวุธป้องกันตัว
เจียงสือเริ่มจากพริกที่กินได้ก่อน
เธอใช้เครื่องอบแห้งอบพริกสามเม็ดที่มีขนาดเท่าแตงกวาจนแห้ง จากนั้นใช้ผ้าดำปิดจมูกไว้แน่น แล้วใช้มีดสั้นสับพริกจนละเอียดเป็นพริกป่น
"ฮัดเช้ว!..."
"ฮัดเช้ว!..."
"ฮัดเช้ว!..."
เจียงอวี้ที่อยู่ใกล้ๆ ถูกกลิ่นฉุนจนจามติดต่อกันสามครั้ง "เจียวเจียว เธอทำอะไรอยู่น่ะ พริกเหรอ? ทำไมมันฉุนขนาดนี้"
"อืม"
เห็นเจียงอวี้จามไม่หยุด เธอก็แอบขำในใจ ดีนะที่เธอไหวตัวทันใช้ผ้าปิดจมูกไว้ก่อน เลยรอดตัวไปได้
ฮ่าๆๆ
เจียงสือเทพริกป่นลงในชามแห้งๆ ผสมรวมกับเกลือ เกลือพริกเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เพียงครู่เดียว อาวุธป้องกันตัว—พริกป่น (รังสีสูง) ก็ทำเสร็จเช่นกัน
เมื่อเตรียมเครื่องปรุงเสร็จ งานต่อไปก็คือการย่างขาแกะ
ขณะที่เจียงสือล้างขาแกะด้วยน้ำสะอาด เธอเหลือบมองเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา...
(จบตอน)