- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 473 เปิดอกคุย
บทที่ 473 เปิดอกคุย
บทที่ 473 เปิดอกคุย
บทที่ 473 เปิดอกคุย
อีกอย่าง ถ้าเธอจำไม่ผิด เหยียนสวี่เหวิน คนนั้นอายุยี่สิบเก้าแล้วไม่ใช่หรือไง
แก่กว่าฟู่ซินหน่วนถึงเก้าปีเต็ม ๆ อายุห่างกันมากเกินไปหน่อยมั้ง
ถ้าเทียบกับอายุของเจียงหยวนก็ถือว่าเหมาะสมกันดี เสียดายที่สองคนนั้นไม่มีวาสนาต่อกัน แต่เจียงชิ่นจะไปคิดได้ยังไงว่า พอไม่มีวาสนากับเจียงหยวน ดันมาพัวพันกับลูกสาวของเธอซะงั้น
เจียงชิ่นไม่ใช่คนหัวโบราณคร่ำครึ เธอมักจะคิดมาตลอดว่าอายุห่างกันไม่เกินสิบปีก็พอรับได้ แต่พอเรื่องนี้มาตกอยู่ที่ลูกสาวตัวเอง เธอก็ยังแอบรู้สึกทำใจลำบากอยู่ดี
เจียงชิ่นแอบมองดูอยู่อีกพักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนแค่ยืนคุยกันเฉย ๆ ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ล่วงเกินอะไร ในใจก็ค่อย ๆ วางลงไปได้เปลาะหนึ่ง
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ถึงได้แยกย้ายกัน
ด้วยความกลัวว่าลูกสาวจะมาเห็นเข้า เจียงชิ่นจึงรีบหมุนตัวเดินกลับบ้าน
พอฟู่ซินหน่วนกลับมาถึงบ้าน เธอก็แวะทักทายเจียงชิ่นแล้วก็กลับเข้าห้องของตัวเองไป เจียงชิ่นรออยู่ครู่หนึ่ง จึงลุกขึ้นเดินขึ้นบันไดไปเคาะประตูห้องของฟู่ซินหน่วน
ฟู่ซินหน่วนออกมาเปิดประตู ปลายผมของเธอยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ทันทีที่เห็นว่าเป็นเจียงชิ่น ฟู่ซินหน่วนก็มีสีหน้าอึ้งไปเล็กน้อย
"แม่คะ มีอะไรหรือเปล่าคะ ? "
"แม่มีเรื่องจะคุยกับลูกหน่อยน่ะ เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ"
แม้ฟู่ซินหน่วนจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์นัก แต่เธอก็ยังเบี่ยงตัวหลบทางให้ เมื่อเจียงชิ่นเดินเข้าไปในห้อง เธอก็ปิดประตูลง
"แม่คะ เรื่องอะไรเหรอคะ ? " ฟู่ซินหน่วนถามพลางเช็ดผมไปพลาง
แววตาของเธอดูใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดที่ปิดบังความลับเอาไว้เลยสักนิด ทำเอาเจียงชิ่นถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงดี
เธอเรียบเรียงคำพูดในหัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ซินหน่วน ช่วงนี้ลูกไปสนิทสนมกับเหยียนสวี่เหวินบ้านข้าง ๆ เหรอจ๊ะ ? "
คำพูดประโยคนี้ ทำให้มือที่กำลังเช็ดผมของฟู่ซินหน่วนชะงักกึก เธอหันมองเจียงชิ่น แต่เพียงไม่นานก็กลับมามีสีหน้าเป็นปกติ
"แม่คะ แม่รู้แล้วเหรอคะ ? "
เจียงชิ่นถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ถ้าแม่ไม่บังเอิญไปเจอเข้า ลูกตั้งใจจะปิดบังแม่กับพ่อไปตลอดเลยใช่ไหม ? "
ฟู่ซินหน่วนวางผ้าขนหนูลง แล้วมานั่งลงตรงข้ามกับเจียงชิ่น "หนูไม่ได้คิดจะปิดบังพวกพ่อกับแม่เลยนะคะ ช่วงสองสามวันนี้หนูกับสวี่เหวินกำลังปรึกษากันอยู่ พอดีว่ากำลังตั้งใจจะเอาเรื่องของเราสองคนไปบอกพวกพ่อกับแม่อยู่เลยค่ะ"
'สวี่เหวิน' แหม... เรียกซะสนิทสนมเชียวนะ เจียงชิ่นฟังแล้วรู้สึกความดันเลือดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
"บอกความจริงแม่มา ตกลงลูกสองคนพัฒนาความสัมพันธ์กันไปถึงขั้นไหนแล้ว ? "
"พวกเราเตรียมจะไปจดทะเบียนสมรสแต่งงานกันแล้วค่ะ"
"หา ? ! "
เจียงชิ่นเกือบจะข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนแทบจะผุดลุกขึ้นยืน
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะถามต่อ "ซินหน่วน ลูกไปรู้จักกับเหยียนสวี่เหวินตั้งแต่เมื่อไหร่ ? รู้จักเขาดีแค่ไหนกัน ? ทำไมจู่ ๆ ถึงพัฒนาไปจนถึงขั้นจะแต่งงานกันได้ล่ะ ? "
การพัฒนาการที่รวดเร็วเกินคาดแบบนี้ เจียงชิ่นไม่ได้เผื่อใจไว้เลยสักนิด เธอคิดว่าลูกสาวกับเหยียนสวี่เหวินเพิ่งจะเริ่มคุยกันแท้ ๆ ใครจะไปคิดล่ะว่าสองคนนี้เตรียมจะไปจดทะเบียนสมรสกันแล้ว
ฟู่ซินหน่วนจ้องมองเธอด้วยสายตาแน่วแน่โดยไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย
"แม่คะ หนูกับสวี่เหวินเรารักกันค่ะ ถึงแม้พวกเราจะเพิ่งคบกันได้ไม่นาน แต่พวกเราก็มั่นใจในตัวของกันและกันแล้วค่ะ"
เจียงชิ่นสูดหายใจเข้าลึก ๆ อีกหลายครั้ง พยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "ลูกกับเหยียนสวี่เหวินอายุห่างกันตั้งเก้าปี ลูกแน่ใจเหรอว่าพวกลูกสองคนจะเดินไปด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง ? เขาว่ากันว่าอายุห่างกันสามปีก็มี 'ช่องว่างระหว่างวัย' แล้ว ระหว่างลูกสองคนน่ะมีช่องว่างนี้อยู่ตั้งสามช่วงเลยนะ คบกันช่วงสั้น ๆ อาจจะยังไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พอใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันจริง ๆ พอมีเรื่องปากท้องและเรื่องจุกจิกในบ้านเข้ามาเกี่ยว ลูกก็จะรู้เองว่าการมีทัศนคติที่ตรงกันมันสำคัญมากแค่ไหน"
"แม่คะ ทัศนคติของพวกเราตรงกันมากเลยนะคะ หนูรู้สึกว่าเขาคืออีกครึ่งชีวิตของหนูบนโลกใบนี้ค่ะ สามีภรรยาบางคู่ต่อให้ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย แต่แต่งงานกันไปก็เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งจนชีวิตครอบครัวพังไม่เป็นท่า สามีภรรยาบางคู่อายุห่างกันมาก แต่กลับรักกันหวานชื่นไปตลอดชีวิต อายุไม่ได้เป็นตัวตัดสินอะไรหรอกค่ะ การได้เจอคนที่ใช่ต่างหากที่สำคัญที่สุด"
เมื่อเห็นว่าหลังจากที่ตนพูดจบ ผู้เป็นแม่ก็นิ่งเงียบไป ฟู่ซินหน่วนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเช่นกัน
ตั้งแต่ตอนที่คิดจะบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ ฟู่ซินหน่วนก็เตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว เธอรู้ดีว่าต้องให้เวลาพ่อแม่ได้ย่อยข้อมูลให้เพียงพอเสียก่อน
เจียงชิ่นจำต้องยอมรับว่า คำพูดของลูกสาวแอบเกลี้ยกล่อมเธอได้สำเร็จอยู่บ้าง
ในเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ เธอหวนนึกไปถึงอู๋ตันและหลัวเป่าหมิน อู๋ตันกับหลัวเป่าหมินตอนที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ ก็ถือว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันดี ทั้งคู่ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ดูเหมาะสมกันไปเสียทุกอย่าง ทว่าในชีวิตการแต่งงานช่วงหลัง กลับจบลงด้วยความเละเทะไม่เป็นท่า
การได้เจอคนที่ใช่ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดจริง ๆ
เจียงชิ่นรู้ดีว่า เธอแค่ทำใจไม่ได้ที่จะต้องปล่อยลูกสาวไป เธอแค่ยังก้าวข้ามกำแพงในใจของตัวเองไม่ได้เท่านั้น
"ก็ได้จ้ะ แต่พวกลูกจะมาลักลอบคบกันแบบลับ ๆ ล่อ ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ลูกสาวบ้านแม่จะมีแฟนทั้งที ก็ต้องคบกันอย่างเปิดเผยสิ กลับไปบอกเหยียนสวี่เหวินเลยนะว่า แม่ให้เวลาเขาสามวัน ให้เขามาเยี่ยมคารวะที่บ้านอย่างเป็นทางการ ไม่อย่างนั้นก็ถือว่าหมดสิทธิ์"
ฟู่ซินหน่วนเบิกตากว้าง ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา
"แม่คะ ขอบคุณมากค่ะ ! "
ฟู่ซินหน่วนโผเข้ากอดคอเจียงชิ่น แล้วหอมแก้มเธอฟอดใหญ่
เจียงชิ่นหมดปัญญาจะรับมือกับเธอจริง ๆ ลูกสาวตัวเองนี่นา จะทำอะไรได้ล่ะ ก็ต้องตามใจสิ
"จริงสิคะแม่ แล้วทางพ่อล่ะคะจะทำยังไง ? "
ฟู่ซินหน่วนน่ะไม่กลัวเจียงชิ่นหรอก แต่เธอยังแอบหวั่นเกรงฟู่เส้าตั๋วอยู่บ้าง อีกอย่างเธอก็รู้ดีว่าคุณพ่อของเธอต่อต้านเรื่องที่เธอจะมีแฟนเร็วขนาดนี้มากแค่ไหน ถ้าให้เธอไปบอกเอง ก็รับประกันไม่ได้เลยว่าคุณพ่อจะไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ฟู่ซินหน่วนไม่ได้กลัวการถูกฟู่เส้าตั๋วดุด่าหรอก แต่สิ่งที่เธอกลัวมากกว่าคือการได้เห็นสีหน้าผิดหวังของเขา แบบนั้นมันทรมานยิ่งกว่าโดนด่าซะอีก
"เอาล่ะ ๆ เรื่องทางพ่อของลูกเดี๋ยวแม่ไปพูดเอง วางใจเถอะ แม่จะเกลี้ยกล่อมเขาให้ได้ แต่มีข้อแม้ว่า เหยียนสวี่เหวินจะต้องมาหาที่บ้านภายในสามวันนี้นะ ถ้าภายในสามวันเขาไม่โผล่มา เรื่องของพวกลูกสองคนก็ถือว่าจบลงแค่นี้แหละ แม่กับพ่อจะไม่มีวันพบเขาอีกเลย"
"อื้ม แม่วางใจได้เลยค่ะ แค่หนูไปบอกเขานะ รับรองว่าพรุ่งนี้เขาต้องรีบแจ้นมาหาถึงที่แน่นอนค่ะ"
เจียงชิ่นถลึงตาใส่ฟู่ซินหน่วนด้วยความหมั่นไส้
นี่ยังไม่ทันไรเลยก็เริ่มกางปีกปกป้องซะแล้ว สมกับคำโบราณที่ว่า 'ลูกสาวโตแล้วรั้งไว้ไม่อยู่ ยิ่งรั้งไว้จะยิ่งกลายเป็นศัตรูกัน' จริง ๆ
พอเจียงชิ่นใจเย็นลงและลองกลับมาคิดทบทวนดูดี ๆ ฐานะทางบ้านของเหยียนสวี่เหวินก็สูสีทัดเทียมกับบ้านของเธอ ตัวเขาเองก็จบจากสถาบันการทูต เรื่องหน้าตาและความสามารถนั้นไม่ต้องพูดถึง ดูหล่อเหลาภูมิฐานแถมยังมีบุคลิกที่สง่างาม ก็ไม่แปลกหรอกที่ลูกสาวของเธอจะหลงจนหัวปักหัวปำขนาดนี้
แต่จะมองแค่เปลือกนอกไม่ได้หรอกนะ ต้องดูที่นิสัยใจคอด้วย บ้านตระกูลเหยียนมีชื่อเสียงเรื่องการอบรมสั่งสอนในครอบครัวที่ดีมาแต่ไหนแต่ไร คาดว่าลูกหลานก็คงจะไม่แย่ไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก
แต่เรื่องแบบนี้มันก็พูดยาก ไผ่พันธุ์ดียังมีโอกาสออกหน่อเลวเลย ยังไงก็ต้องขอสัมผัสดูให้แน่ใจด้วยตัวเองก่อนถึงจะวางใจได้ เจียงชิ่นเดินออกจากห้องของลูกสาว เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟู่เส้าตั๋วเลิกงานกลับมาพอดี
ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว แม่บ้านก็เข้านอนกันหมดแล้ว เจียงชิ่นไม่อยากรบกวนปลุกคนอื่นขึ้นมา เธอจึงลงมือเข้าครัวไปอุ่นกับข้าวด้วยตัวเอง เพื่อให้ฟู่เส้าตั๋วได้ทานเป็นมื้อดึก
ฟู่เส้าตั๋วหิวแล้วจริง ๆ ที่หน่วยงานมีข้าวให้กินครบสามมื้อ เขากินข้าวเย็นมาเรียบร้อยแล้ว แต่เพราะต้องทำงานยุ่งจนป่านนี้ อาหารเย็นที่กินไปก็ถูกย่อยไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
เขารีบไปล้างหน้าล้างตา แล้วมานั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหาร เจียงชิ่นเก็บกวาดห้องครัวนิดหน่อย แล้วเดินมานั่งลงข้าง ๆ โต๊ะอาหาร
"คุณจะกินด้วยกันไหมครับ ? " ฟู่เส้าตั๋วถาม
เจียงชิ่นส่ายหน้า
ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันมานานหลายปี ท่าทางของเจียงชิ่นแบบนี้ ฟู่เส้าตั๋วมองแวบเดียวก็เข้าใจได้ทันที
"มีอะไรจะพูดเหรอครับ ? "
"อื้ม ฉันพูดแล้วคุณห้ามโกรธนะคะ"
พอได้ยินเจียงชิ่นพูดแบบนี้ สีหน้าของฟู่เส้าตั๋วก็ไม่ได้ดูผ่อนคลายเหมือนเมื่อครู่นี้อีก
"ไม่ใช่เรื่องดีใช่ไหมครับ ? ให้ผมทายนะ เด็กสามคนนั้นไปก่อเรื่องอะไรมา แล้วให้คุณมาเป็นคนเกลี้ยกล่อมผมใช่ไหม ? "
เจียงชิ่นนึกในใจ สมกับเป็นสามีของเธอจริง ๆ สัญชาตญาณเฉียบแหลมเกินไปแล้ว เดาปุ๊บก็ถูกปั๊บเลย