- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 472 ลูกสาวมีซัมติงเข้าแล้ว
บทที่ 472 ลูกสาวมีซัมติงเข้าแล้ว
บทที่ 472 ลูกสาวมีซัมติงเข้าแล้ว
บทที่ 472 ลูกสาวมีซัมติงเข้าแล้ว
เก๋อหมิงลี่รู้ดีว่าคุณย่าร้อนใจแค่ไหน จึงรีบนำข่าวดีนี้ไปบอกท่านเป็นคนแรกทันที
แถมยังเดินทางไปบอกด้วยตัวเองถึงที่บ้าน เมื่อรู้ว่าในที่สุดหลานสาวก็ตั้งครรภ์ จ้านอวี้หมิ่นก็โล่งใจจนวางก้อนหินที่ทับอยู่ในอกลงได้เสียที
"พี่สะใภ้รองคะ ช่วงนี้ต้องให้เจียงหยวนระมัดระวังรักษาสุขภาพให้ดีนะคะ กว่าจะท้องลูกคนนี้ได้มันไม่ง่ายเลย ต้องระวังแล้วระวังอีก ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ลางานพักผ่อนอยู่บ้านเถอะค่ะ ส่วนเรื่องที่ทำงานของแก เดี๋ยวฉันไปคุยให้เอง"
เจียงชิ่นมีการติดต่อกับหน่วยงานที่เจียงหยวนทำงานอยู่เป็นปกติ แค่ไปกระซิบบอกกล่าวสักคำก็เรียบร้อยแล้ว
พอเก๋อหมิงลี่ได้ยินก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ท้องนี้ต้องดูแลให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่วางใจเหมือนกัน พอวางสายปุ๊บ เจียงชิ่นก็โทรไปจัดการเรื่องลางานกับหน่วยงานของเจียงหยวนทันที จากนั้นก็โทรไปบอกข่าวนี้กับจู้จวน
จู้จวนเองก็เพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเก๋อหมิงลี่มาหมาด ๆ เดิมทีเธอก็กะจะโทรหาเจียงชิ่นอยู่พอดี แต่เจียงชิ่นชิงโทรมาก่อน
"พี่สะใภ้สามคะ ฉันกะว่าพรุ่งนี้จะแวะไปเยี่ยมเจียงหยวนสักหน่อย พี่จะไปด้วยกันไหมคะ ? "
"เอาสิ พี่ไปด้วยคนจ้ะ" จู้จวนตอบ
"ตกลงค่ะ งั้นพรุ่งนี้ฉันไปรับพี่นะคะ"
บ้านของทั้งสองอยู่ไม่ไกลกันนัก วันรุ่งขึ้นเจียงชิ่นก็ไปรับจู้จวนและไปเยี่ยมเจียงหยวนด้วยกัน
เจียงหยวนหน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง เด็กในท้องไม่ได้ดิ้นกวนใจเธอเท่าไหร่ แถมอาการแพ้ท้องก็แทบไม่มีเลย ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มารู้ตัวว่าท้องเอาตอนที่ปาเข้าไปสองเดือนกว่าแล้วหรอก
ทั้งสองคนหอบหิ้วของกินมาฝากเจียงหยวนเยอะแยะ นั่งคุยกันอยู่พักหนึ่งก็ขอตัวกลับ พวกเธอไม่อยากอยู่นานเกินไป เพราะกลัวว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของคนท้อง
พอเดินออกมาจากบ้านของเจียงหยวน จู้จวนก็เอ่ยด้วยความอิจฉา "ดีจังเลยนะ พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองต่างก็มีหลานกันหมดแล้ว"
เจียงชิ่นพูดแซว "อะไรกันคะ พี่สะใภ้สามเริ่มร้อนใจแล้วเหรอ ? เสี่ยวอวี่บ้านพี่ยังเด็กอยู่เลย อีกตั้งนานกว่าจะถึงวัยแต่งงานนะคะ"
เจียงอวี่ ลูกชายของเจียงเต๋อเลี่ยงกับจู้จวน อายุมากกว่าเฮ่อหนิงนิดหน่อย ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ ม.6
จู้จวนหัวเราะเขิน ๆ "พี่ก็รู้แหละจ้ะ แต่พอเห็นพวกเขาทะยอยเลื่อนขั้นกันไปทีละคน ๆ พี่ก็เลยแอบอิจฉานิดหน่อยน่ะ"
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "ความจริงฉันก็อิจฉาเหมือนกันค่ะ เมื่อก่อนเห็นพี่สะใภ้รองร้อนใจขนาดนั้น ฉันยังแอบไม่ค่อยเข้าใจเลย คิดว่าเรื่องลูกมันเป็นเรื่องของวาสนา ถ้ายังไม่มาก็แปลว่าวาสนายังไม่ถึง แต่มาตอนนี้บางทีอาจจะเพราะอายุเริ่มเยอะขึ้น ความคิดก็เลยเปลี่ยนไป จู่ๆ ก็อยากจะอุ้มหลานของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วล่ะค่ะ"
"นั่นสิจ๊ะ พวกเราก็อายุมากขึ้นแล้ว ความคิดความอ่านก็ย่อมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เป็นธรรมดา พี่ชายสามของเธอน่ะวัน ๆ ยุ่งตัวเป็นเกลียว เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้หรอก พี่ก็มีแต่เธอนี่แหละที่พอจะปรับทุกข์ด้วยได้"
"รอกันต่อไปเถอะค่ะ เชื่อในวาสนาของพวกเด็ก ๆ นะคะ"
ทั้งสองคนคุยกันไปเรื่อยๆ พอถึงทางแยกก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ตกเย็น เจียงชิ่นรอจนฟู่ซงหยางและฟู่ซินหน่วนกลับมา พอเธอมองพิจารณาเด็กทั้งสองคน จู่ ๆ ก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ อันที่จริงเด็กทั้งสองคนก็ไม่ถือว่าเล็กแล้ว อายุสิบเก้ากันแล้ว อีกแค่สองปีก็ถึงเกณฑ์แต่งงานตามกฎหมาย
พอคิดแบบนี้ เจียงชิ่นก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองละเลยลูก ๆ มากเกินไปหรือเปล่า จนเกือบจะลืมเรื่องสำคัญในชีวิตของพวกเขาไปเสียสนิท พอนึกถึงกรณีของเจียงหาง เจียงชิ่นก็รู้สึกว่าเรื่องคู่ครองของลูก ๆ ให้เธอเป็นคนคอยเป็นหูเป็นตาจัดการให้จะดีกว่า ขืนปล่อยให้พวกเขาไปหากันเอาเอง ก็ไม่รู้ว่าจะไปคว้าคนแบบไหนมา ถ้าเกิดไม่ถูกใจ หรือวันดีคืนดีถูกหลอกขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ
"แม่ครับ แม่คิดอะไรอยู่เหรอครับ"
เสียงของฟู่ซงหยางดังขึ้นข้างหู ดึงเจียงชิ่นให้ตื่นจากภวังค์ความคิด
เธอกระแอมไอเบา ๆ "ไม่ได้คิดอะไรหรอกจ้ะ รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวได้แล้ว"
พอได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์ เจียงชิ่นถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองกำลังคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่เนี่ย
เรื่องการแต่งงานของลูก ๆ ก็ต้องให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเองสิ ตัวเธอเป็นผู้ปกครอง จะไปคิดจับคลุมถุงชนให้ลูกได้ยังไง ทำไมยิ่งแก่ยิ่งหัวโบราณคร่ำครึลงทุกวัน... สงสัยจะอายุถึงเกณฑ์คนแก่แล้วจริง ๆ
ตกดึก เจียงชิ่นก็แอบเล่าเรื่องที่เจียงหยวนท้องให้ฟู่ซินหน่วนฟังเป็นการส่วนตัว
ฟู่ซินหน่วนเบิกตากว้าง "ในที่สุดพี่หยวนก็ท้องแล้วเหรอคะ ? "
"ใช่จ้ะ ถ้ามีเวลาก็แวะไปเยี่ยมพี่เขาหน่อยนะ ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนแกหน่อย"
"ได้ค่ะ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายหนูไม่มีเรียนพอดีเลย"
เจียงชิ่นคุยกับฟู่ซินหน่วนเสร็จ ฟู่ซินหน่วนก็กลับเข้าห้องตัวเองไป เจียงชิ่นเดินลงไปรินน้ำดื่มที่ชั้นล่าง พอเดินไปถึงตีนบันได จู่ ๆ ฟู่ซงเหนียน ก็โผล่พรวดมาจากไหนก็ไม่รู้
"แม่ครับ เมื่อกี้แม่คุยอะไรกับพี่สาวเหรอครับ ? "
เจียงชิ่นตกใจสะดุ้ง ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ไม่ใช่เรื่องของเด็กซะหน่อย จะไปทำอะไรก็ไปทำไป"
ฟู่ซงเหนียนกะพริบตาปริบ ๆ ขยับเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้ามีเลศนัย "แม่ครับ ผมมีข้อมูลลับจะมารายงาน เป็นเรื่องของพี่สาวครับ"
"เรื่องพี่รองของลูกน่ะเหรอ ? ข้อมูลลับอะไรกัน ? " เจียงชิ่นปรายตามองอย่างสงสัย ในใจแอบอยากรู้ว่าเจ้าเด็กแสบนี่จะมีเรื่องอะไรมาเล่า
"แม่ยังไม่รู้ล่ะสิ พี่สาวเขามีแฟนแล้วนะครับ" ฟู่ซงเหนียนลดเสียงลงแล้วกระซิบที่ข้างหูเธอ
คำพูดประโยคเดียว ทำเอาเจียงชิ่นเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง
เธอตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วลากตัวฟู่ซงเหนียนเข้าไปในห้องของเธอ ปิดประตูแล้วเค้นถาม "เล่ารายละเอียดมาสิ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าแม่จับได้ว่าลูกแต่งเรื่องหลอกแม่ล่ะก็ โดนดีแน่"
หลัก ๆ คือเรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไป ฟังดูไม่สมจริงเอาเสียเลย ลูกสาวบ้านเธอเพิ่งจะอายุเท่าไหร่กัน เพิ่งจะยี่สิบหมาด ๆ แถมปกติก็ไม่มีวี่แววหรือสัญญาณอะไรให้เห็นเลยสักนิด ไหงจู่ ๆ ถึงไปแอบมีความรักได้ล่ะเนี่ย ?
"แม่ครับ เรื่องจริงนะครับ ผมไม่ได้แต่งเรื่อง" ฟู่ซงเหนียนพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ "ผมบังเอิญไปเจอเข้าพอดี พี่สาวกำลังยืนคุยอยู่กับพี่ชายบ้านข้าง ๆ ดูท่าทางสนิทสนมกันมากเลย แถมพี่ชายคนนั้นยังจับมือพี่สาวด้วยนะครับ"
"พี่ชายบ้านข้าง ๆ ? " เจียงชิ่นนึกออกในพริบตา บ้านข้างๆ ที่ว่าก็คือเพื่อนบ้านตระกูลเหยียนไม่ใช่หรือไง
ตอนนั้นคุณยายเหยียนยังเคยมาทาบทามสู่ขออยู่เลย เพราะถูกใจเจียงหยวน อยากจะจับคู่ให้กับหลานชายคนเล็กของเธอ แต่เพราะเจียงหยวนมีคนคุยอยู่แล้ว เรื่องนั้นก็เลยพับไป
ต่อมาก็ได้ยินว่าหลานชายคนเล็กของบ้านนั้นถูกส่งไปทำงานที่สถานทูตในต่างประเทศ และยังไม่ได้กลับมาเลยนี่นา นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่เห็นได้ยินเลยว่าหลานชายตระกูลเหยียนคนไหนที่ยังโสดอยู่อีก
"เรื่องนี้แม่รับรู้แล้ว ลูกห้ามเอาไปบอกคนอื่นเด็ดขาดนะ โดยเฉพาะพ่อของลูก ห้ามให้พ่อรู้เด็ดขาด ได้ยินไหม"
"ได้ยินแล้วครับ เข้าใจแล้ว ผมไม่บอกพ่อแน่นอนครับ" ฟู่ซงเหนียนรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
เจียงชิ่นไม่คิดจะให้ฟู่เส้าตั๋วรู้เรื่องนี้หรอก หลัก ๆ คือยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง ขืนให้ฟู่เส้าตั๋วรู้เข้าก่อน ด้วยนิสัยหวงลูกสาวดั่งจงอางหวงไข่ของเขา ขืนอารมณ์ขึ้นมา ดีไม่ดีอาจจะบุกไปซัดหน้าคนถึงบ้านเลยก็ได้
เจียงชิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะต้องสืบให้รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ด้วยตัวเองเสียก่อน ลูกสาวบ้านเธอเพิ่งจะอายุยี่สิบแท้ ๆ ไม่รู้ว่าไอ้หนุ่มหน้าไม่อาย คนไหนมันกล้ามาลงมือเด็ดดอกไม้ของเธอ
สองวันหลังจากนั้น เจียงชิ่นเลิกงานกลับบ้านเร็วทุกวัน เพื่อแอบสังเกตความเคลื่อนไหวของฟู่ซินหน่วน
และเธอก็พบความผิดปกติเข้าจริง ๆ
ตอนเย็นหลังฟู่ซินหน่วนเลิกงานและทานมื้อค่ำเสร็จ เธอบอกว่าจะออกไปเดินเล่น จากนั้นก็หายตัววับไปเลย
เจียงชิ่นแอบสะกดรอยตามไปดู คืนแรกหาไม่เจอ แต่คืนที่สองก็แจ็กพอตแตก
เธอเห็นฟู่ซินหน่วนกำลังยืนคุยอยู่กับเหยียนสวี่เหวิน หลานชายคนเล็กของบ้านตระกูลเหยียนจริง ๆ ด้วย ทั้งสองคนยืนหลบมุมพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เหยียนสวี่เหวินยังยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้ฟู่ซินหน่วนด้วย แต่เพราะอยู่ไกลเกินไปเจียงชิ่นเลยมองไม่ออกว่าเป็นหนังสืออะไร
ทว่าเธอมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าฟู่ซินหน่วนดีใจจนเนื้อเต้น
เจียงชิ่นเห็นแล้วแทบจะกลอกตามองบน
ยัยลูกสาวจอมซื่อบื้อเอ๊ย เขาแค่ให้หนังสือเล่มเดียว จำเป็นต้องดีใจออกหน้าออกตาขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ?