เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ถูกหมายหัว

บทที่ 5 ถูกหมายหัว

บทที่ 5 ถูกหมายหัว


บนทางขากลับ บางคนมีสีหน้าเซื่องซึม แต่บางคนก็มีสีหน้าดีใจ

เพื่อไม่ให้ถูกเพ่งเล็ง เจียงสือจึงเริ่มสวมบทบาทแสดงละคร เธอเดินคอตกทำหน้าเศร้าสร้อยไปตลอดทาง

เรื่องการแสดงน่ะใครจะรู้ เจียงสือคนนี้ถนัดที่สุด

เพราะในโลกปัจจุบัน เธอเคยไปลองเป็นนักแสดงตัวประกอบที่เหิงเตี้ยนมาแล้ว

โอเค... จริงๆ ก็เป็นแค่ตัวร้ายที่พอจะมีวิชาการต่อสู้งูๆ ปลาๆ และมีฉากเห็นแค่แผ่นหลังเพียงสามวินาทีเท่านั้น

แต่เจียงสือก็เริ่มแสดงแล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะมุมปากของเธอแอบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย และฝีเท้าที่เดินอย่างเบาสบายแต่ มั่นคงล่ะก็ คนอื่นคงจะเชื่อไปแล้ว

แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เจียงสือถูกหมายหัวเข้าจนได้

มีความรู้สึกถึงสายตาอันแรงกล้าคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเธอจากด้านหลัง เธอรู้ตัวว่าถูกจับตามองเข้าแล้ว เจียงสือไม่กล้าประมาทจึงรีบเร่งฝีเท้ากลับบ้านให้เร็วขึ้น

สายตาคู่นั้นยังคงตามติดเธอมาข้างหลัง สลัดอย่างไรก็สลัดไม่หลุด

การถูกจ้องมองอย่างเปิดเผยและถูกสะกดรอยตามอย่างไม่ลดละแบบนี้เป็นความรู้สึกที่แย่มาก

ตอนอยู่บนดาวสีน้ำเงิน หากถูกสะกดรอยตามก็ว่าขวัญเสียแล้ว

นับประสาอะไรกับที่นี่ซึ่งเป็นดินแดนร้างที่สภาพแวดล้อมเลวร้าย

เจียงสือเริ่มรู้สึกลำบากใจ เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสลัดคนที่ตามเธอมาให้ออกไปได้อย่างรวดเร็ว

หรือว่าจะอาศัยฝูงคนที่เดินทางกลับพรางตัวเพื่อหลบหนีดีนะ

คิดได้ดังนั้น เจียงสือจึงทำตัวงอๆ แล้วแทรกตัวหายเข้าไปในฝูงชน

หลังจากสลัดหลุดมาได้ เจียงสือก็กลับมาถึงบริเวณเขตสลัม เตรียมจะแยกตัวออกจากฝูงชนตรงทางแยกเพื่ออ้อมกลับบ้าน

แต่สายตาอันแหลมคมกลับเหลือบไปเห็นชายสามคนท่าทางไม่ประสงค์ดี ยืนจ้องมองเหล่าคนที่เพิ่งกลับจากการเก็บของป่าอยู่ตรงทางแยกนั้น

ดูจากสถานการณ์นี้ ยากจะรับประกันได้ว่าเธอจะไม่ถูกหมายหัวอีกครั้ง

แม้บนถนนสายหลักจะมีหน่วยอารักขาคอยลาดตระเวน แต่ภายในเขตสลัมนั้นไม่มี

หากถูกหมายหัวขึ้นมา ฝ่ายนั้นมีกันสามคน เธอไม่มีทางเอาชนะได้เลย

เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงสือจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินกลับบ้านทันที

แน่นอนว่า ยิ่งกลัวอะไร สิ่งนั้นก็ยิ่งมาถึง

กฎของเมอร์ฟีมักจะมาถึงช้าแต่มาแน่นอน

บนทางเดินเล็กๆ ในเขตสลัม ชายคนหนึ่งส่งเสียงตวาดขึ้นว่า "แกนั่นแหละ หยุดนะ"

คนรอบข้างที่ได้ยินเสียงต่างพากันวิ่งหนีหายไปในพริบตา

เจียงสือเองก็ได้ยิน แต่เธอไม่สนใจและรีบเร่งฝีเท้าเดินต่อไป

ชายคนนั้นก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาดักหน้าเจียงสือไว้

เจียงสือจ้องมองชายที่รูปร่างผอมบางและสูงพอๆ กับเธอคนนี้ด้วยสายตาเย็นชา

เธอครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะถอยฉากออกมาจากคนคนนี้ได้โดยไม่บาดเจ็บ

คิดออกแล้ว

"แกจะทำอะไร?" เจียงสือถามเสียงต่ำ

ในขณะเดียวกันเธอก็รักษาระยะห่างจากเขาไว้ 2 เมตร เท้าขวาถอยหลังไปครึ่งก้าว มือขวากุมมีดสั้นที่เอวไว้แน่น

"ทำอะไรน่ะเหรอ เอาของในย่ามออกมาให้หมด"

"ในย่ามฉันมีแต่ป่าน-รามี แกจะเอาไหมล่ะ?" พูดจบ มือซ้ายก็ล้วงลงไปในย่ามผ้า หยิบป่านรามีที่มัดไว้สองกำยื่นไปทางชายคนนั้น

"ใครจะไปเชื่อ รีบเอาของในย่ามออกมาให้หมดเร็วเข้า" ชายคนนั้นเร่งเร้า

"มันคือเปลือกป่านรามีที่เอาไว้ทำเสื้อผ้าจริงๆ ให้แล้วก็ไม่เอา" เจียงสือลอบสังเกตไปรอบๆ อย่างสงบนิ่งว่าควรจะวิ่งไปทางไหนถึงจะหนีพ้น

การวิ่งไปที่ประตูเมืองเพื่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยอารักขานั้นดูจะไม่ค่อยสมจริงนัก เพราะระยะทางค่อนข้างไกล

ทำอย่างไรดี? สมองของเจียงสือหมุนเร็วปรื๋อ ดวงตาก็กลอกไปมามองหาทางหนีทีไล่

ชายคนนั้นเริ่มหมดความอดทน เขาพุ่งเข้ามาหวังจะกระชากย่ามผ้าของเจียงสือ

เจียงสือรีบถอยฉากออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย

"นังบ้า ยังกล้าขัดขืนอีกนะ" ชายคนนั้นพูดพร้อมกับเงื้อมมือจะเข้าไปตบเจียงสือ

เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้ามา เจียงสือก็โกรธจัดและไม่คิดจะประวิงเวลาอีกต่อไป

ถึงแม้เธอจะไม่มั่นใจว่าจะจัดการเขาได้หมัดเดียวจอด แต่ถ้าเรื่องวิ่งหนีล่ะก็น่าจะไม่มีปัญหา

หากมะเขือเทศถูกแย่งไป วันนี้เธอก็เท่ากับทำงานฟรี

ในดินแดนร้าง การแย่งชิงอาหารก็เหมือนกับการฆ่าแกงกัน

ยอมไม่ได้เด็ดขาด

เจียงสืออาศัยจังหวะรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ปาเปลือกป่านรามีใส่หน้าชายคนนั้น

ในขณะที่เขายังไม่ทันตั้งตัว เธอก็รีบอ้อมไปข้างหลังเขา ยกเท้าขึ้นแล้วออกแรงถีบเข้าที่กลางหลังจนเขาล้มคะมำลงกับพื้น

หลังจากถีบคนล้มแล้ว เจียงสือก็วิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้เสียงด่าทอดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย

"ไอ้ลูกหมาเอ๊ย คราวหน้าอย่าให้กูเจอนะ ไม่อย่างนั้นกูฆ่ามึงแน่"

เจียงสือที่กำลังวิ่งหนีได้ยินเสียงด่านั้น

แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลาไปสนใจ ไว้ค่อยหาโอกาสเอาคืนทีหลัง

หลังจากหนีพ้นมาได้ เธอไม่ได้ตรงกลับบ้านทันทีแต่กลับมุ่งหน้าไปที่ร้านขายของชำ

เพราะเธอเคยไปที่นั่นมาก่อนจึงจำทางได้

5 นาทีต่อมา หลังจากเดินเลี้ยวไปมาหลายรอบเธอก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายของชำ

เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่เห็นคือคุณลุงที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาค่อนข้างเจ้าเนื้อ ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง แววตาดูฉลาดแกมโกง อายุประมาณ 30 ปีเศษ

มองแวบแรกดูเหมือนพ่อค้าหน้าเลือดไม่มีผิด

ต้องยอมรับว่าเจียงสือเดาถูกเป๊ะ มีคนจำนวนมากเคยถูกเถ้าแก่คนนี้โกงมาแล้ว

แต่ด้วยอำนาจที่มีอยู่ เรื่องเหล่านั้นจึงเงียบหายไปเอง

ในตอนนี้ภายในร้านไม่มีลูกค้าคนอื่น คุณลุงหลังเคาน์เตอร์ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาจึงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มว่า "ยินดีต้อนรับครับ ต้องการรับอะไรดี?"

เจียงสือเก็บมะเขือเทศไว้กินเองหนึ่งลูก เธอหยิบใบไม้และมะเขือเทศออกมาจากย่ามแล้วถามว่า "สองอย่างนี้รับไหมคะ ราคาเท่าไหร่?"

เมื่อเห็นมะเขือเทศ ดวงตาของคุณลุงก็เป็นประกายขึ้นมา "มะเขือเทศดีนี่ ดูสดมาก ให้ 18 แต้มสะสม ส่วนใบไม้น่ะไม่ค่อยมีราคาเท่าไหร่ รับซื้อไว้ที่ 3 แต้มสะสม รวมเป็น 21 แต้มสะสม ตกลงไหม จะขายทั้งหมดเลยหรือเปล่า?"

ขณะที่พูด มือของคุณลุงก็ไม่หยุดนิ่ง เขาทำการตรวจสอบอาหารทั้งสองอย่าง เมื่อเห็นว่าเป็นรังสีระดับกลางก็วางใจ

เจียงสือไม่เคยทานใบมะเขือเทศและไม่กล้าทานด้วย เธอจึงพยักหน้าตกลงขายทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด

"มีแปรงสีฟันกับผ้าดำสำหรับพันหัวและหน้าเวลาออกไปเก็บของไหมคะ?" ถึงสารอาหารเหลวจะรสชาติห่วยแต่เธอก็ต้องเตรียมสำรองไว้บ้าง

"มีครับ แปรงสีฟันกับผ้าดำรวมกันให้ราคา 8 แต้มสะสม" เถ้าแก่ตอบ ราคาข้าวของนั้นใกล้เคียงกับความทรงจำที่เธอมีอยู่พอดี

แปรงสีฟันที่บ้านขนแปรงบานหมดแล้ว เธอต้องเปลี่ยนใหม่

ส่วนผ้าดำ เอาไว้ใช้เวลาออกไปเก็บของป่าในภายหลัง

มะเขือเทศกับใบไม้ขายได้ 21 แต้มสะสม หักค่าแปรงสีฟันและผ้าดำไป 8 แต้มสะสม ยังเหลืออีก 13 แต้มสะสม

แต่เธอยังต้องการสารอาหารเหลวอีก 5 หลอด ซึ่งต้องใช้ 25 แต้มสะสม

ดังนั้นเธอจึงต้องจ่ายแต้มสะสมเพิ่มให้เถ้าแก่อีก 12 แต้มสะสม

แต้มสะสมนี่ใช้จ่ายไม่ยั้งมือจริงๆ หามาได้ไม่ทันไรก็หมดเกลี้ยงในพริบตา

โอ๊ย สวรรค์โปรด

ล่มสลายไปซะเถอะชีวิตนี้

หลังจากเดินออกมาจากร้านขายของชำได้ไม่นาน บนทางเดินแคบๆ กว้างเพียงหนึ่งเมตรในเขตสลัม เจียงสือเห็นชายร่างเล็กคนหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลกพลางเอามือกุมหน้า

ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวกับคนที่เพิ่งจะดักปล้นเธอเมื่อกี้เลย

เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจำได้ เจียงสือจึงเอาผ้าดำมาพันหัวและใบหน้าไว้ เหลือเพียงดวงตาไว้สังเกตการณ์รอบข้าง

เธอค่อยๆ เดินไปข้างๆ ชายคนนั้น แสร้งทำเป็นเดินผ่านไปเฉยๆ แล้วเหลือบมองด้วยหางตา พบว่าคนคนนี้คือคนที่มาขวางทางดักปล้นเธอจริงๆ

ดูเหมือนว่าหลังจากปล้นเธอไม่สำเร็จ เขาจะไปหาเป้าหมายอื่นต่อ แต่ไม่นึกเลยว่าจะถูกอัดกลับมาหนักกว่าเดิม

ตอนร่างกายสมบูรณ์เธออาจจะสู้เขาไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาบาดเจ็บอยู่ เธอจะยังสู้เขาไม่ได้อีกเหรอ?

สู้ได้แน่นอน เจียงสือเป็นพวกที่มีความแค้นต้องชำระเดี๋ยวนั้น สู้ไม่ไหวก็หนี แล้วค่อยหาโอกาสเอาคืนทีหลัง

และตอนนี้โอกาสก็มาถึงแล้วนี่ไง

เจียงสือผ่อนฝีเท้าลง เดินตามหลังชายคนนั้นไป ดวงตาราวกับเรดาร์คอยมองหาไม้แถวรอบๆ ที่พอจะใช้ได้

เจอแล้ว

ตอนนี้บนทางเดินเล็กๆ มีเพียงเจียงสือกับชายคนนี้เท่านั้น ไม่มีคนอื่นอยู่เลย ตีเขาไปก็ไม่มีใครรู้

คิดได้ดังนั้น เจียงสือก็กำท่อนไม้ในมือไว้แน่น รอจนได้จังหวะเหมาะๆ ก็หวดลงไปหนึ่งทีเต็มแรง

ตีเสร็จเธอก็ใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที เลี้ยวเข้าซอยนั้นซอยนี้เพื่อหลบหนี

"อ๊าก..."

เจียงสือได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นสองสามครั้ง ในใจก็รู้สึกโล่งสบายขึ้นเยอะ

"ใครวะ ใครกล้าตีข้า? ใคร? ออกมานะ..."

รอบข้างกลับสู่ความเงียบสงัด

เจียงสือวิ่งหนีมาได้สักพัก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาเธอก็คลายความระแวดระวังลง

เธอเดินทอดน่องกลับบ้านอย่างใจเย็น

เมื่อใกล้จะถึงบ้าน เธอเห็นชายร่างสูงใหญ่ประมาณ 190 เซนติเมตรยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านของเธอ

คนคนนี้คือใครกัน?

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 5 ถูกหมายหัว

คัดลอกลิงก์แล้ว