- หน้าแรก
- มหันตภัยวันล้างโลกกับภารกิจปลูกผักกู้ชีพ
- บทที่ 29 งานสังสรรค์
บทที่ 29 งานสังสรรค์
บทที่ 29 งานสังสรรค์
บทที่ 29 งานสังสรรค์
ไป๋ชิงหว่านเคยเอ่ยถึงการรวมตัวกันที่ลานกว้างขนาดเล็กในชาติก่อนมาบ้าง
ทว่าในตอนนั้นโม่เข่อเข่อไม่ได้อาศัยอยู่ในฟอเรสต์พาร์ค ไป๋ชิงหว่านจึงไม่ได้บังคับให้เธอเข้าร่วม แต่ต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้เล่นในฟอเรสต์พาร์คชุดนี้ จะกลายเป็นกำลังสำคัญของภูมิภาคทางตอนเหนือในอนาคต
เธอควรจะไปทำความรู้จักกับพวกเขาไว้เสียหน่อย บางทีอาจจะมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กันในวันหน้า
เมื่อคิดได้ดังนั้น โม่เข่อเข่อจึงตอบกลับไปโดยไม่ลังเลว่า "น้อมรับบัญชาค่ะ"
ไป๋ชิงหว่านได้รับข้อความก็ดำเนินการจัดการต่ออย่างร่าเริง ส่วนโม่เข่อเข่อก็หันไปเงื้อมีดปังตอเข้าใส่เจ้า นุ่มนิ่มข้าวเหนียว ทันที
ทักษะการโจมตีของนุ่มนิ่มข้าวเหนียวคือการพ่นน้ำลาย
ใช่แล้ว สัตว์อสูรบางตัวหน้าตาน่ารัก แต่เวลาต่อสู้กลับทำตัวสกปรกเลอะเทอะสิ้นดี ก่อนจะพ่นน้ำลายออกมา นุ่มนิ่มข้าวเหนียวจะสูดลมจนท้องกิ่วเพื่อสะสมพลังครู่หนึ่ง จากนั้นน้ำลายจะพุ่งออกมาเป็นเส้นตรงราวกับลูกปืนใหญ่ขนาดเล็ก
น้ำลายนั้นมีสีขาวขุ่นและมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง เพียงแค่โดนเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้เสื้อผ้าเป็นรูได้ หากสัมผัสถูกผิวหนังโดยตรง อย่าว่าแต่ค่าพลังกายที่จะลดฮวบเลย แม้แต่ความเสียหายต่อร่างกายก็รุนแรงเทียบเท่ากับกรดซัลฟิวริกเข้มข้น
ดังนั้น แม้สัตว์อสูรจะดูน่ารักและไอเทมดรอปจะล่อตาล่อใจเพียงใด แต่การจะสังหารพวกมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
โม่เข่อเข่ออาศัยทักษะการก้าวเท้าอันแพรวพราว ดิ้นรนอยู่นานกว่าสิบนาที ในที่สุดก็จัดการนุ่มนิ่มข้าวเหนียวลงได้หนึ่งตัว
เมื่อเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยล้มลง มันก็ดรอปลูกบอลแสงออกมาสี่ลูก
เหรียญทอง 5 เหรียญ, ข้าวสาร 1 ส่วน, ข้าวปั้นหยูหยอง 2 ชิ้น, อมยิ้ม 1 ไม้
แม้จะไม่มีเมล็ดพันธุ์หรือตำราอาหารดรอปออกมา แต่อย่างน้อยก็มีข้าวสาร
เกือบครึ่งเดือนแล้วที่โม่เข่อเข่อไม่ได้สัมผัสรสชาติของข้าวสวยเลย เมื่อได้เห็นข้าวสารอีกครั้งแม้จะหนักเพียงหนึ่งกิโลกรัม เธอก็รู้สึกตื้นตันใจมาก ยิ่งเห็นข้าวปั้นหมูหยองซึ่งเป็นรสชาติโปรดของเธอด้วยแล้ว ในวินาทีนั้นเธอรู้สึกราวกับโชคชะตาเข้าข้างอย่างที่สุด
ชื่อ ข้าวปั้นหมูหยอง
ประเภท อาหาร
คุณสมบัติ ฟื้นฟูพลังกาย 2 แต้มต่อวินาที เป็นเวลา 20 วินาที
คำอธิบาย ข้าวปั้นที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดยนุ่มนิ่มข้าวเหนียว สอดไส้หมูหยองสีทองอร่ามที่มีรสเค็มหวานกำลังดี คลุกเคล้ากับข้าวที่เหนียวนุ่มหอมอร่อย เมื่อทั้งสองสิ่งรวมกันจึงกลายเป็นเลิศรส
เมื่อมองดูคำบรรยาย โม่เข่อเข่อรู้สึกว่าระบบเริ่มจะเขียนคำโปรยเหมือนโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปทุกที แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเธอยังมีอมยิ้มอีกหนึ่งอัน
พูดตามตรง เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะดรอปอมยิ้มได้ ในชาติก่อนเธอเคยได้ยินแต่การดรอปน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลกรวด ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเพียงวัตถุดิบน้ำตาลพื้นฐาน การได้รับขนมขบเคี้ยวแบบกะทันหันเช่นนี้ทำเอาเธอทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
ชื่อ อมยิ้ม
ประเภท อาหาร
คุณสมบัติ ฟื้นฟูพลังกาย 2 แต้มต่อวินาที เป็นเวลา 10 วินาที
คำอธิบาย ขนมส่วนตัวของนุ่มนิ่มข้าวเหนียว เป็นของโปรดของเด็กๆ
"20 แต้ม เก็บไว้ก่อน เก็บไว้ก่อน"
โม่เข่อเข่อพึมพำกับตัวเอง แต่ริมฝีปากกลับโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้อมยิ้มจะไม่ใช่ของโปรดที่สุด แต่ในเมื่อดรอปอมยิ้มได้แล้ว ลูกอมรสนมจะอยู่ไกลเกินเอื้อมได้อย่างไร
และแล้วตลอดทั้งคืน โม่เข่อเข่อก็มัวแต่สาละวนอยู่กับการต่อสู้และสังหาร แน่นอนว่าเธอไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวอ้อยที่ริมแม่น้ำด้วย ในที่สุดเธอก็ถูกระบบบังคับให้ออกจากเกมในขณะที่ยังยืนอยู่ข้างลำธารเล็กๆ แห่งนั้น
ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ตลอดคืนทำให้โม่เข่อเข่อนอนยาวไปจนถึงช่วงบ่าย จนกระทั่งไป๋ชิงหว่านมาเคาะประตูเรียก เธอจึงรีบอาบน้ำชำระร่างกายแล้วเดินตามออกไป
เมื่อเดินลงจากเขา โม่เข่อเข่อจึงตระหนักได้ว่าผู้อยู่อาศัยบนเขานั้นอยู่กันอย่างกระจัดกระจายและมีผู้คนเบาบางจริงๆ แต่ละครัวเรือนจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยมีระยะห่างระหว่างกลุ่มอย่างน้อยสิบเมตร
แต่ที่เชิงเขานั้นแตกต่างออกไป บ้านเรือนตั้งเรียงรายเบียดเสียดกันแน่นขนัด แทบจะไม่มีช่องว่างเหลืออยู่นอกจากถนนสายเล็กๆ ที่เว้นไว้ให้สัญจร
เมื่อเห็นโม่เข่อเข่อจ้องมองอย่างตั้งใจ ไป๋ชิงหว่านจึงอธิบายขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า "พื้นที่บนเขานั้นสูงและเงียบสงบ คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นถ้าไม่เป็นผู้มีเส้นสาย ก็ต้องเป็นเจ้าของคฤหาสน์ระดับเอ อ้อ แล้วคนส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานในวันนี้ก็มาจากบนเขาทั้งนั้นแหละ"
"แล้วคนที่อยู่ตีนเขาล่ะคะ"
"ตีนเขาเหรอ คนที่อยู่ที่นั่นก็คือคนธรรมดาทั่วไป หรือไม่ก็พวกที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีระดับ บางคนก็แค่ทิ้งบ้านว่างไว้แล้วไปอาศัยอยู่กับญาติหรือเพื่อน ดังนั้นในงานสังสรรค์จึงไม่มีคนจากตีนเขามาหรอกจ้ะ"
คิ้วของโม่เข่อเข่อขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธอคิดในใจว่า ถ้าเป็นไปตามนี้ งานสังสรรค์ครั้งนี้ก็คือการรวมตัวกันของพวกลูกเศรษฐี ลูกหลานข้าราชการ และกลุ่มคนที่จะกลายเป็นเศรษฐีใหม่ในอนาคตนั่นเอง
เดิมทีเธอคิดว่าต้องรอจนผ่านพ้นฤดูร้อนแรกไปก่อนถึงจะเริ่มเห็นความแตกต่างของฐานะในหมู่ผู้คน ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะรวบรวมเหล่าคนสำคัญในอนาคตที่เพิ่งจะเริ่มตั้งตัวได้รวดเร็วขนาดนี้
เมื่อมาถึงลานกว้างขนาดเล็ก หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวตนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เข้ามาขวางโม่เข่อเข่อไว้อย่างสุภาพ
"สวัสดีค่ะ รบกวนช่วยมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ สำหรับงานสังสรรค์ครั้งนี้ด้วยค่ะ จะเป็นอะไรก็ได้ แน่นอนว่าท่านสามารถเลือกดูหรือรับของขวัญจากผู้เข้าร่วมงานคนอื่นๆ ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ภายในงานค่ะ"
ของขวัญเหรอ แถมยังดูของคนอื่นได้ด้วย? โม่เข่อเข่อรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย
"ฉันสามารถทราบชื่อผู้ให้ของขวัญชิ้นอื่นได้ไหมคะ"
"แน่นอนค่ะ"
เอาเถอะ พอหญิงสาวคนนั้นยืนยัน โม่เข่อเข่อก็เข้าใจทันที นี่ไม่ใช่แค่ของขวัญ แต่มันคือใบเบิกทาง เธอจะทำตัวเรียบง่ายเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นพี่ไป๋คงจะเสียหน้าใช่ไหม
เมื่อคิดได้ดังนั้น โม่เข่อเข่อก็เกิดใจป้ำขึ้นมาทันที เธอสะบัดมือเพียงครั้งเดียว เมล็ดพันธุ์ข้าวสารหนึ่งถุงก็ปรากฏขึ้น
ในเวลานี้ ไป๋ชิงหว่านยังคงวุ่นอยู่กับการตามหาเฉิงสือเจีย โดยตั้งใจอย่างเต็มที่ว่าจะจับคู่เขากับโม่เข่อเข่อให้ได้ เธอไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนรักผู้ใสซื่อของเธอได้สร้างความฮือฮาขนาดไหน เพียงเพราะแค่ไม่อยากจะทำให้เธอต้องอับอาย
เมื่อเข้าสู่บริเวณงาน โม่เข่อเข่อไม่ได้ออกตามหาไป๋ชิงหว่าน หลักๆ เป็นเพราะเธอไม่ค่อยรู้จักใครและคร้านที่จะไปปั้นหน้าทักทายปราศรัยกับผู้คน เธอจึงเลือกที่จะนั่งลงตรงโซนอาหารและกินเงียบๆ เพียงลำพัง
แต่ไป๋ชิงหว่านนั้นต่างออกไป เธอเป็นคุณหนูจากตระกูลมั่งคั่งมาตั้งแต่เด็ก และเก้าในสิบส่วนของผู้ที่มาร่วมงานในวันนี้ล้วนเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของเธอทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ไป๋ชิงหว่านก็ยังคงเป็นกังวลเรื่องโม่เข่อเข่ออยู่ดี ดังนั้นไม่นานนักเฉิงสือเจียจึงเดินเข้ามาหาโม่เข่อเข่อ
"เสี่ยวหว่านขอให้ผมมาอยู่เป็นเพื่อนคุณน่ะ"
คำพูดของท่านเทพช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาจริงๆ
โม่เข่อเข่อยิ้มให้อย่างสุภาพ แต่น้ำเสียงกลับแฝงความฉงน "แต่หนูไม่ได้เป็นอะไรนะคะ"
"ใครว่าคุณเป็นอะไรล่ะ เสี่ยวหว่านแค่กลัวว่าคุณจะเหงาถ้าต้องอยู่คนเดียว เลยขอให้ผมมาอยู่เป็นเพื่อนไง"
เฉิงสือเจียกล่าวพลางมองไปที่กองจานเปล่าเล็กๆ ข้างตัวโม่เข่อเข่อ แล้วหัวเราะเบาๆ "อยากกินอะไรอีกไหมล่ะ เค้กแบล็กฟอเรสต์ หรือว่าเครปเค้กมะม่วงดี"
โม่เข่อเข่อพมองตามสายตาของเฉิงสือเจียไปจนเจอกับกองจานเปล่านั้น ในพริบตาเธอรู้สึกหน้าแดงฉานขึ้นมาทันที และบุ้ยปากอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย "ถามเฉยๆ ก็พอแล้วค่ะ ทำไมต้องเติมคำว่า อีก ด้วย พูดซะดูเหมือนหนูกินจุเลย"
เมื่อเห็นพวงแก้มที่แดงระเรื่อและริมฝีปากที่เชิดขึ้นเพราะความไม่พอใจของเด็กสาว เฉิงสือเจียกลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงปลอบโยนอย่างอ่อนโยน "งั้นอยากทานอะไรครับ ผลไม้หรือเค้กดี"
"หนูเอาทั้งสองอย่างเลยค่ะ" โม่เข่อเข่อกรอกตาพลางคิดว่า ในเมื่อภาพพจน์ต่อหน้าท่านเทพพังทลายไปหมดแล้ว เธอก็ไม่ควรจะปล่อยให้ท้องต้องเสียโอกาสเรื่องของอร่อยไป
ในที่สุดเฉิงสือเจียก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เขาหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่ก่อนจะบอกว่า "งั้นเดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้"
ทว่าในขณะที่เขาลุกขึ้นยืน โม่เข่อเข่อก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลัง
"พี่สือเจียคะ"
หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง โม่เข่อเข่อก็รู้สึกทันทีว่าเสียงนี้ช่างเหมือนกับเสียงของหญิงสาวที่เจอในป่าขนาดเล็กคนนั้นเหลือเกิน!